[SF] Hello (I think I love you) (KYUMIN)
posted on 14 Nov 2011 04:32 by smile-sneezes directory FictionTitle: Hello (I think I Love You)
Author: smilesneeezes
Pairing: Kyuhyun x Sungmin
Rating: ใสกิ๊ง
Inspiration: Super Junior & SNSD - S.E.O.U.L. (MV)
Note: เคยโพสลง smfix ในนามแฝง junjyou (ยูส shinjuurin) นะคะ :3 (จะมีหลายชื่อทำไม...)
ผมพบเขาโดยบังเอิญ
วันนั้นเจสสิก้าชวนผมออกไปถ่ายภาพรอบเมือง เธอมักจะชวนผมออกไปถ่ายภาพเล่นอย่างนี้เสมอ มันเป็นงานอดิเรกของเราสองคนตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยมด้วยกัน เราเดินถ่ายภาพด้วยกันอยู่สักพัก ก่อนจะแยกกันไปถ่ายภาพตามใจแต่ละคน
ผมเดินไปตรงบริเวณริมแม่น้ำใต้สะพานเล็กๆ ใจกลางเมืองที่มักจะมีคนมานั่งเล่นอยู่แถวนั้น ผมชอบเก็บภาพของผู้คนเวลาที่พวกเขายิ้มหรือหัวเราะ ภาพถ่ายเหล่านั้นสร้างจากความสุขของมนุษย์ และแน่นอนว่ามันก็จะให้ความสุขแก่มนุษย์เช่นเดียวกัน
ปกติในละแวกนั้นก็จะมีเหล่าศิลปินสมัครเล่นมานั่งให้บริการวาดภาพเหมือนอยู่เช่นเดียวกันซึ่งวันนี้ก็ไม่ต่างกันออกไป ผมเก็บภาพศิลปินเหล่านั้นที่นั่งบนเก้าอี้พับเรียงกันเป็นแถว ก่อนจะสะดุดตากับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งวาดรูปอะไรบางอย่างทั้งๆ ที่ไม่มีลูกค้าคนใดนั่งเป็นแบบให้เขาวาด หากไม่นับพฤติกรรมที่แปลกๆ นั้นแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเขาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีทีเดียว ดวงตาของเขาคม จมูกโด่งสวย ผมหยักศกน้อยๆ...
นิ้วผมกดชัตเตอร์ไปโดยไม่ทันได้ปรับโฟกัสใดๆ ทั้งสิ้น
ผมแอบเก็บภาพเขา
.
.
ผมแอบวาดภาพเขา
ผมจำไม่ได้ว่าผมเจอเขาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว น่าจะสองหรือสามครั้ง ช่างมันเถอะ แต่วันก่อนที่ผมไปนั่งวาดรูปที่สวนสาธารณะ ผมก็เจอเขาเดินมากับผู้หญิงหน้าตาดีอีกคนหนึ่ง ผมหาคำอื่นมาบรรยายสีหน้าของเขาตอนที่ถ่ายภาพนกสองตัวบนสนามหญ้าไม่ได้เลยนอกจากคำว่า...น่ารัก
วันนี้ผมเจอเขาอีกครั้ง แต่เขามาคนเดียว เดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ เหมือนเด็กน้อยกำลังเดินดูของเล่นที่วางเรียงรายตามร้านอย่างสนใจ
ต่อให้เอาพจนานุกรมกี่ร้อยเล่มมาเปิดหาคำศัพท์บรรยายท่าทางของผู้ชายคนนั้น ก็คงไม่มีคำใดเหมาะสมไปกว่าคำว่า...น่ารัก ผมขอเอาเกียรตินักศึกษาศิลปะเป็นประกันเลย...
ผมแอบร่างใบหน้าของเขาไว้ น่าแปลกที่ผมไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาเพื่อเก็บรายละเอียดต่างๆ บ่อยครั้งนัก คงเป็นเพราะผมจำเขาได้ขึ้นใจแม้จะได้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง
ผมหวังว่าเขาจะกลับมาที่นี่อีก
.
.
