[VSF] "A Cup of Love, Please?" (2JIN)
posted on 19 Jan 2012 21:16 by smile-sneezes directory FictionTitle: “A Cup of Love, Please?”
Author: smilesneezes
Pairing: Lee Sungjin x Kim Jongjin (2JIN)
Rating: ใสๆ กลิ่นกาแฟ(?)
Talk: แบบว่าองค์สองรูปนี้... http://twitpic.com/83xv6b/full + http://twitpic.com/83x5bc ก็เลยปลิ้นฟิคออกมา...
“เฮีย! เฮียจงอุน!”
“มีอะไรวะจงจิน ตะโกนเสียลั่นบ้าน?”
“ไหนเฮียบอกว่าไอ้ร้านฝั่งตรงข้ามที่กำลังสร้างอยู่เป็นมินิมาร์ทไง...มันเป็นร้านกาแฟ!”
การเกิดขึ้นของร้านกาแฟใจกลางกรุงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ร้านแบบสมัยใหม่ที่มักมีชนิดของกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ ให้เลือกหลากหลาย ตกแต่งอย่างสวยงามมีโซฟานุ่มๆ ให้นั่งได้นานๆ ท่ามกลางแอร์เย็นๆ และมีอินเตอร์เน็ตฟรีให้ใช้นั้นก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในทุกวันนี้ เพียงแต่คิมจงจินจะไม่อารมณ์เสียเลยถ้าร้านแบบที่ว่ามาเปิดอยู่ตรงข้ามฝั่งถนน...ตรงข้ามจุดที่เขากับพี่ชายตั้งซุ้มขายกาแฟกันอยู่มาก่อนหน้าเป็นปีหนึ่งแล้ว!
จุดที่จงอุนกับจงจินตั้งซุ้มขายกาแฟนั้นอยู่ไม่ห่างจากป้ายรถเมล์และย่านร้านค้าที่มีคนเดินผ่านไปชุกชุม นับว่าเป็นทำเลทอง แค่ในตอนเช้าบรรดาคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาก็มาอุดหนุนกันเยอะแยะแล้ว ในเดือนหนึ่งก็ทำกำไรได้ดีอยู่
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนร้านขายเสื้อผ้าที่อยู่ชั้นล่างของตึกแถวฝั่งตรงข้ามเขาปิดไป ไม่นานนักก็มีการก่อสร้างตกแต่งคูหาที่ว่างนั้นใหม่ 'เห็นเขาว่าเป็นมินิมาร์ทนะ' จงอุนพูดไว้เช่นนั้น และจงจินก็เชื่อคำพูดของพี่ชาย ไม่สนใจและไม่นึกเอะใจอะไร จนกระทั่งร้านนั้นตกแต่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์จงจินจึงเห็นว่าทั้งป้ายร้านและโลโก้นั้นมันไม่ใช่ร้านมินิมาร์ทเลยสักนิด มันคือร้านกาแฟ และนั่นก็ทำให้จงจินไม่พอใจ... นี่มันจงใจคุกคามกัน เหมือนเอาเซเว่นอีเลฟเว่นมาเปิดตรงข้ามร้านโชว์ห่วยชัดๆ
ถึงราคากาแฟต่อแก้วของเขาจะถูกกว่า แต่คนสมัยนี้ติดอินเตอร์เน็ตกันจะเป็นจะตาย ถ้าจ่ายแพงอีกสักนิดแล้วได้ไปนั่งตากแอร์เล่นอินเตอร์เน็ตฟรี คนส่วนใหญ่ก็น่าจะเลือกแบบนั้นกันอยู่แล้ว อย่างดีท่ีสุดกำไรที่เคยได้มากเท่าเดิมก็อาจจะลดลง อย่างร้ายที่สุดก็คือ...เจ๊ง
ที่อื่นในประเทศมีเยอะแยะ ทำไมต้องมาจงใจเปิดตรงข้ามกันเป๊ะมีแค่ถนนกั้นด้วยวะ?
ชายหนุ่มในเสื้อโปโลสีขาวทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีแดงมองภาพคนผลักประตูกระจกเข้าร้านกาแฟเปิดใหม่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาขุ่นเคือง ปกติคนจะต้องเดินข้ามถนนมาซื้อกาแฟที่ซุ้มของเขานี่... ถึงวันนี้ลูกค้าจะไม่หดหายไปอย่างน่าตกใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า...ร้านนั้นดูดคนจากเขาไปเยอะทีเดียว
“เข้าไปดูดิวะจงจิน เฮียอยากรู้ว่าร้านมันเป็นไง" พูดเสร็จก็เอามือดันหลังเขาเบาๆ ตั้งแต่เป็นพี่น้องกับจงอุนมาไม่เคยมีสักครั้งเล้ยที่มันจะทำเพื่อน้องเพื่อนุ่งบ้าง นี่ก็ป๊อดล่ะสิเลยไม่กล้าไปดูเองว่าไอ้ร้านคู่แข่งมันเป็นยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะจงจินก็อยากลองแวะไปดูอยู่บ้าง จงจินก็จะไม่ถอดผ้ากันเปื้อนออก โยนมันใส่จงอุนแล้วก็เดินข้ามถนนมายังร้านนี้หรอกนะ...
มองผ่านกระจกก็ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ ยอมรับว่าผนังสีขาวและการตกแต่งแบบเรียบง่ายทำให้มันดูเฉยๆ ในสายตาเขาไปสักหน่อย ตัวเคานท์เตอร์และโซฟาเป็นสีดำตัดกับอีกสีที่ล้อมรอบอยู่ ผลักประตูเข้าไปก็มีเสียงหนึ่งทักทายอย่างร่าเริงว่า
“ยินดีต้อนรับครับ! รับอะไรดีครับวันนี้?”
