[SF] My Birthday Bunny (KYUMIN)
posted on 14 Nov 2011 06:17 by smile-sneezes directory FictionTitle: My Birthday Bunny
Author: smilesneeezes
Pairing: Kyuhyun x Sungmin
Rating: กระต่ายน้อยใสๆ กับเจ้านายที่ไม่ใส(?)
Note: เคยโพสลง smfix ในนามแฝง junjyou (ยูส shinjuurin) นะคะ :3 (จะมีหลายชื่อทำไม...)
เสียงสัญญาณเตือนว่ามีข้อความเข้าจากโทรศัพท์ที่ดังถี่ขึ้นต่อเนื่องทำลายความเงียบสงัดในกลางดึกจนหมดสิ้น และแน่นอนถ้ามันไม่สามารถปลุกเจ้าของโทรศัพท์ที่นอนอยู่ห่างมันไม่ถึงเมตรให้ตื่นขึ้นได้ล่ะก็ เจ้าของโทรศัพท์เครื่องนั้นซึ่งก็ตัวผมเองคงจะต้องไปเช็คประสาทหูใหม่แน่ๆ
ผมสบถกับตัวเองเบาๆ ที่ต้องตื่นกลางคันแบบนี้เพราะความสะเพร่าของตัวเองที่ดันลืมปิดมือถือก่อนนอน พอปลดล็อกปุ่มแล้วก็เหลือบมองดูวันที่และเวลาบนจอ
3 กุมภาพันธ์ 20xx, 00.04 นาฬิกา
นี่เข้าวันเกิดผมมา 4 นาทีแล้วหรือนี่
พอเปิดดูกล่องข้อความ (ที่ตอนนี้ก็ยังคงมีข้อความไหลเข้ามาเป็นระยะๆ) ก็พบแต่ข้อความอวยพรวันเกิดเต็มไปหมด ผมยิ้มให้กับตัวเองในความมืด ข้อความจากรุ่นน้องรุ่นพี่หรือเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาสักพักแล้วก็มักจะเป็นข้อความเรียบง่ายแบบสุภาพ ขอให้มีความสุข ประสบความสำเร็จ สุขภาพแข็งแรงอะไรทำนองนั้น แต่ข้อความจากเพื่อนสนิทในแก๊งเดียวกันนั้นให้ความรู้สึกตรงข้าม
'แก่ขึ้นอีกแล้วนะมึง แก่เร็วกว่ากูอีกนะจ๊ะ พรุ่งนี้อย่าลืมเลี้ยงเหล้ากูนะ'
'ไปเลี้ยงไหนอย่าลืมบอกกูไม่งั้นกูจะงอน สุขสันต์วันเกิด'
'ขอให้มึงมีความสุขมากๆ ได้เมียไวๆ นะคยูฮยอนนะ...มือจะได้ไม่ล้ามาก(?)'
ข้อความสุดท้ายทำให้ผมหลุดเสียงหัวเราะออกมา
นั่งอ่านข้อความไปได้นิดเดียว แม่ของผมก็โทรสายตรงมาจากยุโรป ทั้งคุยเล่นทั้งอวยพรกันอยู่สักพักแล้วจึงวางสาย เหลือข้อความอื่นๆ อีกเยอะแยะที่จะให้ไล่อ่านทั้งหมดตอนนี้เลยก็ไม่ไหว ไว้พรุ่งนี้ค่อยตื่นขึ้นมาอ่านก็แล้วกัน กำลังจะปิดมือถือและไปนอนก็พอดีกับมีเสียงแจ้งเตือนว่าผมได้รับอีเมล์ฉบับใหม่... ปกติผมไม่ค่อยได้รับคำอวยพรจากอีเมล์อยู่แล้ว รู้สึกแปลกใจนิดหน่อยก็เลยตัดสินใจลองเปิดมันอ่านดู
อีเมล์ฉบับนี้ถูกส่งจากอีเมล์แอดเดรสที่ผมไม่คุ้นเอาเสียเลย
'สุขสันต์วันเกิด คุณ โจ คยูฮยอน
ของขวัญจากคุณ K. จะถูกจัดส่งภายใน 12 ชั่วโมงหลังจากคุณได้รับอีเมล์นี้
ขอให้คุณมีความสุข.'
...เอ่อ อะไรวะเนี่ย
วินาทีแรกผมนึกว่ามันเป็นอีเมล์ขยะ แต่ถ้าเป็นอีเมล์ขยะแล้วมันรู้ได้ยังไงว่าผมชื่ออะไร เกิดวันอะไร แล้วไอ้คุณ K. ห่าเหวอะไรนี่มันเป็นใคร... ส่วนของขวัญที่มันสั่งให้ผมคืออะไร?
แต่ตอนนี้ผมง่วงเกินกว่าจะมานั่งไล่ตรวจสอบว่าใครส่งอะไรมา ผมปิดมือถือและวางมันไว้ที่เดิม ตื่นมาพรุ่งนี้ค่อยแก้ปัญหา
ยังไม่ทันจะรู้ว่าคนส่งอีเมล์เจ้าปัญหานั่นเป็นใคร ผมก็รู้แล้วว่า 'ของขวัญ' นั่นคืออะไร
ผมตื่นขึ้นตอนประมาณเก้าโมงหลังจากได้ยินเสียงออดซ้ำๆ หลายครั้ง หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเพื่อจะได้ไม่ออกไปเจอหน้ากับผู้มาเยือนในสภาพโสมมและเปิดประตูออกไป กล่องลังสีน้ำตาลขนาดใหญ่(โคตร) ก็ตั้งอยู่ตรงปลายเท้าผมพอดี ส่วนคนเอามันมาวางน่ะเหรอ...เผ่นแน่บไปไหนแล้วก็ไม่รู้ล่ะ เพราะผมไม่เห็นแม้แต่เงา
ด้านข้างกล่องทั้งสองมีรูขนาดเท่ากำปั้นเด็กเล็กๆ เจาะเอาไว้ ส่วนบนฝากล่องด้านบนสุดเขียนเพียงแค่ว่า 'คยูฮยอน ห้อง 13 อพาร์ตเมนท์ YYY' กระดาษสีขาวขนาดเล็กที่มุมหนึ่งเขียนว่า 'Order: R-007' ไม่มีชื่อที่อยู่ของคนส่ง ความลึกลับและแปลกประหลาดของกล่องลังใบนี้ทำให้ผมแน่ใจว่ามันต้องเป็นของขวัญที่อีเมล์ฉบับนั้นพูดถึงแน่ๆ
ผมเดินกลับเข้าห้องและไปหยิบมีดคัตเตอร์ในห้องมาเพื่อกรีดเทปสีน้ำตาลที่แปะปิดฝากล่องไว้ให้เปิดออก คิดว่ากล่องใหญ่ขนาดนี้ของข้างในก็คงจะหนักตามไปด้วยแน่ๆ ให้แบกกล่องเอาไปเปิดในห้องคงไม่ไหว
คมมีดค่อยๆ กรีดให้เทปปริขาดออกจากกันจนในที่สุดผมก็เปิดกล่องออกได้
สิ่งที่อยู่ข้างใน – ไม่สิ
คนที่อยู่ข้างในทำให้ผมร้องลั่น
คือ... ถึงจะพูดว่าเป็นคนก็เถอะ แต่หูกระต่ายที่ติด...งอก...เชื่อม... เรียกไม่ถูก เอาเป็นว่าผู้ชายคนนี้(?)ที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ในกล่องนี้ (ว่าแต่หลับได้ไงเนี่ย... ถูกแบกมาวางหน้าห้องผมเนี่ยนะ!) มีหูกระต่ายสีดำยาวประมาณสิบห้าเซนติเมตรติดอยู่บริเวณเหนือขมับขึ้นไปเล็กน้อย เขากำลังนอนตะแคงและขดตัวอยู่ในกล่องนั้น ถึงจะมีผ้านวมรองรับอยู่แต่นอนอยู่ในกล่องแบบนั้นคงไม่สบายตัวนักหรอก ผมเผลอตวัดสายตาไปมองตรงบริเวณ...อ่า...บั้นท้ายของคนคนนั้นเพื่อดูว่าจะมีหางกระต่ายเหมือนกับที่มีหูมั้ย แต่ก็ไม่มี
ระหว่างที่ผมยืนอึ้งและทะเลาะกับตัวเองว่าควรจะทำยังไงกับคนมีหูกระต่ายคนนี้ดี ร่างนั้นขยับตัวเบาๆ คงเพราะแสงแดดที่ส่องเข้าไปปลุกเขาให้ตื่นขึ้น เขายกมือเล็กขึ้นมาขยี้ตาด้วยกิริยาท่าทางน่าเอ็นดู เปลือกตาขยับเปิดขึ้นช้าๆ และเผยให้เห็นดวงตาสุกใส ปากเล็กขยับหาว ร่างเล็กค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งและตอนนั้นเองที่เขาเพิ่งรู้ตัวว่ามีใครกำลังยืนจ้องเขาอยู่
“อะ...เอ่อ...”
เขาเอียงคอเหมือนจะพยายามพินิจมองหน้าผมให้ชัดๆ ผมนึกสงสัยว่าเขารู้ตัวมั้ยนะว่าทำแบบนี้แล้วมัน...มันน่ารักมาก ริมฝีปากกระจับสีอ่อนเปล่งเสียงออกมาเบาๆ ว่า
“คุณคือเจ้านายของผมใช่มั้ยฮะ?”
เขาพูดเป็นภาษามนุษย์ซึ่งผมฟังออกทุกคำ แต่กลับไม่เข้าใจความหมายของมันเลยแม้แต่นิดเดียว
“เจ้านาย...เจ้านายอะไร?”
เขาขมวดคิ้วมุ่น หลับตาลงเหมือนพยายามนึกอะไรบางอย่างและถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูใสซื่อว่า "คุณคือโจคยูฮยอนใช่รึเปล่าฮะ?”
ผมพยักหน้าตอบกลับ ทำเอาคนที่เห็นถึงกับยิ้มออกมา โชว์ฟันกระต่ายให้เห็นชัดเจน ก่อนจะพูดประโยคต่อมาด้วยน้ำเสียงมั่นใจกว่าเดิมว่า
“สวัสดีฮะเจ้านาย!”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!? ผมอ้าปากค้าง งงไปหมดจนพูดอะไรไม่ออก ถ้าใครจะเล่นตลกบ้าๆ เพื่อกลั่นแกล้งผมในวันเกิดล่ะก็ ผมขอพูดไว้ตรงนี้เลยว่าแม่งไม่ตลกสักนิดเดียว และถ้าคนน่ารักในกล่องเป็นแค่หน้าม้าที่ถูกจ้างให้มาสวมบทเป็นกระต่าย(?)ล่ะก็ ผมอยากขอกราบเรียนผู้กำกับระดับประเทศสักคนเชิญเขาไปเล่นหนังให้รู้แล้วรู้รอด เพราะตอนนี้เจ้าตัวกำลังทำหน้าบ้องแบ๊วไม่รู้เรื่อง เอียงคอมองอย่างสงสัยว่าผมทำหน้าประหลาดใจทำไม (เลิกเอียงคอได้แล้ว น่ารักเกินไป!) รับบทกระต่ายได้ดีเกินคาด!