ผมหวังว่าเขาจะอยู่ที่นั่นอีก
ความจริงผมไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก เพราะในใจก็พยายามมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อนว่า เขาอาจจะย้ายไปนั่งวาดรูปที่อื่น หรือวันนี้อาจจะติดธุระบางอย่างเลยไม่มา ผมไม่ควรตั้งความหวังกับตัวเองมากนัก เพราะผมคงไม่โชคดีได้ทุกวัน
แต่วันนี้ผมโชคดี
เมื่อผมเดินเลียบมาตามสะพานและมองลงไป ผมก็เห็นเขานั่งวาดรูปอะไรบางอย่างโดยไม่มีแบบอยู่เช่นเดิมท่ามกลางผู้คนที่เดินกันขวักไขว่
วันนี้ผมพยายามเดินหามุมที่ดีที่สุดเพื่อที่จะเก็บภาพเขาจากมุมสูง ผมแบกเลนส์ซูมเป็นพิเศษมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ขนาดของเลนส์ที่ใหญ่โตอาจจะสะดุดตาเขา แต่เขาคงไม่มีทางรู้หรอกว่าผมกำลังแอบถ่ายเขาอยู่ ถ้าเขาไม่มองมายังผม
แม้ลึกๆ แล้ว...ผมจะอยากให้เขาหันมามองผมบ้างก็ตาม
.
.
ผมอยากจะมองเขา...แต่ถ้าทำอย่างนั้น เขาคงรู้แน่ว่าผมแอบวาดภาพเขาอยู่
วันนี้ผมเห็นเขาเดินแบกกระเป๋าสะพายใบโตกว่าวันก่อนๆ มาแต่ไกล ผมรีบพลิกมาใช้กระดาษแผ่นใหม่และเริ่มร่างภาพเขาอีกครั้ง คราวนี้ผมได้ภาพครึ่งตัวที่มองมุมต่ำ
เขาก้มตัวลงไปเหมือนจะหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋า ผมเหลือบตามองและเห็นว่ามันเป็นเลนส์ซูมพิเศษราคาค่อนข้างแพง และขนาดค่อนข้างสะดุดตาผู้คนทีเดียว
เวลาที่เขาถือกล้องอย่างชำนาญแบบนี้แล้วดูดีเป็นบ้า...
ระหว่างที่ผมแอบเหลือบตาขึ้นมองเขาเป็นระยะๆ ผมก็เริ่มผิดสังเกต ปกติเวลาผมเห็นเขาถ่ายภาพ เขามักจะเดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ แต่วันนี้เขากลับจดจ่ออยู่กับการถ่ายภาพอะไรบางอย่างโดยไม่คิดเปลี่ยนมุมหรือเปลี่ยนไปถ่ายอย่างอื่นเลย
ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขาถ่ายภาพผม?
.
.
ผมคิดไปเองหรือเปล่าว่าเขาวาดภาพผม?
เมื่อมองผ่านช่องมองภาพ ผ่านเลนส์ซูมของผม ผมสังเกตว่าเขาเหลือบขึ้นมองมาทางนี้บ่อยๆ... ตอนแรกผมคิดว่าเขาจะรู้เสียแล้วว่าผมกำลังแอบถ่ายภาพเขา แต่เขากลับมองขึ้นมาบ่อยและไม่ทำสีหน้าสงสัยหรือหงุดหงิดที่โดนแอบถ่ายแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเขาคงไม่รู้หรอก... แต่ผมสงสัยว่าเขาจะมองขึ้นมาทำไม แถมระหว่างที่มอง มือของเขาก็กำลังวาดภาพไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้มองวัตถุหรือคนอื่นแต่อย่างใด
ผมอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่าเขากำลังวาดภาพผมอยู่... จะวาดเพราะสาเหตุอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกดีเล็กๆ ที่เขาสนใจผม
แต่ก็คงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักเพื่อให้แน่ใจกว่านี้...
เวลาผ่านไปได้สักพัก ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเขาถ่ายภาพผม...