ชายคนที่ทักจงจินน่าจะอายุไล่เลี่ยกัน อ่อนแก่ไม่น่าเกินสองปี สวมเสื้อเชิ้ตสีดำทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีเขียวเข้มยิ้มให้อย่างสดใส แต่จงจินที่มาพร้อมอคติกลับทำท่าทีเฉยๆ ไม่ตอบกลับไป ทำท่าเป็นยืนอ่านเมนูขนาดใหญ่ที่ติดไว้ตรงกำแพงหลังเคานท์เตอร์ ('กะอีแค่เมนูทำซะหรู' 'เอสเพรสโซ่บ้าอะไรแพงกว่าที่ขายปกติตั้งสองเท่า' 'เห็นร้านหรูๆ นึกว่าจะมีเครื่องดื่มเยอะกว่านี้ซะอีก' 'เพิ่มวิปครีมจ่ายเพิ่ม 15 บาท...บ้า' 'มีดีก็แค่ร้านหรูดูดีละว้า')
“ถ้ายังไม่รู้จะเลือกอะไร แนะนำเครื่องดื่มนี้นะครับ เป็นสูตรพิเศษของร้าน...” แล้วก็พูดชื่อเครื่องดื่มอะไรสักอย่างเป็นภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็วจนจงจินฟังไม่ทัน พาลทำให้รู้สึกหมั่นไส้พนักงานคนนี้ขึ้นมา ยืนอยู่เฉยๆ รอลูกค้าเป็นฝ่ายถามน่ะเป็นไหม ไม่เห็นจำเป็นต้องมาเสนอหน้าอะไรขนาดนี้... ตอนแรกก็ว่าจะหันหลังหนีเพื่อให้รู้ๆ กันไปว่าไม่ชอบ แต่อีกใจหนึ่งก็นึกอยากรู้ว่าไอ้กาแฟราคาแพงอัศจรรย์นี่ดื่มแล้วมันจะฟินขึ้นสวรรค์วิมานขนาดไหน ก็เลยพยักหน้ารับๆ ไป ผู้ชายคนนั้นพูดทวนชื่อเครื่องดื่มที่จงจิน(จำใจ)สั่งและแจ้งราคา ('แพงโคตร') พร้อมๆ กับที่คีย์ข้อมูลลงไปในเครื่องคิดเงิน ไม่กี่วินาทีต่อมากระดาษแผ่นเล็กก็พิมพ์ออกมาจากเครื่อง
“รอสักครู่นะครับ" เขาหันไปสั่งพนักงานอีกสองสามคนที่ยืนวุ่นวายชงเครื่องดื่มอยู่ด้านหลัง ก่อนจงจินยังมีลูกค้าคนอื่นรอคิวรับเครื่องดื่มอยู่อีกสองสามคน ยืนรอหลายนาทีกว่าที่เขาจะได้สิ่งที่เขาสั่งไป หยิบแก้วพลาสติกใสๆ สกรีนโลโก้ร้านนั้นมาดูก็พบว่ามันน่าจะเป็นกาแฟปั่นราดด้วยวิปครีม ('ของเราถูกกว่าเยอะ นี่ให้น้อยกว่าด้วยมั้งนี่')
จงจินหยิบซองหลอดขึ้นมา ('เสียเวลาฉีกชะมัด!')
ดูดเครื่องดื่มเข้าปากไปคำแรกปุ๊บ
.
.
.
.
.
อร่อยน้ำตาจะไหล.
แต่กาแฟอร่อยไม่ได้แปลว่าความเป็นศัตรูจะสิ้นสุดลง ก็เหมือนกับน้ำอัดลมสีดำสองยี่ห้อดังนั่น ความซ่ากับรสหวานอาจจะต่างกันบ้างนิดหน่อยแต่ก็ยังถือว่าดื่มแล้วดับกระหายดีทั้งคู่ แต่แล้วยังไงล่ะ? สุดท้ายสองแบรนด์นั้นก็เป็นศัตรูทางการค้ากันอยู่ดี ซุ้มขายกาแฟกับร้านสุดวิลิศมาหรานั่นก็เหมือนกัน
ถึงอย่างนั้น จงจินก็เป็นคนปกติคนหนึ่ง ไม่ใช่คนบ้าที่จะเข้าไปหาเรื่องร้านนั้น ก็ทำได้แค่เขม่นอยู่ในใจไปวันๆ บ่นงุบงิบกับจงอุนเงียบๆ ในช่วงสายๆ ของวันที่ลูกค้าของเขามักจะบางตา แต่หลายคนกลับเดินไปนั่งตากแอร์ในร้านกาแฟร้านนั้น แสลงใจเหลือเกิน
“ออกโปรโมชั่นดิ ถ้าซื้อกาแฟเราแล้วไปนั่งกินในร้านเยาะเย้ยมัน ลด 5 บาท"
ถ้าจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้จงจินรู้สึกเพลียตับมากกว่าการที่มีร้านนั้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็คงเป็นพี่ชายของเขาเอง
"ว่างมากเฮียไปนั่งคิดสูตรกาแฟเพิ่มหน่อยไป ไม่ใช่เอาแต่นั่งตบยุงหรือเดินไปร้านเช่าหนัง จะไปเขียนรีวิวลงไบโอสโคปหรือไง"
“โธ่ ถ้าเฮียเอาจริงเฮียทำได้อยู่แล้ว"
กำลังจะหันไปด่าพี่ตัวเองอีกรอบก็ได้ยินเสียงลูกค้าดังขึ้นพอดี "พี่ โกโก้ปั่นแก้ว"
อึ้งไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าลูกค้าใหม่ของตัวเองคือพนักงานของร้านฝั่งตรงข้ามนี้เอง...พนักงานคนนั้นที่จงจินนึกหมั่นไส้ ปากเลยขยับไปอัตโนมัติว่า
“มาซื้อกาแฟร้านคนอื่นอย่างนี้ เจ้าของเขาไม่ว่าเหรอ ร้านตัวเองก็มี หรือว่าต้องจ่ายเต็มราคาเหมือนกัน?”