ใช่ นี่ต้องเป็นเรื่องตลกอะไรสักอย่างแน่ๆ อาจจะเป็นเพื่อนตัวดีของผมสักคนที่รวมหัวกันรุมแกล้งผม ไอ้หูกระต่ายที่ยื่นมาก็คงของปลอม ก็ดูสิ คนในกล่องยังมีหูคนปกติแบบที่ผมมีอยู่เลยนี่
ผมก้มตัวลงและค่อยๆ แตะหูกระต่ายที่ตั้งชันนั้นอย่างเบามือ และลูบมันขึ้นลงเบาๆ สัมผัสจากขนนุ่มๆ ทำให้ผมจั๊กจี้มือ กำลังจะออกแรงดึงเพื่อทดสอบว่ามันเป็นหูจริงหรือหูปลอมที่ทำเนียนมากไป ผมก็รู้สึกว่าหูข้างที่ผมกำลังจับอยู่นั้นขยับเบาๆ
“นะ...นายจับหูผมทำไมเหรอฮะ...?”
เฮ้ย? ผมตกใจจนปล่อยมือออกทันที และพอเพ่งมองดูดีๆ หูกระต่ายที่สีดำสนิทเหมือนกับสีผมของเขานั้นเชื่อมติดเข้ากับศีรษะของเขาจริงๆ จนกลายเป็นอวัยวะที่ติดตัวร่างกาย และถึงจะอยากแกล้งผมขนาดไหนก็คงไม่มีใครลงทุนไปผ่าตัดเอาหูกระต่ายมาติดกับหัวตัวเองหรอกน่า
เอาล่ะ คุยกับคนมีหูกระต่ายงอกมาจากหัวที่นอนอยู่ในกล่องลังหน้าห้องคงไม่ดีแน่ ผมดึงตัวเขาขึ้นมาเพื่อให้เขาลุกขึ้นยืนขึ้น ซึ่งเขาก็ยืนและเดินด้วยขาสองขาเหมือนคนปกติ ผมจูงเขาเข้ามาในห้องและให้นั่งบนโซฟา ไม่ลืมที่จะหยิบกล่องลังเปล่าๆ กับผ้านวมติดเข้ามาด้วย
เขามองไปมารอบห้องเหมือนตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็น ทั้งที่ห้องของผมก็เหมือนห้องชายโสดทั่วๆ ไปนี่แหละ แถมเป็นแค่ห้องเล็กๆ เก่าๆ ถูกๆ อีกด้วย จะตื่นเต้นอะไรมากมายนะ...สงสัยเขาจะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้
“นาย...” ผมทักเขา
“ฮะ?”
“เอ่อ มีชื่อมั้ย? ฉัน...ฉันไม่รู้จะเรียกนายว่าอะไร”
“คุณเป็นเจ้านายผม คุณก็ต้องตั้งชื่อให้ผมสิฮะ”
“ตอนนี้ฉันคิดไม่ออกหรอกว่าจะตั้งชื่อนายว่าอะไร" ไม่มีอารมณ์จะสร้างสรรค์อะไรทั้งนั้นล่ะตอนนี้ แค่สิ่งที่เกิดขึ้นก็บรรเจิดเหนือจินตนาการพอแล้ว "แต่...นายไม่มีอะไรที่คนอื่นเค้าใช้เรียกนายบ้างเลยเหรอ?”
“R-007 ฮะ ที่นั่น...ที่นั่นเรียกผมว่าอย่างนั้น"
R-007...ผมหวนนึกถึงอีเมล์ที่ได้รับเมื่อคืนและกระดาษแผ่นที่แปะอยู่หน้ากล่อง
“มันเป็นรหัสเหรอ? มีแต่ตัวเลข"
“ฮะ ผมเป็นกระต่ายหมายเลขเจ็ด"
“อ้ออออ" ผมพยักหน้ารับรู้ แต่ก็ไม่หยุดซักถามข้อสงสัยที่ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ "แล้วทำไม 'ที่นั่น' ถึงเรียกนายด้วยรหัสล่ะ? นายไม่มีชื่อเหรอ?”
“ก็...เขาเรียกผมแบบนี้มาตั้งนานแล้ว...”
“'เขา' ที่ว่าน่ะใครเหรอ?”
เขาส่ายหน้าดิก เม้มปากกระจับแน่นสนิท มองผมด้วยสายตาเว้าวอนเหมือนจะขอร้องว่าอย่าถาม อย่าพูดถึงคนคนนั้น
ผมเกลียดความไม่แน่นอน และคนใส่หูกระต่ายที่ไม่มีชื่อเป็นของตัวเองแถมท่าทางมีความลับอะไรบางอย่างที่บอกผมไม่ได้นี่มันเป็นที่สุดแห่งความไม่แน่นอนในชีวิตผมเลยล่ะ โลกนี้บางทีก็บ้าเกินไปจริงๆ ใครจะไปเชื่อว่าอะไรบ้าๆ แบบนี้กำลังเกิดขึ้นกับผม และผมไม่ยอมให้มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมแน่ๆ แค่ต้องรับรู้เรื่องงี่เง่าแบบนี้ก็มากเกินพอ!
“ฟังนะ...นาย...” ผมพยายามพูดช้าๆ เพื่อให้เขาตั้งใจฟัง "นายต้องบอกฉันว่านายมาจากไหน ฉันจะส่งนายกลับไปที่นั่น”
“ไม่!!!”
ร่างนั้นร้องออกมาเสียงดัง เขาส่ายหัวไปมาไม่หยุดและหลับตาปี๋ ตัวสั่นระริกเหมือนว่าสิ่งที่ได้ยินจากปากผมเมื่อกี้เป็นคำสั่งประหารชีวิตเขา "ไม่...กลับไม่ได้...กลับไม่ได้...ถ้ากลับไป...ถ้าถูกส่งกลับไป...”
“เฮ้ย! ใจเย็น!” ผมจับไหล่ทั้งสองข้างของเขาเอาไว้แน่น และคงเผลอออกแรงบีบมันมากเกินไปจนเขานิ่วหน้า "จะโวยวายทำไม พากลับไปนะไม่ได้เอาไปฆ่า!”
“ไม่กลับ! อย่าส่งผมกลับนะ ไม่เอานะ!” แล้วเขาก็เอาแต่พูดคำนั้นซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดจนผมเอ่ยตัดรำคาญไปว่า
“ก็ได้ ไม่ส่งกลับก็ได้ แต่หยุดร้องได้แล้ว...” เขานิ่งลงทันที
ในเมื่อการส่งเขากลับไปในที่ที่ผมก็ไม่รู้ว่าที่ไหนมันดู...อันตรายต่อชีวิตเขาจนเขาถึงกับอ้อนวอนผมขนาดนั้น ผมก็มีเมตตาพอที่จะไม่ทำ ผมลูบหลังเขาเบาๆ อย่างอ่อนโยนก่อนจะเผลอลูบขึ้นมาถึงเรือนผมนุ่มสีเข้มโดยไม่รู้ตัว
ระหว่างที่ปลอบโยนกระต่าย(?)ตื่นตูมอยู่นั้น ผมก็ลองคิดหาหนทางอื่นๆ ที่จะทำให้ผมไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ถ้าพาไปส่งตำรวจคงเป็นเรื่องใหญ่แน่ บรรดานักข่าวและสื่อมวลชนคงแห่กันมาทำข่าวเรื่องคนมีหูกระต่าย แค่ลองนึกภาพก็ไม่น่าอภิรมย์แล้ว... คนที่ดูบอบบางแบบนี้แต่ต้องโดนรุมทึ้งรุมถ่ายรูปเหมือนตัวประหลาดในคณะละครสัตว์ ต่อให้เป็นคนที่ผมเกลียดที่สุดผมก็ไม่หยิบยื่นโชคชะตาเลวร้ายแบบนี้ให้แน่ๆ
จะให้ไปอยู่กับเพื่อน... นี่ก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ นอกจากจะต้องเกลี้ยกล่อมให้มันเชื่อเรื่องบ้าๆ นี้แล้ว เพื่อนผมส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแบบผมด้วยซ้ำ บางคนก็อยู่ด้วยกันกับแฟน บางคนอยู่กับพ่อแม่ บางคนอยู่กับพี่น้องหรือรูมเมท การเอาใครอีกคนเข้าไปอยู่ด้วยเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกมากๆ และพอลองนึกถึงเพื่อนบางคนที่อาศัยอยู่คนเดียวเหมือนผมแล้ว... เพื่อนพวกนั้นก็ออกแนวไม่เข้าสังคม ไม่หมกมุ่นกับใคร วันๆ อยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองหรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่าฮิคิโคะโมะริ... จะให้ไปอยู่ร่วมกับคนอีกคนหนึ่งนั้นเป็นไปไม่ได้แน่
จะให้เอาไปปล่อยทิ้ง...ผมก็ไม่เลวขนาดนั้นหรอกนะ
เมื่อผมเห็นเขาสงบลงแล้ว ผมก็เลยปล่อยให้เขานั่งอยู่บนโซฟาตัวเล็กเหมือนเดิม ก่อนจะเดินไปที่กล่องลังใบเดิมที่วางไว้ตรงหน้าประตู ผ้านวมที่อยู่ในกล่องนั้นสภาพยังค่อนข้างดีอยู่ จะเอาไปทิ้งพร้อมกับกล่องก็น่าเสียดาย จึงตั้งใจว่าจะเอามันออกมาไปส่งให้ร้านซักรีดข้างล่างซักให้เรียบร้อย แต่พอหยิบมันออกมากางออก กระดาษแผ่นหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมา ผมโยนผ้านวมใส่กล่องอย่างส่งๆ และหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านทันที
'ขอให้คุณมีความสุขกับสัตว์เลี้ยงใหม่ของคุณ
คำเตือน: แม้สัตว์เลี้ยงนี้จะไม่ใช่สัตว์ชนิดนั้นจริงๆ แต่ก็ยังคงมีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกัน โปรดศึกษาให้ดี และดูแลด้วยความระมัดระวัง'
ข้อความทั้งหมดมีอยู่แค่นี้ และมันก็ไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยของผมหายไปตั้งแต่อย่างใด นอกเสียจากเรื่องที่ว่าคนที่นั่งอยู่บนโซฟานั่นเป็น 'สัตว์เลี้ยง' มิน่าล่ะเขาถึงเรียกผมว่าเจ้านายและบอกว่าผมต้องเป็นคนตั้งชื่อให้เขา
นอกจากมันจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ผมกลับผมว่านี่มันเรื่องบ้าชัดๆ ตีลังกาดูยังไงนั่นก็คือมนุษย์เหมือนกับผม ถึงจะมีหูงอกออกมาหรือพูดจาทำท่าแปลกๆ ไปบ้างแต่ยังไงนั่นก็มนุษย์... ใครที่ไหนร้ายกาจและปฏิบัติกับเขาเป็นเหมือนสัตว์เลี้ยงแบบนี้นะ?
พอรู้แบบนี้ผมก็ไม่อยากปล่อยให้เขาไปไหน ผมไม่รู้ว่าเขาเผชิญอะไรมาบ้าง ในทางวิทยาศาสตร์มันเป็นไปไม่ได้แน่นอนว่าที่อยู่ดีๆ มนุษย์จะมีอวัยวะที่ใช้ในการรับฟังของกระต่ายงอกขึ้นมาจากหัว หูนั่นต้องเกิดจากการปลูกถ่ายเข้าไปหรืออะไรแบบนั้นแน่ๆ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายทำท่าหวาดกลัวรุนแรงตอนผมบอกว่าจะส่งเขากลับไป ภาพของสถานทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ดูลึกลับๆ แบบที่เคยเห็นในหนังก็โผล่เข้ามาในความคิด ไม่อยากจะนึกจินตนาการเลยว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง...