คนที่ถ่ายภาพเป็นงานอดิเรกอย่างเขาไม่มีทางมาถ่ายภาพที่เดิมซ้ำๆ ติดต่อกันเกินสัปดาห์แน่ ถ้าไม่ใช่ว่ากำลังจงใจเก็บภาพอะไรบางอย่างอยู่ และผมก็มั่นใจด้วยว่าอะไรบางอย่างที่เขากำลังเก็บภาพอยู่นั้นคือผม
ถึงแม้เจ้าตัวจะพยายามทำให้มันเนียน ด้วยการไปนั่งลงบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามกับผม เอากล้องวางไว้บนตักและทำเป็นกดปุ่มกล้องนู่นนี่ราวกับว่ากำลังดูรูปที่ถ่ายไว้อยู่ แต่คนที่กำลังดูรูปถ่ายจากจอแอลซีดีหลังกล้องคงไม่วางกล้องตั้งตรงเหมือนกำลังเตรียมเก็บภาพ และก็คงไม่เอานิ้วไปวางบนชัตเตอร์อย่างนั้นหรอก (ผมว่าผมเห็นเขากดชัตเตอร์ด้วยซ้ำ)
ผมอดขำความพยายามเนียนที่ค่อนไปทางล้มเหลวของเขาไม่ได้...
เขาทำให้ผมยิ้มโดยไม่รู้ตัว
.
.
เขาทำให้ผมยิ้มโดยไม่รู้ตัว
เวลาที่ผมถ่ายภาพเขา เหมือนร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมามากขึ้น ผมมีความสุขจนมันเหมือนเป็นอาการเสพติดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นวันหยุดผมจะรีบตื่นแต่เช้าเพื่อมาถ่ายภาพเขา และก็จะเจอเขานั่งวาดรูปอยู่เสมอ แต่ถ้าเป็นวันธรรมดา หลังจากไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเสร็จ ผมก็จะรีบบึ่งกลับมาที่นี่ และก็ยังคงเจอเขาวาดรูปอยู่เช่นเดิม เหมือนว่าเขาไม่เคยคิดจะไปไหนเลย ซึ่งก็ดี ผมจะได้เก็บภาพเขาง่ายขึ้น
ปกติเวลาผมจะอัดภาพถ่ายใดๆ ผมจะเลือกอัดเฉพาะภาพที่ผมคิดว่ามุมแปลกหรือน่าสนใจดี และเก็บมันเข้าอัลบั้มรูปจัดเรียงไว้อย่างดี แต่ตอนนี้ผมกลับอัดรูปของผู้ชายนิรนามคนนี้ไว้เกือบทุกรูปจนเจ้าของร้านอัดภาพเริ่มจะมองผมแปลกๆ ผมไม่เอาภาพถ่ายที่ตอนนี้มีเกือบร้อยใบใส่ไว้ในอัลบั้ม ผมเก็บภาพถ่ายเหล่านั้นใส่กล่องกระดาษและวางไว้ข้างหัวเตียง และบางส่วนผมก็เอามาแปะไว้จนเต็มผนังห้องนอนไปหมด
ถ้ามีคนมาเห็นห้องนอนของผมตอนนี้ ผมคงโดนกล่าวหาว่าเป็นโรคจิตแน่
.
.
ถ้ามีคนมาเห็นห้องนอนของผมตอนนี้ ผมคงโดนกล่าวหาว่าเป็นโรคจิตแน่
ตอนนี้ในห้องพักเล็กเท่ารูหนูของผม มีทั้งภาพร่างหยาบๆ และภาพที่ลงสีน้ำจนเสร็จสมบูรณ์วางกองอยู่เต็มไปหมด รวมแล้วประมาณเกือบยี่สิบภาพ ทั้งหมดเป็นรูปของผู้ชายที่ผมไม่รู้จักแม้แต่ชื่อคนนั้น
ผมลองมาสังเกตผลงานของตัวเองดูแล้ว พบว่าผมวาดแต่ใบหน้ายิ้มแย้มของเขา บางครั้งขณะที่ผมกำลังแอบวาดภาพเขา เขาอาจจะกำลังทำหน้าขรึมอยู่ แต่เมื่อมาอยู่บนกระดาษของผมแล้ว อย่างน้อยเขาก็ต้องมีรอยยิ้มเล็กๆ หรือไม่ก็แววตาซุกซนอยู่เสมอ
อยากจะรวบรวมความกล้าเข้าไปทำความรู้จัก แต่ผมว่ามันยังไม่ถึงเวลา...
.
.