“เจ้าของไม่ว่าหรอก ก็เจ้าของมาซื้อเอง"
.
.
.
“ผมชื่ออีซองจินครับ และใช่ครับ ผมเป็นเจ้าของร้านฝั่งตรงข้ามโน้น – พี่ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นหรอกครับ คือเห็นพี่เข้าไปที่ร้านวันนั้นเลยอยากมาเคลียร์กับพี่ให้เข้าใจนิดหน่อย ที่จริงผมก็รู้แล้วล่ะว่าพี่คงต้องมาที่ร้านผมสักวัน ผมเป็นพี่ผมก็ไปเหมือนกัน แต่ผมไม่อยากให้พี่คิดว่าผมมาแย่งลูกค้าพี่ เราขายของเหมือนกันก็จริงอยู่ แต่ร้านพี่น่ะกาแฟถูกกว่า คนเขาต้องซื้อของพี่เยอะกว่าอยู่แล้ว ยิ่งชั่วโมงเร่งด่วนนี่ ใครเขาจะมายืนรอกาแฟร้านผมล่ะครับ จริงไหม?”
“ผมไม่เกี่ยวนะ น้องผมมันคิดเองเออเอง" ไอ้พี่ทรพี เมื่อกี้ยังยุให้ลดกาแฟไปนั่งดื่มในร้านเยาะเย้ยเขาอยู่เลย
ซองจินไม่สนใจ "นั่นแหละครับ ผมไม่อยากให้พี่เห็นผมเป็นศัตรูหรือคู่แข่งหรอกนะ คนชอบกาแฟอย่างผมจะให้มาเปิดร้านขายเค้กมันก็ไม่ใช่ถูกไหม"
“ก็ไม่เห็นต้องมาฝั่งตรงข้ามกันเลยนี่ มันเหมือนจงใจจะมาเปิดแข่งกันชัดๆ"
เขายิ้มกว้างและเอ่ยเสียงนุ่ม "ไม่ได้เปิดแข่งสักหน่อย ผมมีเหตุผลที่อยากเปิดตรงนี้ รู้ไหมผมรอตั้งนานกว่าห้องนั้นจะว่าง"
“เพราะ?”
“ผมจะได้มองพี่ยืนชงกาแฟจากในร้านได้ไง ไกลหน่อยแต่ก็เห็นชัดเลย"
บนถนนมีพาหนะวิ่งกันวุ่นวายเต็มไปหมด แต่สิ่งที่จงจินได้ยินหลังจากอีกฝ่ายพูดประโยคนั้นจบมีเพียงความเงียบเท่านั้นเพราะไม่มีใครพูดอะไรเลยหลังจากนั้น จนกระทั่งจงอุนมองน้องชายที มองไอ้หนุ่มหน้าละอ่อนที่อยู่ดีๆ ก็มาทำตัวหวานเลี่ยนใส่น้องตัวเอง มือป้อมๆ เกาหัวตัวเองแกรกๆ แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
“...เอ่อ เฮียไปเช่าหนังแปบนะ มีอะไรก็คุยกันดีๆ แล้วกัน"
จะคุยกันไม่ดีเพราะประโยคเสี้ยมนี่แหละ แน่ใจว่าพี่ชายเดินพ้นไปแล้ว จงจินจึงตอบกลับไป
“นี่...หมายความว่ายังไง...”
พูดออกไปก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองนัก สิ่งที่อยากพูดไม่ใช่แบบนี้เลยสักนิด... แต่รอยยิ้ม น้ำเสียง และคำพูดเมื่อกี้กำลังทำให้เขาทำตัวไม่ถูก โดยไม่รู้เลยว่าอาการตัวเองตอนกำลังประหม่าก็กำลังทำให้อีกคนหนึ่งใจเต้นแรงเหมือนกัน จงจินคงไม่รู้เลยว่าหน้าตาตัวเองตอนนี้น่ารักขนาดไหน...
"หมายความอย่างที่พูด...ก็ผมอยากมองพี่ไงครับ หรืออยากให้บอกด้วยไหมว่าทำไม"
จงจินก็ไม่ใช่เด็กอายุเจ็ดขวบที่จะไม่รู้ว่ารอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนและดวงตาโตสีเข้มบนใบหน้าหล่อเหลาที่มองมานั้นสื่อความนัยอะไรอยู่ เพียงแต่มันเกินความคาดหมายของเขาไปมากทีเดียว
“ผมเคยซื้อกาแฟร้านพี่บ่อยๆ นะ มาจนรู้ชื่อพี่เพราะได้ยินพี่ชายพี่เรียก แต่พี่คงจำผมไม่ได้หรอกเนอะ ก็ผมไม่ได้มาทุกวัน" และซองจินก็ทวง "โก้โก้ละครับพี่? จะไม่ทำเหรอ ขอสูตรที่พี่ชงปกตินะ...ผมชอบ"
“ตั้งแต่เมื่อไหร่...”
“ตั้งแต่ร้านพี่ขายแค่กาแฟร้อนกับกาแฟเย็นและไม่ยังขายกาแฟปั่นเลย ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม อย่าถามเลย แค่รู้สึกว่าพี่น่ารักดี ชงกาแฟอร่อยด้วย"
ในขณะที่ก้มหน้าตวงผงช็อกโกแลตและนมข้นใส่แก้วตามสูตรนั้น จงจินก็แอบยิ้มกับตัวเองเล็กน้อย...แต่ปากก็ยังขยับถามต่อไปว่า
“ถ้าชอบแล้วทำไมต้องเปิดร้านกาแฟมาแข่ง?”