“ซองมิน"
จากที่นั่งก้มหน้ามองพื้นเงียบๆ อยู่เมื่อกี้ เขาก็สะดุ้งขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของผม
“ฮ..ฮะ?”
“ชื่อนายไง ฉันตั้งชื่อนายว่าซองมิน” ซองมินเป็นชื่อของเพื่อนร่วมห้องสมัยม.ปลายคนหนึ่ง ผมไม่สนิทกับเขามากนัก แต่จำได้ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งที่หมอนั่นบ้าเลี้ยงกระต่ายเอามากๆ "และก็ไม่ต้องเรียกฉันว่าเจ้านาย หรือนาย หรืออะไรแบบนั้นนะ เรียกฉันว่าคยูฮยอนเฉยๆ ก็ได้"
“ฮ..ฮะ คยูฮยอน"
ซองมินพูดและยิ้มอวดฟันกระต่ายนั้นให้เห็นอีกแล้ว ดูเขาจะอารมณ์ดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้มาก
ผมตัดสินใจหุนหันพลันแล่นไปหน่อยจนไม่ทันได้คิดว่าการเอาคนอีกคนมาอยู่ร่วมด้วยมันต้องจัดการกับอะไรหลายอย่างมากมาย อย่างที่บอกไปว่าห้องของผมค่อนข้างเล็ก และเตียงก็มีอยู่เตียงเดียว จะให้ผมหรือเขานอนบนโซฟานี่ทุกคืนก็ไม่ไหว ยังไงก็ต้องมีใครสักคนที่นอนพื้นบ้าง
นอกจากนั้นผมยังต้องคิดเรื่องเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ อีก ถึง...ถึงไอ้กระดาษแผ่นนั้นมันจะบอกว่าเขาเป็นสัตว์เลี้ยงก็เถอะ แต่ยังไงเขาก็เป็นคน จะให้แก้ผ้าเดินไปเดินมามันก็ไม่ถูก จะให้ใส่เสื้อยืดสีขาวหม่นๆ ตัวยาวและกางเกงขาสั้นสีครีมที่ติดตัวมานั่นอย่างเดียวก็ไม่ได้ หรือจะให้ใส่เสื้อผ้าของผมก็ไม่พอดีอีก เสื้อน่ะอาจจะพอได้ แต่เขาใส่กางเกงของผมไม่ได้แน่
แต่ก่อนอื่น...เขาต้องอาบน้ำก่อน วันนี้ให้เขาใส่เสื้อกับกางเกงขาสั้นของผมไปก่อนก็แล้วกัน
“นายไปอาบน้ำก่อนเถอะนะ" ถึงผิวเขาจะดูขาวสะอาดสะอ้านก็เถอะ แต่นอนหลับคุดคู้ในกล่องแคบๆ นั่น และอยู่ในเสื้อที่ดูไม่สะอาดเท่าไหร่แบบนี้ คงไม่ทำให้เจ้าของร่างสบายตัวเสียเท่าไหร่
“อาบน้ำ?” ซองมินทวนคำของผมเบาๆ
อย่าบอกนะเฮ้ยว่าไม่รู้ว่าการอาบน้ำคืออะไร...
“ที่เข้าไปในห้องน้ำแล้วก็เอาน้ำราด เอาสบู่ถูตัวน่ะ"
เหมือนเขาจะพอนึกออกแล้ว แหงล่ะ ยังไงเกิดมาเขาก็ต้องเคยอาบน้ำอยู่แล้ว ถ้าไม่อาบน้ำตัวจะดูสะอาดน่ามองแบบนั้นได้ยังไง เพียงแต่เขาอาจจะไม่รู้ว่านั่นเรียกว่าการอาบน้ำ ผมชักนึกสงสัยแล้วว่าเขาโตมายังไง ถึงไม่รู้อะไรแบบนี้เลย "นาย...ปกตินายก็น่าจะอาบน้ำ...”
“ฮะ... ก็ปกติก็มีคนทำให้...เอาน้ำมาราดๆ ตัว แต่ผมก็ไม่รู้ว่านั่นเรียกว่าอะไร มันเรียกว่าอาบน้ำเหรอฮะ?”
ได้ยินประโยคนั้นหลุดออกมาจากริมฝีปากนั่นผมก็แทบเข่าอ่อน
“คุณจะอาบน้ำให้ผมเหรอฮะ?”
และถ้านี่เป็นอนิเมสักเรื่อง ผมคงหงายหลังล้มตึงไปแล้ว
ผมโยนทุกอย่างที่คิดไว้ในหัวก่อนหน้านี้ทิ้งออกไปทันที ผมแขวนผ้าขนหนูและเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับซองมินไว้ตรงที่แขวนหน้าห้องน้ำ ก่อนจะเดินเข้าไปในนั้นที่มีซองมินยืนรออยู่แล้ว
นี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมทำแบบนี้...
“ถอดเสื้อออก" ก็ยังดีที่ซองมินยังถอดเสื้อเป็น และเขาก็คงรู้แล้วว่าผมจะให้ทำอะไรต่อเพราะเขาถอดกางเกงโดยที่ผมไม่ต้องบอก ทันทีที่ผมเห็นเขาทำท่าจะถอดกางเกงชั้นในออก ผมก็ร้องห้ามเอาไว้
“ไม่ต้อง!”
“แต่..ทุกทีที่มีคนอาบให้ผม เขาให้ผมถอดหมดเลยนะฮะ"
“ครั้งนี้ไม่ต้อง ฉันจะสอนให้นายอาบเอง" ผมพูดเสียงแข็ง พยายามบังคับไม่ให้มันสั่น แค่ลองนึกภาพว่ามีใครไม่รู้เห็นร่างเล็กนี้เปลือยเปล่าไปทั้งตัวผมก็หน้าร้อนขึ้นมาแล้ว... เพราะก็แค่ที่เห็นอยู่ตอนนี้มันก็...
ผมรีบบอกให้ซองมินไปยืนใต้ฝักบัวและก็หมุนให้น้ำไหลออกมา แล้วจึงสอนให้เขาล้างตัวให้สะอาด ถูสบู่ และล้างสบู่จากร่างกายตัวเองให้หมดจด ผมออกมายืนตรงกรอบประตู และก้มหน้าจ้องมองพื้นพยายามไม่มองบางส่วนของร่างกายที่เริ่มเห็นเด่นชัดขึ้นผ่านเนื้อผ้าฝ้ายเปียกๆ ที่แนบสนิทไปตามผิวเนื้อ และพอผมได้ยินเสียงน้ำค่อยๆ เบาลง ผมก็สั่งให้เขามาหยิบผ้าเช็ดตัวไปจากผม และพอเขาเช็ดเสร็จแล้ว ผมก็ยื่นเสื้อผ้าชุดใหม่ให้
“ใส่ซะ ถอดของเดิมออกด้วย"
ผมหายใจทั่วท้องเมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าเขาอยู่ในเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ซองมินยังเช็ดผมไม่แห้งดีนัก แม้ว่าผมที่ยังคงเปียกลู่จะแนบสนิทไปกับใบหน้ารูปไข่และน้ำจากปอยผมบางส่วนยังหยดติ๋งๆ อยู่ แต่หูของเขาก็ยังคงตั้งตรงอยู่ มีแต่ขนสีดำนุ่มเท่านั้นที่เปียก เห็นแบบนี้แล้วผมจึงเพิ่งนึกออกว่าควรจะสอนเขาสระผมไปด้วยทีเดียว... สงสัยผมคงต้องทำอะไรแบบนี้อีกเป็นครั้งที่สอง แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อน
ผมคว้าผ้าเช็ดตัวที่ซองมินวางทิ้งไว้ตรงอ่างล้างหน้า ใช้มันเช็ดผมของซองมินเบาๆ และไม่ลืมที่จะเช็ดหูของเขาด้วย หลังจากซับน้ำออกจนแห้งสนิทดีแล้ว ภารกิจนี้ก็เสร็จสิ้นลงสักที
“คราวหน้าก็ต้องอาบเองนะ เข้าใจมั้ย"
ซองมินพยักหน้า อื้ม... ดูเข้าใจอะไรง่ายดีเหมือนกันแฮะ
ซองมินเดินดูนู่นดูนี่ไปเรื่อยรอบห้องผม ในขณะที่ผมนั่งลงกับโต๊ะทำงานและก็เปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค นั่งหาข้อมูลเกี่ยวกับกระต่ายทางอินเตอร์เน็ตไปเรื่อยๆ ...ถึงสำหรับผมแล้ว ซองมินจะไม่ใช่กระต่ายจริงๆ แต่ผมก็ทำใจมองข้ามคำเตือนในกระดาษแผ่นนั้นไม่ได้ ลองอ่านอะไรสำคัญๆ ให้พอผ่านตาก็ไม่เลวร้ายอะไร
ซองมินสนใจข้าวของต่างๆ ในห้องผมมากมายทีเดียว และเขาก็ซักไซ้ถามผมไปหมดว่านี่เรียกว่าอะไร เอาไว้ทำอะไร ตั้งแต่ตู้เย็น โทรทัศน์ ไปจนถึงที่ชาร์ตโทรศัพท์มือถือที่ผมลืมวางทิ้งไว้ซักที่หนึ่งในบ้าน ตอนแรกผมกลัวว่าซองมินอาจจะหยิบสายมันขึ้นมาแทะเหมือนกับกระต่ายจริงๆ ซะอีก แต่ก็ไม่ เขาวางมันกลับคืนเป็นปกติ
แล้วพฤติกรรมอะไรของเขานะที่มันเหมือนกระต่ายจริงๆ
ผมอ่านข้อมูลในบล็อกเกี่ยวกับการเลี้ยงกระต่ายไปจนถึงหัวข้อเรื่องอาหารการกิน จึงหันขวับไปหาซองมินทันทีว่า
“นายกินอะไรได้บ้าง"
“ก็กินได้หมดฮะ"
“เนื้อก็กินได้? เคยกินพวกข้าวหรืออะไรแบบนี้ที่คนกินกันบ้างมั้ย”
“ฮะ กินข้าวได้ กินเนื้อได้...”
โอเค เรื่องอาหารที่กินก็ไม่เหมือนกับกระต่ายจริงๆ
พอพูดถึงเรื่องของกิน ผมก็ได้ยินเสียงท้องร้องโครกครากดังขึ้นทันที ไม่ใช่จากซองมินหรอกนะ ผมนี่แหละ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่ตื่นมาปาเข้าไปเกือบจะชั่วโมงแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลย
“หิวมั้ยซองมิน" และพออีกฝ่ายพยักหน้าหงึกๆ ผมก็เผลอยิ้มออกมา "กินข้าวด้วยกันนะ"
ผมพูดแบบนั้นเพราะเข้าใจว่าในตู้เย็นยังพอมีกับข้าวเหลือ แต่ทว่า... นอกจากไข่ฟองเดียวกับผักกำหนึ่งตู้เย็นผมไม่มีอะไรเหลือเลย สงสัยตอนออกไปซื้อของให้ซองมินผมคงต้องแวะซื้อของสดมาติดตู้เย็นไว้ด้วย ถึงผมจะเป็นผู้ชาย แต่ยังไงก็ต้องหัดทำอาหารให้เป็นบ้างเพราะอยู่คนเดียว
อาหารที่ถูกคิดค้นมาเพื่อให้มนุษยชาติได้กินในภาวะฉุกเฉินอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงกลายเป็นอาหารมื้อแรกของผมกับซองมิน เรานั่งทานด้วยกันบนโซฟา ซองมินบอกผมว่าเขาเคยกินมาแล้วสองสามครั้ง แต่เขาใช้ตะเกียบไม่เป็น ต้องใช้ช้อนตัดเส้นบะหมี่นุ่มๆ นั้นให้สั้นลงแล้วค่อยตักเอาเข้าปาก เหมือนเด็กๆ กินไม่มีผิด
“วันหลังสอนใช้ตะเกียบให้เอามั้ย?”