ผมว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ผมจะเข้าไปทักทายเขา
วันนั้นเจสสิก้ามาที่บ้านผม เรานั่งดื่มชาทานเค้กอยู่ด้วยกันสักพัก และระหว่างที่ผมไปจัดการล้างจานกับถ้วยอยู่นั้น เจสสิก้าก็วิ่งขึ้นไปที่ห้องผม ปกติผมไม่ถือถ้าเธอจะเข้าไปในห้องผมโดยพลการ เพราะผมสนิทกับเธอมานานจนไม่มีอะไรจะปิดบัง แต่ไม่ใช่ช่วงนี้...
‘ซองมิน!’
นั่นปะไร... เสียงเธอร้องออกมาอย่างตกใจ ถ้าผมเป็นเธอผมก็คงตกใจ
เธอถามว่าผมแปะรูปผู้ชายคนนั้นไว้เต็มห้องทำไม ผมตอบไปว่า... ผมอาจจะกำลังชอบเขา
‘ชอบเขาแล้วทำไมไม่ไปคุยกับเขา... แอบถ่ายอย่างนี้เหมือนคนโรคจิตชะมัดเลย’
ผมบอกไปว่า ผมกลัวจะถูกเขาปฏิเสธ ซึ่งเธอก็ตอบกลับมาอีกว่า
‘ถูกปฏิเสธน่ะ ยังดีกว่าแอบถ่ายเขาไปตลอดอย่างนี้นะซองมิน ทำอย่างนี้ซักวันเขาก็ต้องรู้’
นั่นสินะ...
ผมไปที่บริเวณใต้สะพานอีกครั้ง ผมไม่พกกล้องใดๆ ไปทั้งสิ้น เพราะผมตัดสินใจแล้วว่าวันนี้ผมจะต้องเข้าไปคุยกับเขา
ผมเดินดุ่มไปตรงๆ สายตาคอยจับจ้องไปที่ผู้ชายคนนั้น...ซึ่งกำลังจับจ้องหุ่นมาสคอตเด็กผู้หญิงที่ยืนแจกลูกโป่งรูปหัวใจสีเหลืองให้เด็กๆ อยู่
ผ่านไปสักระยะหนึ่ง หุ่นมาสคอตนั้นก็แจกลูกโป่งจนหมด หุ่นตัวนั้นเดินไปนั่งตรงม้านั่ง และถอดหัวออก เผยให้เห็นใบหน้าจิ้มลิ้มของหญิงสาวแก้มป่อง ผมยาวตรงสลวย ผมหันไปมองผู้ชายคนนั้น เขากำลังจ้องมองหล่อน มีรอยยิ้มเล็กๆ ที่มุมปาก
ผมหันหลังกลับทันทีและไม่คิดหันกลับไปมอง
ผมกลับมาถึงบ้าน เดินขึ้นบันไดมาที่ห้องนอน ปิดประตูดังโครม ทิ้งตัวลงบนเตียง แต่สายตากลับจับจ้องไปยังรูปถ่ายของผู้ชายคนนั้นที่แปะอยู่เต็มผนัง และผมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง... อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ผมมัวแต่สนใจผู้ชายคนนั้น ผมจึงเพิ่งมาเห็นว่ารูปถ่ายมุมกว้างแทบทุกรูปของผู้ชายคนนั้น มีหุ่นมาสคอตเด็กผู้หญิงตัวนั้นยืนอยู่ใกล้ๆ เสมอ และในบางรูป ผู้ชายคนนั้นก็กำลังมองเธออยู่...
ผมไม่รู้ว่านี่เรียกว่าอกหักหรือเปล่า แต่หัวใจผมเหมือนลูกโป่งที่ฟีบลง
.
.
ผมไม่รู้ว่านี่เรียกว่าอกหักหรือเปล่า แต่หัวใจผมเหมือนลูกโป่งที่ฟีบลง
ผมไม่เจอผู้ชายคนนั้นอีกเลย
เวลาที่ไม่มีลูกค้ามาให้วาดภาพเหมือน ผมก็ได้แต่นั่งวาดรูปของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา หวังว่าเขาจะแอบอยู่ในฝูงชนนั้น แต่ไม่... ไม่มีแม้แต่เงา ไม่มีรอยยิ้มหวาน ไม่มีดวงตาซุกซน ไม่มีจมูกโด่งเล็ก ไม่มีผิวเนียนละเอียด ไม่มีอีกแล้ว
หรือบางทีผมควรจะตัดใจ
.