“ก็แม่ผมน่ะสิ เห็นผมเพิ่งเรียนจบรอรับปริญญาเฉยๆ แล้วก็ว่างไปมั้ง เลยให้ทุนมาก้อนนึงบอกไปทำธุรกิจอะไรก็ได้ ผมไม่รู้จะทำอะไรก็เลยมาเปิดร้านกาแฟ เพราะผมคิดถึงกาแฟพี่ก่อนเป็นอย่างแรก แล้วกว่าจะเปิดได้ก็ต้องรอตั้งนานปี เพราะผมอยากได้ห้องฝั่งตรงข้ามกับพีี่หรือเยื้องจากร้านพี่ให้น้อยที่สุด"
จงจินรินน้ำร้อนใส่แก้วและคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ส่ายศีรษะขณะที่พึมพำ "แล้วทำไมต้องลงทุนขนาดนั้น"
“อืม...พี่ชงกาแฟพี่ก็น่าจะรู้นะครับว่าคนติดกาแฟน่ะ...ถ้าไม่ได้ดื่มสักวันมันจะรู้สึกกระวนกระวายมาก สำหรับผม...พี่ก็เป็นอย่างนั้น ผมเดินผ่านทางเดินนี่ทุกวัน อุดหนุนพี่เกือบทุกวัน ซึ่งพี่คงไม่รู้หรอกเพราะว่าคนพลุกพล่านมากไป แต่ผมหยุดแอบมองพี่ไม่ได้ ผมต้องตื่นเช้ากว่าเดิมครึ่งชั่วโมงเพื่อจะมาแกล้งมองรถเมล์มองร้านขายข้าวมองแผงหนังสือพิมพ์...เพื่อที่จะแอบมองพี่ขายกาแฟอย่างเนียนๆ แล้วก็ค่อยนั่งรถไปเรียน พอต้องเปิดร้านกาแฟ ผมก็อยากให้ร้านของผมมีแต่กลิ่นกาแฟหอมๆ... และพอมองไปข้างหน้าก็จะเห็นแต่พี่ ผมก็แค่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเอง"
ซองจินใช้คำว่า 'แค่' แต่จงจินกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ซองจินพูดมันช่างเหลือเชื่อ... ใครจะไปคิดว่าในช่วงเวลาแค่ปีเศษๆ ที่เขาออกจากงานประจำเพราะเบื่อเพื่อนร่วมงานงี่เง่าและมาเปิดซุ้มขายกาแฟกับพี่ชายข้างถนนนั้นจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น มันเหมือนในหนัง เหมือนจินตนาการที่ไม่น่าจะเป็นจริง แต่วินาทีนี้อีซองจินกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา
เพียงครู่หนึ่งหลังจากนั้นโกโก้ปั่นที่ซองจินสั่งก็เสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มอายุมากกว่ายื่นแก้วกระดาษที่มีฝาพลาสติกปิดและทิชชู่พันรอบๆ ให้กับอีกคนหนึ่ง และพอซองจินกำลังล้วงกระเป๋า จงจินก็ห้าม
“ไม่ต้อง...เลี้ยง" แต่ก็แสร้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังต่อว่า "เลี้ยงกาแฟร้านนายคืนด้วยแล้วกัน"
ซองจินยิ้มกว้าง "พี่อยากได้กาแฟร้านผมฟรีตลอดชีวิตไหมละครับ?”
พูดจบ ชายหนุ่มก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จงจินโดยไม่รอฟังคำตอบจากเจ้าตัว ริมฝีปากสวยกระซิบเบาๆ ที่ริมใบหูเล็กของจงจิน คนอายุมากกว่าฟังจบแล้วก็ทำหน้าเหวอ ปากเล็กๆ อ้าค้างด้วยตกใจ ใบหน้ากลมๆ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่ามันทำให้คนมองอย่างซองจินใจเต้นแรงขนาดไหน
“นะ...นี่ จะบ้าหรือไง เราเพิ่งคุยกันวันนี้เองนะ" จงจินพูดตะกุกตะกัก
ซองจินยิ้มกริ่ม “ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง พี่มีเวลารู้จักกับผมอีกนาน ยังไม่ต้องรีบให้คำตอบผมก็ได้ เตรียมหัวใจไว้ก็พอ... – อ้อ ขอบคุณสำหรับโกโก้ฟรีนะครับ"
พูดจบอีซองจินก็เดินหันหลังกลับ ข้ามถนนและเปิดประตูเข้าร้านของตัวเองไปพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มของร้านเขา จงจินไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองตามหลังคนอายุน้อยกว่าอยู่นานจนเขาหายลับเข้าร้านไปแล้ว ซองจินอาจจะมองทะลุกระจกร้านตัวเองเห็นเขาได้ชัดเจน แต่จากจุดที่จงจินยืนอยู่ เขาไม่เห็นซองจินแล้ว
...เผลอนึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ชิดผิวแก้มและเสียงกระซิบนุ่มเมื่อครู่นี้ จงจินก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนกว่าเดิมแล้ว โดยยังไม่ต้องไปคำนึงถึงคำที่พูดออกมาเลยด้วย และเขาคงจะเผลออมยิ้มออกมาจนเห็นได้ชัด เพราะเสียงที่ขัดอารมณ์ของคนที่เพิ่งกลับจากร้านเช่าหนังที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวดังขึ้นมาว่า
“เป็นอะไรเนี่ย ยิ้มเหมือนคนบ้า"
แน่นอนว่าจงจินส่ายหน้าปฏิเสธไว้ก่อนแม้จะยังไม่หุบยิ้มก็ตาม "ไม่มีอะไรหรอกเฮีย อารมณ์ดีนิดหน่อยน่ะ"
.
.
ขืนปล่อยให้จงอุนรู้ตอนนี้ว่ากำลังมีเจ้าของร้านกาแฟฝั่งนั้นมาจีบเขาล่ะก็ โดนล้อตาย...