“ก็ดีสิฮะ ดูคยูฮยอนกินสะดวกดีจัง"
ผมไม่ทันจะพูดอะไร เสียงโทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น ผมจึงวางถ้วยบะหมี่ของผมลงบนโต๊ะตัวเตี้ยก่อนจะเอื้อมไปรับโทรศัพท์ที่วางอยู่บนชั้นวางของข้างๆ โซฟา พอได้ยินเสียงที่คุ้นเคยผมก็กรอกเสียงลงไป
“อ่าว มึงเองเหรอทงเฮ แล้วทำไมไม่โทรเข้ามือถือกูวะ โทรเข้าห้องกูทำไม"
“กูโทรเป็นสิบรอบแล้วเว้ย... มึงรู้ตัวมั้ยเนี่ยว่ามึงลืมเปิดเครื่อง ไอ้ห่าคยูฮยอน!”
จริงด้วย เพราะผมตื่นขึ้นมาผมก็มัวแต่วุ่นกับเรื่องซองมินจนลืมไปเลยว่าเมื่อคืนผมปิดมือถือทิ้งไว้และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เปิดมัน
“เออๆ เดี๋ยวกูไปเปิดเดี๋ยวนี้ล่ะ"
“ไม่ต้องวางสายนะ กูเสียเงินโทรมาแล้ว คุยกะกูให้จบๆ ในนี้เลย" ทงเฮสั่ง "กูจะโทรมาบอกว่าไอ้งานปาร์ตี้วันเกิดมึงที่มึงจะไปจัดที่ร้านซีวอนอะ กูจะไปเลทซักชั่วโมงนะ เพราะกูต้องไปเคลียร์งานด่วนนิดนึงก่อน"
“อ่าฮะ รับทราบครับผม"
“เออ อย่าลืมเตรียมตังค์มาควักจ่ายค่าเหล้าพวกกูด้วยนะ~”
“เออๆๆ กูรู้แล้วโว้ย แม่ง... วันเกิดกูแท้ๆ แต่ต้องมาเสียเงินซื้อเหล้าให้พวกมึงแดก..”
“กูเสียเงินซื้อของขวัญให้มึงกูยังไม่บ่นเลยนะเว้ย!”
“เออๆๆๆ บุญคุณมึงท่วมหัวกูแล้วเนี่ย แค่นี้ใช่มั้ย"
“แค่นี้แหละ เจอกันคืนนี้"
ทงเฮวางสายไป ผมจึงหันไปบอกซองมินว่า
“คืนนี้ฉันไม่อยู่นะซองมิน ต้องออกไปข้างนอก นาย...อยู่คนเดียวได้รึเปล่า"
เขาทำหน้าไม่มั่นใจ แต่ก็ฝืนพยักหน้าช้าๆ คงเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ผม จริงๆ ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากพาซองมินไปด้วยเหมือนกัน เพราะผมก็เป็นห่วงอยู่ลึกๆ ไม่รู้ว่าซองมินอยู่คนเดียวจะเป็นยังไง แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าคือผมจะพาเขาออกไปได้ยังไงโดยที่ผู้คนไม่เห็นหูกระต่ายสองข้างที่ยื่นออกมานั่น...
หลังจากซองมินกินบะหมี่เสร็จ ผมก็เลยพาเขามาที่โทรศัพท์ จัดการสอนให้เขารู้วิธีใช้มันเสร็จสรรพ ย้ำหลายๆ รอบว่าถ้าต้องการความช่วยเหลือให้กดเบอร์ผม ต้องให้เขาลองกดโทรออกอยู่หลายทีเหมือนกันกว่าจะสามารถคุยกับผมได้รู้เรื่องและวางสายได้
“ถ้ามีอะไรก็โทรมาได้เลยนะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อของให้ เข้าใจนะ?” และซองมินก็พยักหน้ารับรู้แทนคำตอบ
กว่าผมจะได้ฤกษ์ออกจากห้องในช่วงใกล้ค่ำ ซองมินก็ผล็อยหลับไปแล้วบนโซฟาตัวเดิม ผมใช้ผ้าห่มของตัวเองคลุมร่างเขาไว้ หน้าซองมินตอนหลับอยู่ก็น่าเอ็นดูไม่แพ้ตอนตื่นเหมือนกัน ผมลอบลูบแก้มนิ่มของเขาเบาๆ แล้วจึงตัดใจเดินจากคนตัวเล็กนั้นมาได้
ผมไปถึงร้านของซีวอนในเวลาเกือบทุ่ม หลังจากเรียนจบเขาก็ผันมาทำธุรกิจร้านอาหาร และวันนี้ก็ปิดร้านเร็วกว่าปกติเพื่อจัดงานฉลองวันเกิดให้ผมโดยเฉพาะโดยไม่คิดค่าเช่าสถานที่... แต่ผมก็ต้องเลี้ยงเหล้ามันและเพื่อนในกลุ่มอีกอยู่ดีล่ะนะ
“โผล่หัวมาซักที!” ซีวอนเปิดประตูและดันหลังผมให้เข้าไปในร้าน ต้อนรับอย่างดีเป็นพิเศษ ภายในร้านตอนนี้มีเพียงโต๊ะกลมขนาดใหญ่ตัวเดียวตั้งอยู่กลางร้าน เก้าอี้บางตัวถูกเพื่อนคนที่มาบางคนจับจองเอาไว้แล้ว ส่วนโต๊ะตัวอื่นๆ ถูกจัดเก็บชิดกำแพงและมีเก้าอี้คว่ำไว้ข้างบนทั้งหมด ส่วนเคานท์เตอร์ก็มี...เอ่อ...ขวดใสสีสันต่างๆ ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นอะไร
ผมกวาดสายตาไปรอบร้านแล้วหันไปถามซีวอนว่า "แฟนมึงไม่มาเหรอ?”
“ไม่มา ติดทำงานที่คณะ แล้วนี่ถามทำไมหรือมึงอยากได้กูเป็นของขวัญวันเกิด? จะเอายังงั้นก็ได้นะ เพื่อนกันกูไม่ถือ" แล้วมันก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ ผม
“ไอ้บ้า!” ผมรีบใช้มือดันหน้ามันไปไกลๆ
งานฉลองของผมก็เริ่มขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เวลาผ่านไปได้พักใหญ่ๆ ทงเฮก็ตามมาสมทบ พวกเราเริ่มทานของคาวจากร้านของซีวอนก่อนจะตบท้ายด้วยเค้กวันเกิดจากร้านของเรียวอุค ซึ่งลงทุนแต่งหน้าเค้กจนสวยๆ ไปก็เท่านั้นเพราะพอผมเป่าเทียนเสร็จ สุดท้ายมือใหญ่ๆ ของใครบางคนก็จับหน้าผมละเลงลงกับครีมสีขาวนั่น ทั้งสองอย่างนี้ซีวอน เรียวอุค ทงเฮและเพื่อนคนอื่นๆ ร่วมกันหารค่าใช้จ่ายเลี้ยงผม ยกเว้นเครื่องดื่มปิดท้ายที่ซีวอนยกมานั่นแหละ... ที่ผมต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด
ปกติถ้าให้ดื่มแบบนี้ผมดื่มจนเมากันไปข้าง กลับเกือบเช้าแล้วก็เคย แต่คืนนี้ผมทำอย่างนั้นไม่ได้ ไม่รู้ซองมินอยู่คนเดียวแล้วจะเป็นอะไรหรือเปล่า ผมจึงดื่มเป็นพิธีไปแค่สองสามแก้ว (ผมคอแข็งพอสมควร) และก็ขอตัวกลับ
“ตลกแล้วววววว ยังไม่สี่ทุ่มเลยนะเว้ย! กูเพิ่งมาถึงเองนะ!” ทงเฮโวยวาย
“กูต้องรีบกลับจริงๆ มันจำเป็น"
“มึงเห็นใครสำคัญกว่ากูอีกเหรอวะ..”
“กูปิดร้านเพื่อมึงเชียวนะเว้ย ยอมรายได้หายกำไรหดก็เพื่อมึง มึงจะไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้"
“หรือว่า!” ทงเฮร้องลั่น "มึง...แอบนัดใครไว้รึเปล่าาาาา"
“หรือจะกลับไปกกเมียกันแน่"
“มึงมีเมียไม่บอกกูเหรอออออ"
แล้วสารพัดที่พวกมันจะหามารุมได้ ผมชักนึกเสียใจที่คบคนประเภทนี้เป็นเพื่อนสนิทอยู่ประมาณห้าวินาทีก่อนจะโพล่งออกไปว่า "กูมีธุระต้องรีบกลับเว้ย ไม่ได้ซุกเมียไว้ ทำไมคนอย่างกูจะรีบกลับบ้านไม่ได้รึไง"
“ไม่ใช่ไม่ได้แต่มันแปลกเว้ย ปกติเห็นเมาเหมือน...”
“ว้า เสียดาย นึกว่าจะได้เห็นเมียโจคยูฮยอนเดบิวต์ซะแล้ว..." โอ้โห แฟนนะเว้ยไม่ใช่ศิลปินนักแสดงจะได้มีเดบงเดบิวต์ นี่ผมต้องจ้างเมเนเจอร์มาดูแลแฟนด้วยมั้ย? "หรือจริงๆ แอบซุกไว้ในห้องแต่โกหกไม่ยอมบอกก็ไม่รู้"
ผมส่ายหน้าให้กับคำพูดของมัน ตั้งแต่ย้ายออกไปอยู่คนเดียวผมก็ไม่เคยซุกมงซุกเมียอะไรทั้งนั้นแหละ... เห็นแบบนี้แต่ผมค่อนข้างรักความเป็นส่วนตัวอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยมีแฟน แต่ยังไม่เคยมีใครสักคนที่ผมรู้สึกผูกพันมากพอและจริงจังจนคบกันได้ยืนยาว และในเมื่อคบกันไม่ยืด ใครจะมาแอบอยู่ในห้องผมได้อีก
ถึงจะเข้ามาในชีวิตผมด้วยสาเหตุประหลาดๆ แต่ซองมินก็ถือเป็นคนแรกที่สามารถพาตัวเองมาอาศัยอยู่ในห้องผมได้ และพอนึกถึงซองมิน ผมก็นึกเป็นห่วงเขาขึ้นมา ผมรีบหาทางบอกลาทุกคนจนในที่สุดก็ปลีกตัวออกมาได้สำเร็จพร้อมกับกล่องของขวัญหลายกล่อง
“ซองมิน?”