.
ผมตัดใจไม่ลง
ผมพยายามห้ามใจตัวเองไม่ให้ไปหาเขา แต่ทุกครั้งที่ผมนอนอยู่บนเตียง ผมก็จะเผลอไปหยิบกองรูปถ่ายของเขามาดูซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำไปซ้ำมา...
ความอดทนผมมีน้อย... และผมก็อดเจอหน้าเขาไม่ได้
ผมคว้ากล้องประจำตัวแล้ววิ่งออกไป
เพราะผมเชื่อว่าเขาจะยังอยู่ที่นั่น
.
.
แต่ผมเชื่อว่าเขาจะกลับมา
.
.
ผมวิ่งไปตรงที่นั่งประจำของเขา แต่กลับไม่พบเขา เก้าอี้พับนั้นว่างเปล่า
ฉับพลันสายตาผมก็ไปพบกับอะไรบางอย่างที่ทำให้ใจผมเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากหน้าอก วินาทีนั้นต่อให้ผมตายไปทันที ผมก็ไม่เสียดายชีวิตเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่อยู่บนวาดภาพของเขาที่หนีบไว้กับกระดานนั้นเป็นภาพของผม...
เขาวาดภาพผม...
ผมเงยหน้าขึ้นจากกระดาษ และก็พบกับผู้ชายคนหนึ่งสวมหัวมาสคอตเด็กผู้ชายกำลังยืนอยู่ สะพายอะไรบางอย่างไว้ด้านหลัง แต่หัวเด็กผู้ชายที่ใส่นั้นกลับด้านอยู่
ผู้ชายคนนั้นหันหลังให้ผม ก่อนจะถอดหัวมาสคอตออก
บนแผ่นหลังของเขา...ผมเห็นหัวใจสีแดง
.
.
เมื่อถอดหัวมาสคอตออก ผมเห็นหน้าเขาเป็นสีแดง
รอยยิ้มหวานที่ผมได้แต่แอบวาดมาโดยตลอด ตอนนี้มันอยู่ข้างหน้าผมไปนิดเดียวเท่านั้น
ผมไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากคำว่า “สวัสดี”
.
.
ผมได้แต่พูดออกไปว่า “สวัสดี”
.
.
“ผมโจคยูฮยอน...”
.
.
“ผมอีซองมิน...”
ผมพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว “มาสคอตนั่น...”
เขาตอบออกมาว่า
“น่ารักใช่ไหมล่ะ ผมคิดไว้อยู่แล้วว่าถ้ามีมาสคอตเด็กผู้หญิง ก็ต้องมีตัวของเด็กผู้ชายที่คู่กัน... ผมลังเลตั้งนานแน่ะว่าจะไปขอยืมจากผู้หญิงที่ใส่มาสคอตนั่นอยู่ดีรึเปล่า... คุณชอบใช่ไหมล่ะ”
ผมยิ้มน้อยๆ และพยักหน้ารับ
.
.
ผมอยากจะพูดความในใจ แต่คิดอีกที มันคงไม่จำเป็นแล้ว
.
.
ผมอยากจะพูดมากกว่านั้น แต่มันคงเร็วเกินไปถ้าจะพูดตอนนี้
.
.
(ผมรักคุณ...แต่คุณเห็นหัวใจนี้คงรู้แล้วแหละมั้ง)
.
.
(ผมคิดว่าผมกำลังตกหลุมรักคุณอยู่ล่ะ...)
ก็นั่งสรรหาฟิคอ่าน
จนมาเจอเรื่องนี้ ^^
ตอนแรกคิดว่า่คนที่ชอบถ่ายรูป คือ คยู และคนที่วาดภาพ คือ มิน ^^"
(ทั้งที่ๆใน MV S.E.O.U.L ไม่ใช่แบบนี้ แหะๆ)
ถ้าคยูไม่นั่งรอ และซองมินไม่ไปหา ก็คงไม่ได้เปิดใจกัน
งานนี้ต้องขอบคุณเพื่อนของซองมิน และเด็กผู้หญิงแก้มป่องที่ให้ยืมชุดมาสคอต
#1 By i'm a paster (49.49.80.47) on 2011-11-15 01:09