Author: smilesneezes
Pairing: Lee Sungjin x Kim Jongjin (2JIN)
Rating: ใสๆ กลิ่นกาแฟ(?)
Talk: แบบว่าองค์สองรูปนี้... http://twitpic.com/83xv6b/full + http://twitpic.com/83x5bc ก็เลยปลิ้นฟิคออกมา...
“เฮีย! เฮียจงอุน!”
“มีอะไรวะจงจิน ตะโกนเสียลั่นบ้าน?”
“ไหนเฮียบอกว่าไอ้ร้านฝั่งตรงข้ามที่กำลังสร้างอยู่เป็นมินิมาร์ทไง...มันเป็นร้านกาแฟ!”
การเกิดขึ้นของร้านกาแฟใจกลางกรุงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ร้านแบบสมัยใหม่ที่มักมีชนิดของกาแฟและเครื่องดื่มอื่นๆ ให้เลือกหลากหลาย ตกแต่งอย่างสวยงามมีโซฟานุ่มๆ ให้นั่งได้นานๆ ท่ามกลางแอร์เย็นๆ และมีอินเตอร์เน็ตฟรีให้ใช้นั้นก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในทุกวันนี้ เพียงแต่คิมจงจินจะไม่อารมณ์เสียเลยถ้าร้านแบบที่ว่ามาเปิดอยู่ตรงข้ามฝั่งถนน...ตรงข้ามจุดที่เขากับพี่ชายตั้งซุ้มขายกาแฟกันอยู่มาก่อนหน้าเป็นปีหนึ่งแล้ว!
จุดที่จงอุนกับจงจินตั้งซุ้มขายกาแฟนั้นอยู่ไม่ห่างจากป้ายรถเมล์และย่านร้านค้าที่มีคนเดินผ่านไปชุกชุม นับว่าเป็นทำเลทอง แค่ในตอนเช้าบรรดาคนทำงานและนักเรียนนักศึกษาก็มาอุดหนุนกันเยอะแยะแล้ว ในเดือนหนึ่งก็ทำกำไรได้ดีอยู่
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนร้านขายเสื้อผ้าที่อยู่ชั้นล่างของตึกแถวฝั่งตรงข้ามเขาปิดไป ไม่นานนักก็มีการก่อสร้างตกแต่งคูหาที่ว่างนั้นใหม่ 'เห็นเขาว่าเป็นมินิมาร์ทนะ' จงอุนพูดไว้เช่นนั้น และจงจินก็เชื่อคำพูดของพี่ชาย ไม่สนใจและไม่นึกเอะใจอะไร จนกระทั่งร้านนั้นตกแต่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์จงจินจึงเห็นว่าทั้งป้ายร้านและโลโก้นั้นมันไม่ใช่ร้านมินิมาร์ทเลยสักนิด มันคือร้านกาแฟ และนั่นก็ทำให้จงจินไม่พอใจ... นี่มันจงใจคุกคามกัน เหมือนเอาเซเว่นอีเลฟเว่นมาเปิดตรงข้ามร้านโชว์ห่วยชัดๆ
ถึงราคากาแฟต่อแก้วของเขาจะถูกกว่า แต่คนสมัยนี้ติดอินเตอร์เน็ตกันจะเป็นจะตาย ถ้าจ่ายแพงอีกสักนิดแล้วได้ไปนั่งตากแอร์เล่นอินเตอร์เน็ตฟรี คนส่วนใหญ่ก็น่าจะเลือกแบบนั้นกันอยู่แล้ว อย่างดีท่ีสุดกำไรที่เคยได้มากเท่าเดิมก็อาจจะลดลง อย่างร้ายที่สุดก็คือ...เจ๊ง
ที่อื่นในประเทศมีเยอะแยะ ทำไมต้องมาจงใจเปิดตรงข้ามกันเป๊ะมีแค่ถนนกั้นด้วยวะ?
ชายหนุ่มในเสื้อโปโลสีขาวทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีแดงมองภาพคนผลักประตูกระจกเข้าร้านกาแฟเปิดใหม่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาขุ่นเคือง ปกติคนจะต้องเดินข้ามถนนมาซื้อกาแฟที่ซุ้มของเขานี่... ถึงวันนี้ลูกค้าจะไม่หดหายไปอย่างน่าตกใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า...ร้านนั้นดูดคนจากเขาไปเยอะทีเดียว
“เข้าไปดูดิวะจงจิน เฮียอยากรู้ว่าร้านมันเป็นไง" พูดเสร็จก็เอามือดันหลังเขาเบาๆ ตั้งแต่เป็นพี่น้องกับจงอุนมาไม่เคยมีสักครั้งเล้ยที่มันจะทำเพื่อน้องเพื่อนุ่งบ้าง นี่ก็ป๊อดล่ะสิเลยไม่กล้าไปดูเองว่าไอ้ร้านคู่แข่งมันเป็นยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะจงจินก็อยากลองแวะไปดูอยู่บ้าง จงจินก็จะไม่ถอดผ้ากันเปื้อนออก โยนมันใส่จงอุนแล้วก็เดินข้ามถนนมายังร้านนี้หรอกนะ...
มองผ่านกระจกก็ไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่ ยอมรับว่าผนังสีขาวและการตกแต่งแบบเรียบง่ายทำให้มันดูเฉยๆ ในสายตาเขาไปสักหน่อย ตัวเคานท์เตอร์และโซฟาเป็นสีดำตัดกับอีกสีที่ล้อมรอบอยู่ ผลักประตูเข้าไปก็มีเสียงหนึ่งทักทายอย่างร่าเริงว่า
“ยินดีต้อนรับครับ! รับอะไรดีครับวันนี้?”