ภาพที่ผมเห็นหลังจากเปิดไฟในห้องก็คือซองมินที่กำลังเดินไล่ไปตามกำแพงห้อง หยุดหยิบของใช้บางชิ้นขึ้นมาและใช้คางถูมันเบาๆ ก่อนจะวางกลับลงที่เดิม
“ซองมิน?”
เขาไม่ตอบรับ ทั้งที่เมื่อเช้าแค่ผมกระซิบเบาๆ ว่าซองมินเขาก็แทบจะวิ่งเข้าใส่ผมแล้ว แต่นี่ผมพูดด้วยเสียงปกติแท้ๆ เขากลับทำเมินเฉยเหมือนไม่ได้ยินมัน และทั้งที่เขาก็หันมาเห็นผมยืนอยู่ในห้องแล้ว เขาดันไม่สนใจผมเลยสักนิด
“ซองมิน!”
ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ว่าคงเป็นคอมเมนท์ในบล็อกเกี่ยวกับกระต่ายที่ผมอ่านเมื่อตอนกลางวันแล่นผ่านเข้ามาในหัว...
'กระต่ายน่ะถ้าไม่อยากมาอ้อนเรา เรียกให้ตายก็ไม่มาหาหรอก เดาใจยากจะตาย...'
อา... นี่อย่าบอกนะว่าไอ้ที่ซองมินเป็นอยู่ตอนนี้คือ 'ลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกัน' ที่กระดาษแผ่นนั้นพูดถึง นั่นคงจะรวมไปถึงที่ซองมินเที่ยวเอาคางถูของใช้ของผมไปรอบๆ ด้วยแน่ๆ (ผมอ่านเจอในภายหลังว่ามันเป็นการแสดงอาณาเขตของกระต่าย)
เขาไม่สนใจผม ผมก็ไม่สนใจเขา คว้าเสื้อผ้าในตู้และเข้าไปอาบน้ำแปรงฟันให้เรียบร้อยเตรียมเข้านอน แต่พอผมเดินออกมาปุ๊บ ก็ดูเหมือนเจ้าตัวจะพอใจกับการกระทำของตัวเองแล้ว เขาก้าวอย่างช้าๆ มาทางผมก่อน ยิ้มหวานให้ แล้วกระตุกชายเสื้อผมเบาๆ และพอไม่เห็นผมตอบสนองอะไร เขาก็กระตุกมันอีกครั้ง
“คยูฮยอน!” เขาเรียกชื่อผม
“อะไร มาเรียกอะไรตอนนี้ ทีเมื่อกี้ฉันเรียกไม่เห็นสนใจ" ผมจงใจพูดเสียงเย็นชาผิดปกติใส่
“อื๊อ...คยูฮยอน โกรธเหรอ"
ซองมินกอดแขนผมเอาไว้และเอาแก้มถูไปมาที่แขนผม ออดอ้อนออเซาะเต็มที่... ยังไม่พอ ดวงตาวิบวับๆ เป็นประกายนั่นยังจ้องเขม็งมาที่ผม แล้วผมก็ลืมไปเลยว่าเมื่อกี้ผมไม่สบอารมณ์ที่เขาเมินผมแค่ไหน ราวกับมันมีอำนาจสะกดจิตผมอย่างไรอย่างนั้น
เอาจริง...เจอแบบนี้ใครยังทนโกรธได้อยู่ก็บ้าแล้ว...
และตอนนั้นเองที่ผมนึกขึ้นมาได้ว่าคอมเมนท์ประโยคนั้นในบล็อกมันไม่จบแค่นั้น
'...แต่ถ้าอยากเข้ามาอ้อนเมื่อไหร่ล่ะก็ น่ารักมาก!!!'
จริงที่สุด!!!
แล้วชีวิตที่ค่อนข้างเรียบง่ายของผมก็เปลี่ยนไปหลังจากวันเกิดทันที
ตอนแรกผมกังวลว่าผมจะปรับตัวไม่ได้ เพราะผมเป็นคนนอนกลางวันและตื่นกลางคืน เนื่องจากงานของผมคืองานรับออกแบบเว็บไซต์ ไม่จำเป็นต้องเริ่มงานตรงเวลา จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ และการคุยงานแทบทั้งหมดก็คุยกันผ่านอินเตอร์เน็ต ผมเลยเกรงว่าถ้าผมต้องตื่นเช้ามาดูแลซองมินหรืออะไรแบบนั้นล่ะก็ ผมอาจจะทำไม่ได้ดีนัก
ปรากฏว่าซองมินก็เป็นเหมือนผม คือนอนกลางวันและตื่นกลางคืน ผมจึงมารู้ทีหลัง (อีกแล้ว) ว่าจริงๆ แล้วกระต่ายหากินเวลากลางคืน... ซองมินก็เลยไม่นอนกลางคืนเหมือนกัน เอากับเขาสิ... เลยกลายเป็นว่าผมกับซองมินนี่แทบจะขลุกด้วยกันอยู่ตลอดเวลา
และถ้าคุณคิดว่าไอ้ความเป็นกระต่ายในตัวซองมินมีอยู่แค่นั้นล่ะก็ คุณคิดผิด กลุ่มคนที่ทำให้ซองมินเป็นแบบที่เป็นอยู่นี้ทำผลงานของเขาได้ดีเกินคาด
ยิ่งอยู่กับซองมินผมก็ยิ่งได้รู้พฤติกรรมแปลกๆ ของกระต่ายที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเยอะแยะ อย่างบางทีอยู่ดีๆ ซองมินก็อาจจะวิ่งมางับหัวผมเล่น (งับจริงๆนะ) กอดคอผมจากข้างหลังเอาไว้ในขณะที่ผมกำลังทำงานสำคัญอยู่ หรือบางทีก็วิ่ง ดูของจุกจิกไปทั่วห้องเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผมที่กำลังมีสมาธิอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
ส่วนการที่ซองมินไม่แทะสายที่ชาร์ตโทรศัพท์มือถือในวันแรกที่เจอกันนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าซองมินไม่แทะอะไรเลย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมหยิบปากกาขึ้นมาจากกล่องที่ใส่เครื่องเขียนไว้หลายๆ แท่งปนกัน ตอนแรกผมไม่ทันมองด้วยซ้ำว่าปากกาแท่งที่ผมหยิบมามีสภาพเป็นยังไง แต่สัมผัสขรุขระที่ด้ามทำให้ผมผิดสังเกต ...ด้ามพลาสติกสีขาวของปากกาเต็มไปด้วยรอยแทะ และผมมั่นใจว่าผมไม่ได้ละเมอมากัดปากกาเล่นแน่ๆ พอหยิบเครื่องเขียนทั้งหมดมาดูก็พบว่าทั้งปากกาและดินสอหลายแท่งมีรอยแทะแบบเดียวกันหมด!
'ฉันเข้าใจว่านาย...เอ่อ...เป็นกระต่าย แต่วันหลังห้ามแทะอีกนะรู้มั้ย! นี่ถ้านายไปแทะอะไรแล้วเสียหายขึ้นมา หรือไปแทะอะไรอันตรายๆ แล้วเป็นอะไรขึ้นมาจะว่าไง!!!'
ซองมินหน้าเสียจนผมรู้สึกผิดเล็กๆ เพราะครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมตวาดใส่เขาเสียงดังมาก แล้ววันนั้นทั้งวันซองมินก็ไม่เข้ามายุ่งกับผมอีกเลย ผมเรียกเท่าไหร่เขาก็ไม่ยอมโต้ตอบ ซ้ำถ้าเข้าไปแตะตัวเขาก็จะทำเสียงขู่คำรามในลำคอใส่อีกต่างหาก
สุดท้ายผมเลยต้องเอาของกินเข้าล่อ... ใช่ครับ ถ้าอยากจะเอาใจไอ้อวบอ้วนนี่ล่ะก็ต้องใช้ของกินเป็นสิ่งบรรณาการ
ระหว่างนั่งมองซองมินแทะข้าวโพดฝักเบ้อเร่อและเคี้ยวตุ้ยๆ อยู่ข้างๆ ผมก็ลอบถอนหายใจกับตัวเอง... ปากกาตัวเองก็โดนแทะแท้ๆ แต่ยังต้องเป็นฝ่ายรู้สึกผิดที่ตวาดใส่ รู้สึกแย่ที่ซองมินโกรธจนไม่ยอมคุยด้วย แถมยังต้องเสียเงินซื้อข้าวโพดมาขอคืนดีอีกต่างหาก... กับเพื่อนบางคนผมยังไม่เคยยอมให้ขนาดนี้เลยนะเนี่ย ถ้าซองมินร้ายกว่านี้ แสบกว่านี้ โขกสับผมกว่านี้ ผมก็คงไม่ต่างอะไรกับทาสเลยทีเดียว
แต่พอซองมินกินข้าวโพดหมดฝักและวางแกนข้าวโพดลงใส่ชาม เขาก็เปลี่ยนมานอนลงหนุนตักผมโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว
'คยูฮยอนอ่า...'
'หืม?'
'ขอโทษนะฮะเรื่องปากกา' เอื้อมมือเล็กนั่นมาจับมือผมไว้เบาๆ 'ไม่โกรธนะฮะ นะ นะฮะ...' แล้วเขาก็เขย่ามือผมไปด้วยจนผมต้องยิ้มและพยักหน้า ลูบหัวเขาเบาๆ ซึ่งเขาเองก็เพลินที่มีคนลูบหัวให้ หลับตาพริ้มเชียว
อืม... ถ้าอ้อนได้ขนาดนี้นะ...
จะโขกสับผมอีกหน่อยก็ได้ ร้ายใส่ผมอีกหน่อยก็ได้ เป็นทาสกระต่ายก็เอา...
ยอม...
แต่ต่อให้ซองมินแทะปากกาอีกเป็นร้อยด้าม มันก็เทียบกับเหตุการณ์นี้ไม่ได้
ผมกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เหมือนเดิม แล้วอยู่ดีๆ ซองมินก็มาเดินวนไปวนมาด้านหลังเก้าอี้ ที่จริงเขาก็ไม่ได้กวนผมหรอกนะ แต่เป็นผมเองต่างหากที่วอกแวก
'เป็นอะไร'
ซองมินไม่ตอบ ผมก็เลยนั่งคร่ำเครียดกับงานต่อ แต่แล้วอยู่ดีๆ ซองมินก็เข้ามาบีบไหล่ผมทั้งสองข้างไว้แน่นราวกับยึดไว้เป็นหลัก เขาดูกระวนกระวายผิดปกติ
'ซองมิน เป็นอะไร แบบนี้ฉันทำงานไม่ได้นะ'
'คยูฮยอน...' ซองมินพูดด้วยน้ำเสียงที่...เอ่อ...วาบหวามผิดปกติ มันทั้งเบาและสั่นเครือจนผมได้ยินแล้วเริ่มหวั่นใจ '...ตรงนั้น...'
‘หา?’
ผมละสายตาจากงานตรงหน้าและหันกลับไปมองคนข้างหลัง ใบหน้าของซองมินเริ่มมีสีแดงระเรื่อขึ้นตรงบริเวณแก้ม เจ้าตัวกัดริมฝีปากแน่นเหมือนกับจะยับยั้งอารมณ์บางอย่างที่กำลังคุกรุ่นอยู่ภายใน เขาเริ่มจิกไหล่ผมแน่นขึ้นเรื่อยๆ และพอผมตวัดสายตาลงต่ำ... ผมก็พอเดาสาเหตุออก
'ตรงนั้น...น่ะเหรอ?' ผมรู้สึกว่าตัวเองปากสั่นตอนที่ถามคำถามนี้ออกไป
ซองมินพยักหน้าถี่ๆ 'คยูฮยอน...อื้ม...ช่วยหน่อยสิ...'