ชายคนที่ทักจงจินน่าจะอายุไล่เลี่ยกัน อ่อนแก่ไม่น่าเกินสองปี สวมเสื้อเชิ้ตสีดำทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีเขียวเข้มยิ้มให้อย่างสดใส แต่จงจินที่มาพร้อมอคติกลับทำท่าทีเฉยๆ ไม่ตอบกลับไป ทำท่าเป็นยืนอ่านเมนูขนาดใหญ่ที่ติดไว้ตรงกำแพงหลังเคานท์เตอร์ ('กะอีแค่เมนูทำซะหรู' 'เอสเพรสโซ่บ้าอะไรแพงกว่าที่ขายปกติตั้งสองเท่า' 'เห็นร้านหรูๆ นึกว่าจะมีเครื่องดื่มเยอะกว่านี้ซะอีก' 'เพิ่มวิปครีมจ่ายเพิ่ม 15 บาท...บ้า' 'มีดีก็แค่ร้านหรูดูดีละว้า')
“ถ้ายังไม่รู้จะเลือกอะไร แนะนำเครื่องดื่มนี้นะครับ เป็นสูตรพิเศษของร้าน...” แล้วก็พูดชื่อเครื่องดื่มอะไรสักอย่างเป็นภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็วจนจงจินฟังไม่ทัน พาลทำให้รู้สึกหมั่นไส้พนักงานคนนี้ขึ้นมา ยืนอยู่เฉยๆ รอลูกค้าเป็นฝ่ายถามน่ะเป็นไหม ไม่เห็นจำเป็นต้องมาเสนอหน้าอะไรขนาดนี้... ตอนแรกก็ว่าจะหันหลังหนีเพื่อให้รู้ๆ กันไปว่าไม่ชอบ แต่อีกใจหนึ่งก็นึกอยากรู้ว่าไอ้กาแฟราคาแพงอัศจรรย์นี่ดื่มแล้วมันจะฟินขึ้นสวรรค์วิมานขนาดไหน ก็เลยพยักหน้ารับๆ ไป ผู้ชายคนนั้นพูดทวนชื่อเครื่องดื่มที่จงจิน(จำใจ)สั่งและแจ้งราคา ('แพงโคตร') พร้อมๆ กับที่คีย์ข้อมูลลงไปในเครื่องคิดเงิน ไม่กี่วินาทีต่อมากระดาษแผ่นเล็กก็พิมพ์ออกมาจากเครื่อง
“รอสักครู่นะครับ" เขาหันไปสั่งพนักงานอีกสองสามคนที่ยืนวุ่นวายชงเครื่องดื่มอยู่ด้านหลัง ก่อนจงจินยังมีลูกค้าคนอื่นรอคิวรับเครื่องดื่มอยู่อีกสองสามคน ยืนรอหลายนาทีกว่าที่เขาจะได้สิ่งที่เขาสั่งไป หยิบแก้วพลาสติกใสๆ สกรีนโลโก้ร้านนั้นมาดูก็พบว่ามันน่าจะเป็นกาแฟปั่นราดด้วยวิปครีม ('ของเราถูกกว่าเยอะ นี่ให้น้อยกว่าด้วยมั้งนี่')
จงจินหยิบซองหลอดขึ้นมา ('เสียเวลาฉีกชะมัด!')
ดูดเครื่องดื่มเข้าปากไปคำแรกปุ๊บ
.
.
.
.
.
อร่อยน้ำตาจะไหล.
แต่กาแฟอร่อยไม่ได้แปลว่าความเป็นศัตรูจะสิ้นสุดลง ก็เหมือนกับน้ำอัดลมสีดำสองยี่ห้อดังนั่น ความซ่ากับรสหวานอาจจะต่างกันบ้างนิดหน่อยแต่ก็ยังถือว่าดื่มแล้วดับกระหายดีทั้งคู่ แต่แล้วยังไงล่ะ? สุดท้ายสองแบรนด์นั้นก็เป็นศัตรูทางการค้ากันอยู่ดี ซุ้มขายกาแฟกับร้านสุดวิลิศมาหรานั่นก็เหมือนกัน
ถึงอย่างนั้น จงจินก็เป็นคนปกติคนหนึ่ง ไม่ใช่คนบ้าที่จะเข้าไปหาเรื่องร้านนั้น ก็ทำได้แค่เขม่นอยู่ในใจไปวันๆ บ่นงุบงิบกับจงอุนเงียบๆ ในช่วงสายๆ ของวันที่ลูกค้าของเขามักจะบางตา แต่หลายคนกลับเดินไปนั่งตากแอร์ในร้านกาแฟร้านนั้น แสลงใจเหลือเกิน
“ออกโปรโมชั่นดิ ถ้าซื้อกาแฟเราแล้วไปนั่งกินในร้านเยาะเย้ยมัน ลด 5 บาท"
ถ้าจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้จงจินรู้สึกเพลียตับมากกว่าการที่มีร้านนั้นตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็คงเป็นพี่ชายของเขาเอง
"ว่างมากเฮียไปนั่งคิดสูตรกาแฟเพิ่มหน่อยไป ไม่ใช่เอาแต่นั่งตบยุงหรือเดินไปร้านเช่าหนัง จะไปเขียนรีวิวลงไบโอสโคปหรือไง"
“โธ่ ถ้าเฮียเอาจริงเฮียทำได้อยู่แล้ว"
กำลังจะหันไปด่าพี่ตัวเองอีกรอบก็ได้ยินเสียงลูกค้าดังขึ้นพอดี "พี่ โกโก้ปั่นแก้ว"
อึ้งไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าลูกค้าใหม่ของตัวเองคือพนักงานของร้านฝั่งตรงข้ามนี้เอง...พนักงานคนนั้นที่จงจินนึกหมั่นไส้ ปากเลยขยับไปอัตโนมัติว่า
“มาซื้อกาแฟร้านคนอื่นอย่างนี้ เจ้าของเขาไม่ว่าเหรอ ร้านตัวเองก็มี หรือว่าต้องจ่ายเต็มราคาเหมือนกัน?”