.
.
.
ให้ตาย... กับเพื่อนสนิทที่รู้ไส้รู้พุงกันดีผมยังไม่เคยทำอะไรแบบนั้นให้เลย... แค่คิดจะทำก็ไม่เคยด้วยซ้ำ แต่นี่...
หลังจากทำให้เสร็จแล้ว ผมก็ไม่กล้ามองหน้าซองมินไปทั้งวัน และอันที่จริงมันกินเวลาสองสามวันด้วยซ้ำกว่าที่ผมจะลืมได้ว่าทำอะไรลงไป ตรงกันข้ามกับซองมินที่ไม่รู้สึกอะไรเลย ถ้าเขาอารมณ์ดี เขาก็ยังคงเข้าหาผมเหมือนเดิมราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นั่นทำให้ผมย้ำกับตัวเองว่าที่ซองมินทำไปก็เป็นไปตามความต้องการทางร่างกายของเจ้าตัวเท่านั้น เสร็จแล้วก็จบ ทั้งในช่วงเวลาก่อนและหลัง... เขาไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ มาเจือปนเหมือนผม
ซองมินได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมอย่างรวดเร็ว เพราะว่าเราต่างขลุกอยู่ในห้องและไม่ออกไปไหนทั้งวันทั้งคืน นอกจากซองมินจะคอยป่วนผมเป็นครั้งคราวแล้ว ผมก็ยังต้องคอยหัดให้ซองมินทำอะไรแบบที่คนปกติเขาทำกันด้วย และผมก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความใกล้ชิด (ที่ใกล้ชิดมากจนไปถึง 'ขั้นนั้น') ที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมเปลี่ยนไป...
ผมชินเสียแล้วกับการที่ตื่นขึ้นมาตอนบ่ายๆ และต้องเห็นคนตัวอวบๆ นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาหรือไม่ก็เดินไปมารอบห้อง ทำใจได้แล้วว่าถ้านั่งทำงานอยู่ดีๆ ก็อาจจะมีใครบางคนวิ่งมาฟัดหัวผมเล่น เข้าใจดีแล้วว่าถ้าเผลอทำให้เจ้าคนหูกระต่ายนี่โกรธหรืองอนล่ะก็ จะต้องทำยังไงเขาถึงจะกลับมาอารมณ์ดีขี้อ้อนเหมือนเดิม
ทั้งที่ผมก็อยู่ตัวคนเดียวมานาน...นานกว่าระยะเวลาที่ซองมินมาอยู่ที่นี่กับผมด้วยซ้ำ แต่ผมกลับนึกไม่ออกเลยว่าถ้าวันไหนซองมินไม่ได้อยู่ที่นี่กับผมอีกแล้ว ผมจะเป็นยังไง
ผมจึงปฏิเสธตัวเองไม่ได้แล้ว ว่านอกจากเจ้าของหูกระต่ายสีดำนั้นจะชอบเดินป้วนเปี้ยนไปตามห้องผม ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อยเวลาไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ตอนนี้เขาก็มาวิ่งเล่นอยู่ในหัวใจผมเงียบๆ เหมือนกัน...
“เบื่อมั้ย?”
ผมถามขึ้นในวันหนึ่ง ตั้งแต่ซองมินมาอยู่ที่นี่เขาไม่ได้ออกไปไหน...ผมย้ำอีกทีว่าเขาไม่ได้ออกไปไหนข้างนอกเลย เพราะหูกระต่ายของเขาจะกลายเป็นจุดสนใจของคนอื่น ผมไม่อยากให้เขาตกเป็นเป้าสายตาของใคร แต่ผมก็อดสงสารเขาไม่ได้ การต้องอยู่คุดคู้แต่ในห้องแคบๆ ทั้งวันทั้งคืนเป็นอะไรที่น่าเบื่อออก บางวันผมยังออกไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้าง แต่ซองมินออกไปไหนไม่ได้เลย
แม้แต่ซองมินก็ยังพยักหน้ากับคำถามนั้น
“ออกไปข้างนอกมั้ย”
คราวนี้เขาพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับเลื่อนมือมาคล้องแขนผมและกระตุกมันเบาๆ “คยูฮยอนจะพาผมออกไปเหรอ?”
“ใช่ แต่เราให้คนเห็นหูนายไม่ได้นะ”
“ทำไมล่ะฮะ”
“นายจะเด่นสะดุดตามาก คนจะมองนายกันเต็มเลย ฉันไม่อยากให้ใครมองนาย” คือเหตุผลที่แท้จริงก็คือผมห่วงซองมินจะดูเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่นนั่นแหละ แต่พอพูดแบบนี้แล้วมันก็...ฟังเหมือนผมหวงเขาดีแฮะ
ผมรื้อหมวกแก็ปเก่าๆ ในตู้เสื้อผ้ารกๆ ออกมาได้ใบหนึ่ง จำได้ว่าเป็นใบที่เพื่อนผมสักคนเป็นคนซื้อให้เมื่อนานมาแล้ว โชคดีที่มันเป็นหมวกสีดำทำให้มองไม่ค่อยออกว่ามันค่อนข้างเก่า ที่จริงถ้าเป็นผมเอามาใส่เองผมก็คงแค่ตบหมวกแรงๆ เพื่อให้ฝุ่นหลุดออก... แต่ในเมื่อนี่เป็นซองมินใส่ ผมก็เลยจัดการเอามันลงอ่างซักน้ำเปล่าและตากให้แห้งเรียบร้อยก่อนจะให้เขาสวม ตอนแรกผมกังวลเล็กน้อยว่าแค่หมวกใบนี้อาจจะเก็บหูกระต่ายยาวๆ ของเขาหมดไม่ได้ แต่มันก็ผ่านไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหา
ฉะนั้น กว่าที่ผมจะพาซองมินออกจากห้องได้ก็เป็นเวลาเกือบๆ เย็นแล้ว ทันทีที่ได้ออกไปสูดอากาศข้างนอกซองมินก็ดูจะสดชื่นขึ้นกว่าเดิม เหมือนเขากำลังได้เผชิญโลกใบใหม่ ไม่ใช่แค่บริเวณยี่สิบเมตรรอบๆ อพาร์ตเมนท์ของผม ผมเลยพาเขาเดินไปดูร้านรวงต่างๆ ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่พักของเรา ตลอดเวลาที่เดินผ่านตึกรามบ้านช่องต่างๆ รวมไปถึงต้นไม้ตามถนน ซองมินดูตื่นตาตื่นใจและหันซ้ายหันขวา แทบจะหยุดดูทุกอย่างที่เขาเดินผ่าน ไม่ต่างอะไรจากเด็กที่เพิ่งเผชิญโลกภายนอก
เวลาผ่านไปถึงช่วงค่ำ แต่ซองมินยังไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อย เขาตื่นเต้นกับการได้เจอโลกข้างนอก ต่างจากผมที่ตอนนี้เดินนำเขามานานจนขาเริ่มล้า ผมเลยตัดสินใจพาตัวเองกับซองมินไปที่ร้านอาหารของซีวอน อย่างน้อยที่นั่นผมก็จะได้นั่งพักผ่อนสบายๆ บ้าง
ซีวอนที่ไม่เคยเจอซองมินมาก่อนมีท่าทีประหลาดใจเมื่อเห็นผมพาใครอีกคนมาด้วย แน่ล่ะเขาไม่เอ่ยปากถามผมตรงๆ แต่ส่งสายตาสงสัยมาทางผมตลอด ระหว่างที่ซองมินกำลังพลิกเมนูอาหารพร้อมกับจ้องมองรูปตัวอย่างอาหารจนตาโตนั้น ซีวอนที่เป็นคนมารับออเดอร์ด้วยตัวเองก็แอบทำปากขมุบขมิบถามผมว่า
‘ใครวะ?’
ผมยิ้มกวนประสาทมันไปหนึ่งทีและก็ส่ายหน้าไม่บอกมัน พร้อมๆ กับที่ซองมินเอียงเมนูให้ซีวอนดูและชี้ไปที่รูปเพื่อบอกเขาว่าจะเอาอาหารจานนี้ ผมก็เลยสั่งแบบที่ซองมินสั่งอีกจานหนึ่งพร้อมกับเครื่องดื่ม ตอนที่เอื้อมตัวลงมาเก็บเมนู ซีวอนเลยกระซิบให้ผมได้ยินคนเดียวว่า
“เดี๋ยวกูก็รู้ว่าคนนี้เป็นใคร”
ผมยักไหล่ “เก่งนักก็รีบๆ รู้เข้าซะล่ะ”
หลังจากที่อาหารมาถึงและเราสองคนนั่งทานกันไปได้สักพัก จากที่ที่ผมนั่งอยู่ผมก็เห็นทงเฮเดินเข้ามาคนเดียว หมอนั่นตกใจนิดๆ เหมือนกันที่หันมาและเห็นผม ก่อนจะตกใจยิ่งกว่าเมื่อเห็นว่ามีคนอีกคนนั่งอยู่กับผมด้วย และทงเฮไม่เหมือนซีวอน เขาเดินปรี่มาทางโต๊ะของผมทันที
“ไงคยูฮยอน... แล้วนี่ใครเนี่ย?” เป้าหมายของทงเฮไม่ใช่ผมแต่คือซองมิน โชคร้ายที่เพื่อนของผมที่เดินเข้ามาดันเป็นทงเฮนี่แหละ เพราะทงเฮเป็นคนประเภทที่ชอบสนใจอะไรแบบนี้มาก เพื่อนในกลุ่มใครคบกับใคร ใครเลิกกับใคร ทงเฮไม่เคยปล่อยให้ลอดหูลอดตาไปได้สักคน
“ผะ...ผมซองมินฮะ”
ทงเฮหรี่ตามองซองมินแล้วหันมาทางผม “ทำไมกูไม่เคยเจอคนนี้เลยวะ”
“ก็กูเพิ่งพาเขามานี่เป็นครั้งแรก”
“เพื่อนเหรอ”
“อือ” ผมรับคำไปอย่างงั้น ซึ่งทงเฮก็ดูจับพิรุธได้ด้วยเพราะปกติเวลาผมตอบอะไรผมจะตอบเต็มปากเต็มคำกว่านี้ แต่เขาก็ไม่คาดคั้นอะไรผมต่อ เขาเดินไปทางหลังร้านและก็สวนกับซีวอนที่เดินออกมา ผมหันตามไปมองและเห็นพวกเขาคุยอะไรกันบางอย่าง ผมพอเดาออกว่าทงเฮกับซีวอนก็คงพูดถึงซองมินกันอยู่แน่ๆ แต่ผมก็ไม่ใส่ใจ
หลังจากทานจนเสร็จและคิดเงินเรียบร้อย ซองมินบอกผมว่าอยากไปเข้าห้องน้ำที่ด้านหลังร้าน ผมก็เลยเดินตามไปเป็นเพื่อนเขาด้วย แต่ผมยืนรออยู่หน้าประตูทางเข้าห้องน้ำและไม่ได้เดินเข้าไปด้วย ทว่าซองมินกลับหายไปนานผิดปกติ ผมกำลังเปิดประตูเข้าไปตามพอดีกับที่ได้ยินเสียงใครบางคนร้องดังลั่นมาจากข้างใน
ทันทีที่ประตูห้องน้ำเปิดอ้าออกกว้างพอที่ผมจะเห็นภาพตรงหน้า ผมก็รีบผลักมันปิดแทบไม่ทัน และก็ไม่ลืมที่จะล็อคประตูเพื่อไม่ให้มีใครเข้ามาในนี้ได้อีก จะต้องไม่มีใครเห็นมันอีกทั้งนั้น
มือของทงเฮข้างหนึ่งถือหมวกสีดำของผมที่ก่อนหน้านี้มันเคยอยู่บนหัวของซองมิน สีหน้าของทงเฮดูประหลาดใจและตกใจกับสิ่งที่เขาเห็นผ่านดวงตาที่ตื่นตระหนกคู่นั้น ตรงข้ามทงเฮคือซองมินที่ยืนอยู่ตรงอ่างล้างมือ หูกระต่ายสีดำทั้งสองข้างปรากฏออกมาให้เห็นเต็มตา เขายกมือขึ้นลูบหูของตัวเองเบาๆ และมองทงเฮด้วยสายตาที่ผมก็ไม่สามารถอธิบายได้เลย
โชคดีเหลือเกินที่ตอนนี้ในห้องน้ำไม่มีลูกค้าคนอื่นๆ มีแค่ผม ซองมิน และทงเฮเท่านั้น
“ทะ...ทำไม...” ทงเฮชี้ไปยังหูกระต่ายทั้งสองข้างของซองมิน “...หะ...หูจริงนี่... คยูฮยอน มึงไป...มึงไปเจอเขาได้ยังไง...”
“ทงเฮ มึงใจเย็นก่อน ซองมินเขา...”
“ทำไมมีหูนั่นอยู่บนหัวล่ะ!!” ทงเฮร้องและสะบัดหมวกในมือทิ้งลงกับห้องน้ำ ท่าทางแตกต่างกับซองมินที่ตอนนี้ยืนนิ่ง ดวงตาเบิกโพลงโดยสิ้นเชิง “มึง...นี่...เขาเป็นอะไร ทำไม...ทำไม...”
“ทงเฮ!!!” ผมเข้าไปจับไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้ “มึงอย่าโวยวายได้มั้ยวะ จะแตกตื่นทำไม!”
“มึงบอกกูก่อนว่าซองมินเป็นอะไรกันแน่!”
“เขาก็เป็นเหมือนมึงนั่นแหละทงเฮ มึงจะตกใจให้ได้อะไรขึ้นมา!” ผมก้มลงหยิบหมวกลงบนพื้น ก่อนจะคว้าตัวซองมินมา ซองมินดูนิ่งไปมากจนผมชักใจไม่ดี ผมอยากพาเขาออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด “ไว้มึงใจเย็นกว่านี้กูค่อยอธิบายให้มึงฟังแล้วกัน และทงเฮ กูขอร้อง ถ้ามึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่... อย่าเพิ่งเล่าให้ใครฟัง กูรู้มึงอาจจะช็อกอยู่ แต่กูขอร้อง...ขอร้องจริงๆ”
ทงเฮเหมือนจะไม่เต็มใจนัก แต่เขารู้จักผมมากพอที่จะรู้ว่าถ้าผมยืนกรานขนาดนี้แล้วแปลว่าผมจริงจังกับสิ่งทีพูดออกไปมากกว่าปกติ เขาจึงพยักหน้ารับ แม้ว่าจะยังคงสีหน้าตกใจอยู่ก็ตาม
“มึงรีบมาบอกกูด้วยแล้วกัน...ว่ามันยังไงกันแน่”
ผมสวมหมวกให้ซองมินเหมือนเดิมก่อนจะพาเขาออกมาจากที่นั่น ผมบีบมือเขาไว้แน่นเพื่อที่จะบอกว่าไม่เป็นไร และได้แต่หวังว่าเขาจะรับรู้สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อผ่านการสัมผัสนี้
ผมว่านั่นคงไม่ได้ผลนัก เพราะซองมินเงียบตลอดทางที่กลับมาที่ห้อง แม้ว่าผมจะพยายามชวนคุยเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องรสชาติอาหารหรือเรื่องสถานที่ต่างๆ ที่ไปมาวันนี้ แต่ซองมินตอบผมไม่เกินสามคำแล้วก็เงียบต่อ
ทันทีที่ถึงห้องเขาก็นั่งนิ่งบนโซฟา ดึงหมวกออกและโยนมันลงบนโต๊ะราวกับมันเป็นสิ่งที่น่าขยะแขยง แต่ผมรู้ว่าตอนนี้ซองมินกำลังรังเกียจสิ่งที่อยู่ใต้หมวกนั่นมากกว่า... หูกระต่ายนั่นทำให้ผมนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องน้ำนั่น ขนาดผมเป็นแค่คนนอกแท้ๆ ยังรู้สึกแย่แทนซองมินที่ทงเฮตกใจกับสิ่งที่เห็นขนาดนี้ ไม่อยากจะจินตนาการว่าซองมินจะจำฝังใจเพียงใด
“ซองมิน...” ผมเรียกชื่อเขาอยู่หลายๆ ครั้งกว่าที่ซองมินจะตอบสนองผมบ้าง
“ผม...ประหลาด...มากเหรอฮะ?”
ผมส่ายหน้าทันที แต่ซองมินไม่เชื่อ “แล้วทำไม...ทำไมเพื่อนคยูฮยอนมองผมแบบนั้น...”
“เขาแค่ตกใจน่ะ ก็ที่ฉันเคยบอกไงซองมินว่าถ้าคนเห็นหูน่ะ...”
ซองมินนั่งชันเข่า ลูบหูกระต่ายของตัวเองขึ้นลงไปมาช้าๆ “ผมขอโทษนะฮะ...ที่ทำให้เพื่อนคยูฮยอนตกใจ ที่จริงผมน่าจะรู้อยู่แล้วว่าตราบใดที่ยังมีหูนี่อยู่” เขากำมันแน่น “ก็ไม่ควรจะออกไปไหน”
น้ำเสียงของซองมินเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้เขาพูดด้วยอารมณ์กึ่งกลัวกึ่งตกใจ แต่ประโยคถัดมากลับฟังดูประชดประชันและน้อยเนื้อต่ำใจมากกว่า ผมนั่งลงข้างเขา
“นายพูดอะไรน่ะซองมิน”
ซองมินบีบหูของตัวเองแน่น ผมไม่รู้ว่าเขาเจ็บหรือเปล่าถ้าทำแบบนั้น แต่ถ้าซองมินกระชากมันออกมาได้เขาคงกระชากมันออกมาแล้ว คำพูดต่อมาของซองมินราวกับว่าสิ่งที่ผมถามไปนั้นไม่ได้ผ่านเข้าไปในโสตประสาทเลยสักนิด
“ทั้งที่ก็รู้อยู่แล้ว...” เหมือนเขาจะพูดให้ตัวเองฟังมากกว่าเล่าให้ผมฟัง สายตาของซองมินตอนนี้ดูว่างเปล่าและไร้อารมณ์ใดๆ โดยสิ้นเชิง “ทั้งที่เขาก็บอกอยู่แล้วว่าถ้าติดหูนี่เข้าไป...ก็เป็นได้แค่สัตว์เลี้ยง ไปไหนมาไหนไม่ได้ ถ้าจะออกไปก็ต้องแอบ ต้องระวัง...”
เขาหันหน้ามาทางผมช้าๆ ค่อยๆ ละมือตัวเองออกจากหูกระต่าย “ผมขอโทษ...ที่ผมทำเพื่อนคุณตกใจ...เจ้านาย”
“ซองมิน!!!”
“ผมขอโทษ...” ซองมินพูดเสียงแหบพร่า ดวงตาชื้นๆ และจมูกที่เริ่มแดงนิดๆ นั่นทำให้ผมคิดว่าเขาอาจจะร้องไห้ออกมา แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาสักหยด
ผมรั้งร่างของซองมินมากอด ลูบหลังคนในอ้อมแขนขึ้นลงเบาๆ “ซองมิน อย่าขอโทษ...อย่ารู้สึกผิด อย่าสนใจเลยว่าคนอื่นมองนายยังไง หรือนายถูกคนอื่นสอนมาให้มองตัวเองยังไง" ผมโอบแก้มขาวนวลไว้มือทั้งสองข้าง "ฉันไม่เคยมองนายเป็นแค่สัตว์เลี้ยง นายคือซองมิน...นายเป็นมนุษย์...เป็นคนสำคัญมากสำหรับฉัน...เป็นของขวัญ...ที่ดีที่สุดของฉัน”
และในที่สุด... ในที่สุดผมก็พูดมันออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ ผมควรจะพูดมันออกมาตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ
“ไม่ว่านายจะเป็นยังไง แต่ฉันก็รักนายนะซองมิน ไม่รู้ทำไมแต่ก็รัก...”
แล้วซองมินก็ร้องไห้ออกมาจนได้ เป็นครั้งแรกเลยที่ผมเห็นซองมินร้องไห้ และร่างเล็กก็ดูงงๆ กับของเหลวที่ไหลออกมาจากตาด้วยซ้ำ เหมือนเขาไม่รู้จักว่าน้ำใสๆ นั้นคืออะไร เพราะเขาค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเบาๆ
“อย่าร้องไห้เลยนะ...” ผมใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาเขาช้าๆ ก่อนจะจูบไปเบาๆ ที่ริมฝีปากสีสวย ในช่วงแรกซองมินเม้มปากเสียแน่น แต่แล้วซองมินก็ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะจูบตอบกลับ ให้ตายเถอะ...จูบที่ไม่ประสีประสาแบบนี้กลับทำให้ผมรู้สึกดีมากกว่าจูบช่ำชองจากคนอื่นๆ ที่ผมเคยจูบด้วยเสียอีก...
ผมค่อยๆ แทรกลิ้นเข้าไปในโพรงปาก อีกครั้งที่ซองมินตกใจเมื่อสิ่งไม่คุ้นเคยล่วงล้ำเข้าไปแต่แล้วก็ตอบสนองมันในภายหลัง ซองมินหลับตาพริ้ม มือเรียวดึงคอเสื้อผมเอาไว้แน่นพลางค่อยๆ เลียนแบบการกระทำของผม ทั้งที่ขณะนี้ที่เราจูบกัน...เรากำลังขาดอากาศหายใจแทบตาย แต่ผมกลับรู้สึกว่าถ้าไม่ได้จูบซองมินต่อแม้อีกเพียงวินาทีเดียว... ผมคงขาดใจตาย
เสียงครางหวานดังขึ้นพร้อมๆ กับที่ซองมินเป็นฝ่ายผละออกไปก่อน ผมนึกเสียดายรสจูบที่ยังหวานติดปลายลิ้นอยู่ เหลือเพียงใบหน้าขาวจัดที่ตอนนี้กลายเป็นสีแดงก่ำ ดวงตาปรือปรอยและปากที่น้อยๆ ที่เผยออ้าออกปรากฏแก่สายตา ซึ่งนั่นก็ทำให้ผมรู้สึกดีไม่แพ้กัน
“คยูฮยอน...ตรงนั้น...มัน..อะ..อีกแล้วอะ...”