“เจ้าของไม่ว่าหรอก ก็เจ้าของมาซื้อเอง"
.
.
.
“ผมชื่ออีซองจินครับ และใช่ครับ ผมเป็นเจ้าของร้านฝั่งตรงข้ามโน้น – พี่ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นหรอกครับ คือเห็นพี่เข้าไปที่ร้านวันนั้นเลยอยากมาเคลียร์กับพี่ให้เข้าใจนิดหน่อย ที่จริงผมก็รู้แล้วล่ะว่าพี่คงต้องมาที่ร้านผมสักวัน ผมเป็นพี่ผมก็ไปเหมือนกัน แต่ผมไม่อยากให้พี่คิดว่าผมมาแย่งลูกค้าพี่ เราขายของเหมือนกันก็จริงอยู่ แต่ร้านพี่น่ะกาแฟถูกกว่า คนเขาต้องซื้อของพี่เยอะกว่าอยู่แล้ว ยิ่งชั่วโมงเร่งด่วนนี่ ใครเขาจะมายืนรอกาแฟร้านผมล่ะครับ จริงไหม?”
“ผมไม่เกี่ยวนะ น้องผมมันคิดเองเออเอง" ไอ้พี่ทรพี เมื่อกี้ยังยุให้ลดกาแฟไปนั่งดื่มในร้านเยาะเย้ยเขาอยู่เลย
ซองจินไม่สนใจ "นั่นแหละครับ ผมไม่อยากให้พี่เห็นผมเป็นศัตรูหรือคู่แข่งหรอกนะ คนชอบกาแฟอย่างผมจะให้มาเปิดร้านขายเค้กมันก็ไม่ใช่ถูกไหม"
“ก็ไม่เห็นต้องมาฝั่งตรงข้ามกันเลยนี่ มันเหมือนจงใจจะมาเปิดแข่งกันชัดๆ"
เขายิ้มกว้างและเอ่ยเสียงนุ่ม "ไม่ได้เปิดแข่งสักหน่อย ผมมีเหตุผลที่อยากเปิดตรงนี้ รู้ไหมผมรอตั้งนานกว่าห้องนั้นจะว่าง"
“เพราะ?”
“ผมจะได้มองพี่ยืนชงกาแฟจากในร้านได้ไง ไกลหน่อยแต่ก็เห็นชัดเลย"
บนถนนมีพาหนะวิ่งกันวุ่นวายเต็มไปหมด แต่สิ่งที่จงจินได้ยินหลังจากอีกฝ่ายพูดประโยคนั้นจบมีเพียงความเงียบเท่านั้นเพราะไม่มีใครพูดอะไรเลยหลังจากนั้น จนกระทั่งจงอุนมองน้องชายที มองไอ้หนุ่มหน้าละอ่อนที่อยู่ดีๆ ก็มาทำตัวหวานเลี่ยนใส่น้องตัวเอง มือป้อมๆ เกาหัวตัวเองแกรกๆ แล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
“...เอ่อ เฮียไปเช่าหนังแปบนะ มีอะไรก็คุยกันดีๆ แล้วกัน"
จะคุยกันไม่ดีเพราะประโยคเสี้ยมนี่แหละ แน่ใจว่าพี่ชายเดินพ้นไปแล้ว จงจินจึงตอบกลับไป
“นี่...หมายความว่ายังไง...”
พูดออกไปก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองนัก สิ่งที่อยากพูดไม่ใช่แบบนี้เลยสักนิด... แต่รอยยิ้ม น้ำเสียง และคำพูดเมื่อกี้กำลังทำให้เขาทำตัวไม่ถูก โดยไม่รู้เลยว่าอาการตัวเองตอนกำลังประหม่าก็กำลังทำให้อีกคนหนึ่งใจเต้นแรงเหมือนกัน จงจินคงไม่รู้เลยว่าหน้าตาตัวเองตอนนี้น่ารักขนาดไหน...
"หมายความอย่างที่พูด...ก็ผมอยากมองพี่ไงครับ หรืออยากให้บอกด้วยไหมว่าทำไม"
จงจินก็ไม่ใช่เด็กอายุเจ็ดขวบที่จะไม่รู้ว่ารอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนและดวงตาโตสีเข้มบนใบหน้าหล่อเหลาที่มองมานั้นสื่อความนัยอะไรอยู่ เพียงแต่มันเกินความคาดหมายของเขาไปมากทีเดียว
“ผมเคยซื้อกาแฟร้านพี่บ่อยๆ นะ มาจนรู้ชื่อพี่เพราะได้ยินพี่ชายพี่เรียก แต่พี่คงจำผมไม่ได้หรอกเนอะ ก็ผมไม่ได้มาทุกวัน" และซองจินก็ทวง "โก้โก้ละครับพี่? จะไม่ทำเหรอ ขอสูตรที่พี่ชงปกตินะ...ผมชอบ"
“ตั้งแต่เมื่อไหร่...”
“ตั้งแต่ร้านพี่ขายแค่กาแฟร้อนกับกาแฟเย็นและไม่ยังขายกาแฟปั่นเลย ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไม อย่าถามเลย แค่รู้สึกว่าพี่น่ารักดี ชงกาแฟอร่อยด้วย"
ในขณะที่ก้มหน้าตวงผงช็อกโกแลตและนมข้นใส่แก้วตามสูตรนั้น จงจินก็แอบยิ้มกับตัวเองเล็กน้อย...แต่ปากก็ยังขยับถามต่อไปว่า
“ถ้าชอบแล้วทำไมต้องเปิดร้านกาแฟมาแข่ง?”
“ก็แม่ผมน่ะสิ เห็นผมเพิ่งเรียนจบรอรับปริญญาเฉยๆ แล้วก็ว่างไปมั้ง เลยให้ทุนมาก้อนนึงบอกไปทำธุรกิจอะไรก็ได้ ผมไม่รู้จะทำอะไรก็เลยมาเปิดร้านกาแฟ เพราะผมคิดถึงกาแฟพี่ก่อนเป็นอย่างแรก แล้วกว่าจะเปิดได้ก็ต้องรอตั้งนานปี เพราะผมอยากได้ห้องฝั่งตรงข้ามกับพีี่หรือเยื้องจากร้านพี่ให้น้อยที่สุด"
จงจินรินน้ำร้อนใส่แก้วและคนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ส่ายศีรษะขณะที่พึมพำ "แล้วทำไมต้องลงทุนขนาดนั้น"
“อืม...พี่ชงกาแฟพี่ก็น่าจะรู้นะครับว่าคนติดกาแฟน่ะ...ถ้าไม่ได้ดื่มสักวันมันจะรู้สึกกระวนกระวายมาก สำหรับผม...พี่ก็เป็นอย่างนั้น ผมเดินผ่านทางเดินนี่ทุกวัน อุดหนุนพี่เกือบทุกวัน ซึ่งพี่คงไม่รู้หรอกเพราะว่าคนพลุกพล่านมากไป แต่ผมหยุดแอบมองพี่ไม่ได้ ผมต้องตื่นเช้ากว่าเดิมครึ่งชั่วโมงเพื่อจะมาแกล้งมองรถเมล์มองร้านขายข้าวมองแผงหนังสือพิมพ์...เพื่อที่จะแอบมองพี่ขายกาแฟอย่างเนียนๆ แล้วก็ค่อยนั่งรถไปเรียน พอต้องเปิดร้านกาแฟ ผมก็อยากให้ร้านของผมมีแต่กลิ่นกาแฟหอมๆ... และพอมองไปข้างหน้าก็จะเห็นแต่พี่ ผมก็แค่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเอง"
ซองจินใช้คำว่า 'แค่' แต่จงจินกลับรู้สึกว่าสิ่งที่ซองจินพูดมันช่างเหลือเชื่อ... ใครจะไปคิดว่าในช่วงเวลาแค่ปีเศษๆ ที่เขาออกจากงานประจำเพราะเบื่อเพื่อนร่วมงานงี่เง่าและมาเปิดซุ้มขายกาแฟกับพี่ชายข้างถนนนั้นจะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น มันเหมือนในหนัง เหมือนจินตนาการที่ไม่น่าจะเป็นจริง แต่วินาทีนี้อีซองจินกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา
เพียงครู่หนึ่งหลังจากนั้นโกโก้ปั่นที่ซองจินสั่งก็เสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มอายุมากกว่ายื่นแก้วกระดาษที่มีฝาพลาสติกปิดและทิชชู่พันรอบๆ ให้กับอีกคนหนึ่ง และพอซองจินกำลังล้วงกระเป๋า จงจินก็ห้าม
“ไม่ต้อง...เลี้ยง" แต่ก็แสร้งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังต่อว่า "เลี้ยงกาแฟร้านนายคืนด้วยแล้วกัน"
ซองจินยิ้มกว้าง "พี่อยากได้กาแฟร้านผมฟรีตลอดชีวิตไหมละครับ?”
พูดจบ ชายหนุ่มก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จงจินโดยไม่รอฟังคำตอบจากเจ้าตัว ริมฝีปากสวยกระซิบเบาๆ ที่ริมใบหูเล็กของจงจิน คนอายุมากกว่าฟังจบแล้วก็ทำหน้าเหวอ ปากเล็กๆ อ้าค้างด้วยตกใจ ใบหน้ากลมๆ ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่ามันทำให้คนมองอย่างซองจินใจเต้นแรงขนาดไหน
“นะ...นี่ จะบ้าหรือไง เราเพิ่งคุยกันวันนี้เองนะ" จงจินพูดตะกุกตะกัก
ซองจินยิ้มกริ่ม “ร้านอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้เอง พี่มีเวลารู้จักกับผมอีกนาน ยังไม่ต้องรีบให้คำตอบผมก็ได้ เตรียมหัวใจไว้ก็พอ... – อ้อ ขอบคุณสำหรับโกโก้ฟรีนะครับ"
พูดจบอีซองจินก็เดินหันหลังกลับ ข้ามถนนและเปิดประตูเข้าร้านของตัวเองไปพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มของร้านเขา จงจินไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอมองตามหลังคนอายุน้อยกว่าอยู่นานจนเขาหายลับเข้าร้านไปแล้ว ซองจินอาจจะมองทะลุกระจกร้านตัวเองเห็นเขาได้ชัดเจน แต่จากจุดที่จงจินยืนอยู่ เขาไม่เห็นซองจินแล้ว
...เผลอนึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่ชิดผิวแก้มและเสียงกระซิบนุ่มเมื่อครู่นี้ จงจินก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนกว่าเดิมแล้ว โดยยังไม่ต้องไปคำนึงถึงคำที่พูดออกมาเลยด้วย และเขาคงจะเผลออมยิ้มออกมาจนเห็นได้ชัด เพราะเสียงที่ขัดอารมณ์ของคนที่เพิ่งกลับจากร้านเช่าหนังที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวดังขึ้นมาว่า
“เป็นอะไรเนี่ย ยิ้มเหมือนคนบ้า"
แน่นอนว่าจงจินส่ายหน้าปฏิเสธไว้ก่อนแม้จะยังไม่หุบยิ้มก็ตาม "ไม่มีอะไรหรอกเฮีย อารมณ์ดีนิดหน่อยน่ะ"
.
.
ขืนปล่อยให้จงอุนรู้ตอนนี้ว่ากำลังมีเจ้าของร้านกาแฟฝั่งนั้นมาจีบเขาล่ะก็ โดนล้อตาย...
END.
Tags: 2jin, fiction, jongjin, sungjin, super junior0 Comments