ซองมินจิกไหล่ผมแน่น ผมจึงรู้ทันทีว่าอาการนั้นมาอีกแล้ว และครั้งนี้ดูรุนแรงมากกว่าครั้งก่อน
“ชะ..ช่วยที...อื๊ออ...”
ซองมินควรเอากระจกมาส่องดูหน้าตัวเองตอนนี้ จะได้รู้สักทีว่าการทำหน้าและท่าทางแบบนี้มันช่างยั่วอารมณ์ผมมากแค่ไหน
และผมก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่ไม่สามารถทนอะไรแบบนี้ได้อีกต่อไปแล้ว
ผมกึ่งจูงกึ่งลากร่างซองมินและวางเขาลงบนเตียงอย่างใจร้อน ประกบจูบลงไปหนักๆ ดูดดุนริมฝีปากสวยนั้น ซุกไซ้ลำคอขาวผ่องพร้อมสูดกลิ่นหอมกรุ่นจากกายนี้เข้าเต็มปอด มือค่อยๆ เลิกชายเสื้อยืดของซองมินให้ไปถึงส่วนอกก่อนจะก้มลงขบเม้มยอดสีชมพูสวยนั้น
“ทะ...ทำอะไร...ฮะ...”
“ทำให้นายรู้สึกดีไงซองมิน" ผมตอบกลับไปเร็วๆ เพราะปากกำลังยุ่งกับการฝากฝังรอยไว้บนร่างนี้
“มะ...มันก็ดีหรอกฮะ แต่..” ซองมินกัดริมฝีปาก "ตรงนั้น...มัน...มันแย่กว่าเดิมอีกอะ...คยูฮยอน...”
ใบหน้าผมร้อนฉ่า ใจเต้นรัวเร็วกว่าเดิมเมื่อได้ยินประโยคนั้น ก็ได้ ในเมื่อซองมินต้องการผมก็จะสนอง ผมกระชากอาภรณ์ท่อนล่างทั้งสองชั้นออกในคราวเดียว ผมจับให้ร่างเล็กนอนตะแคงลง ขาอีกข้างหนึ่งตั้งชันขึ้น ก่อนจะใช้มือจัดการสร้างความสุขให้กับเจ้าของร่างด้วยจังหวะช้าๆ เนิบนาบ
ซองมินปิดเปลือกตาลงแน่น ยังคงปล่อยเสียงครวญครางออกมาจนผมเริ่มขยับมือขึ้นลงเร็วขึ้น
“อะ...อ๊าา....เร็วหน่อย...ฮึกก..ผม...ผมไม่ไหวแล้ว...”
ถ้าซองมินทนไม่ไหว ผมเองก็ทนไม่ไหวพอๆ กับซองมินเหมือนกัน ภาพที่ผมเห็นตอนนี้คือร่างของซองมินที่บิดเร่าไปมาบนเตียง มือบางจิกเล็บแน่นกับกองผ้าห่มที่เจ้าตัวคว้ามาไว้เพื่อระบายอารมณ์ ผมปล่อยมือออกจากกายของซองมิน และไม่ต้องรอให้ซองมินได้ถามว่าผมหยุดทำไม ผมก็ครอบริมฝีปากลงไปแทน
ซองมินร้องลั่น เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นเพื่อชำเลืองมองว่าผมทำอะไรเขาอยู่ แล้วเขาก็โพล่งออกมา
“อื๊ออ...เอาเข้าไป...ทำไม...”
“ถามทำไม? ก็ชอบไม่ใช่เหรอ"
ผมใช้มือและปากสลับกันไปสักพักและในที่สุดซองมินก็ปลดปล่อยออกมาเต็มฝ่ามือผม ร่างนั้นสั่นไปทั้งกายพร้อมกับหอบหายใจกระเส่า ผมเลื่อนตัวขึ้นไปกระซิบริมหูซองมินเบาๆ
“ซองมินอ่า...” ผมพูดเสียงแหบพร่า "...ตอนนี้...ฉันก็เป็นเหมือนนาย...ช่วยฉันหน่อย...นะ"
ไม่รอช้า ซองมินค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง และเลื่อนตัวลงไปด้านล่าง เขาปลดกระดุมกางเกงและซิปกางเกงผมทั้งที่มือสั่นๆ พลางถามว่า
“คะ...คยูฮยอนก็เป็นเหมือนกับผมเลยเหรอ...”
ทันทีที่ปราการทั้งสองชั้นถูกดึงหลุดออกไปจากขาผม ซองมินก็ค่อยๆ จับสิ่งที่ชูชันและรูดขึ้นลงช้าๆ เลียนแบบที่ผมทำให้เขาเมื่อกี้นี้ แล้วจึงเร่งจังหวะให้เร็วขึ้นในภายหลัง ยังไม่ทันที่ผมจะตั้งตัว ปากเล็กก็ค่อยๆ ครอบลงมาและรับส่วนร้อนเข้าไปในปาก
“อะ...อื้อออ...”
“เก่งมากเลยซองมิน...” ผมเอื้อมมือไปลูบผมซองมินเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นขยับศีรษะของเขาให้เข้าออกตามจังหวะ ปลุกอารมณ์ผมให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ผมครางต่ำในลำคออย่างพึงพอใจ ภาพที่ผมเห็นตอนนี้เร่าร้อนเป็นบ้า... ก่อนที่จะเผลอไผลไปกับการปรนเปรอจนถึงจุดหมายเร็วกว่าที่ตั้งใจเอาไว้ ผมก็ผลักเบาๆ ให้ซองมินออกไปจากร่างกายผม
“พะ...พอแล้วเหรอฮะ"
“ยังไม่พอหรอก" ผมตอบ "กับนายเท่าไหร่ก็ไม่พอ...”
พูดจบผมก็จับเขาให้พลิกนอนลงกับเตียงและคร่อมเขาไว้ ค่อยๆ แยกขาทั้งสองข้างของซองมินออกจากกัน
“อ๊ะ...จะทำอะไร..” ซองมินร้องขึ้นเมื่อรับรู้สัมผัสที่บริเวณด้านหลัง "ตรงนั้น...”
“จะทำให้นายรู้สึกดีกว่าที่เคยอีกน่ะสิ"
ผมแทรกนิ้วเข้าไปร่างของซองมินที่ร้องลั่นออกมาทันทีเพราะไม่เคยโดนรุกล้ำเข้าไปข้างในมาก่อน
“ฮึกกก...เอาออกไป...เอาออกไป...เอาเข้ามาทำไม...”
“ชู่วว์ อย่าร้อง เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นนะ" ผมปิดปากที่ร้องประท้วงนั้นด้วยการจูบ ค่อยๆ เข้าไปให้ลึกกว่าเดิมช้าๆ พยายามควานหาตำแหน่งที่จะสร้างความสุขให้ซองมินได้มากที่สุด ทันทีที่พบและนิ้วผมแตะเข้ากับจุดนั้น ซองมินก็กระตุกเกร็งเบาๆ พร้อมกับส่งเสียงครางออกมา
ผมปล่อยให้ริมฝีปากสีสดนั้นเป็นอิสระและสะกิดตรงจุดอ่อนไหวนั้นซ้ำไปซ้ำมา แล้วจึงสอดนิ้วเข้าไปเพิ่มอีกในเวลาต่อมา
"ชอบมั้ยแบบนี้"
ซองมินพยักหน้าเบาๆ ผมขยับนิ้วเข้าออกเร็วขึ้นกว่าเดิมแต่นั่นคงยังไม่ทำให้ซองมินพึงพอใจ เพราะหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ขอให้ผมทำเร็วขึ้น แต่ก็เพียงไม่นานนัก ผมถอนนิ้วออกและแทรกกายเข้าไปแทน
“อะ...อะไร...เอาอะไรเข้ามาอีก...” ซองมินนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวดเพราะขนาดที่ล่วงล้ำร่างกายตอนนี้ผิดกับเมื่อกี้มาก ผมกระซิบซ้ำไปซ้ำมาริมใบหูปลอบเขาว่าเดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นพร้อมๆ กับขยับเข้าออกอย่างช้าๆ เพื่อไม่ให้คนข้างล่างต้องเจ็บมากนัก
“ดีขึ้นรึยัง"
“อะ...ฮะ...”
ผมขยับเอวเร็วขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย สายตาจับจ้องเพียงแต่ร่างของซองมินข้างใต้ที่ตอนนี้เลือดสูบฉีดไปทั่วจนทั้งตัวเป็นสีแดงก่ำ เหงื่อผุดพรายออกมาตามผิวกาย เจ้าตัวคงไม่รู้ว่าริมฝีปากแดงๆ ที่เผยออ้าออกทำให้ผมรู้สึกหลงใหลเขามากแค่ไหน เชื่อว่าตอนนี้ซองมินคงไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ อีกต่อไปแล้ว มีแต่ความสุขสมเหมือนที่ซองมินก็ทำให้ผมรู้สึกดีจนแทบคลั่งตอนนี้
“อื้มม...ซองมินชอบมั้ย"
คนตัวเล็กพยักเร็วๆ หน้าแทนคำตอบ "ดะ...ดี แต่ตรงนั้นมัน...อื๊ออ...เป็นอีกแล้วอะคยูฮยอน...”
ผมเลื่อนมือลงไปกอบกุมส่วนกลางลำตัวของซองมิน ชักรูดขึ้นลงพร้อมๆ ที่ผมก็สวนกายเข้าไปในร่างซองมินเร็วถี่ขึ้นกว่าเดิม เสียงครวญครางรัญจวนใจดังออกมาไม่หยุดจากปากสวยๆ นั่น และในที่สุดซองมินก็กรีดร้องออกมาพร้อมๆ กับที่ปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง ซึ่งหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ผมเองก็ถึงฝั่งฝัน
ผมก้มลงจูบซองมินเบาๆ แล้วเราก็นอนกอดกันอยู่บนเตียงสักพักก่อนที่ผมจะไล่ให้ซองมินไปอาบน้ำแต่ซองมินกลับดื้อไม่ยอมไป สุดท้ายผมเลยต้องเป็นฝ่ายอุ้มเขาไปห้องน้ำ (เขาคิดว่าเขาตัวเบามากหรือไงนะ...กินจุเสียขนาดนั้น) และการอาบน้ำให้ซองมินจริงๆ นั้นทุลักทุเลกว่าตอนที่ผมต้องสอนเขาอาบน้ำเสียอีก
หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วทั้งคู่ เราก็กลับมานอนคลอเคลียกันบนเตียงเหมือนเดิม ผมไม่รู้ว่าซองมินจะรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า แต่ตอนนี้หัวใจผมรู้สึกเติมเต็มจนไม่รู้แล้วจะเต็มได้มากกว่านี้อีกหรือไม่ ซองมินถูกส่งมาที่ห้องผมในฐานะสัตว์เลี้ยงบ้าๆ อะไรนั่น... แต่ตอนนี้สำหรับผม เขาคือคนที่แสนสำคัญที่สุด คือคนที่ผมอยากปกป้อง อยากดูแล อยากอยู่ใกล้ชิดแบบนี้ไปตลอด... ผมแค่หวังว่าซองมินจะสามารถรู้สึกแบบเดียวกับผมได้
“ซองมินอ่า"
“ฮะ..?”
“นาย...นายเชื่อใจฉันมั้ย? นายเชื่อฉันมั้ยว่าฉันจะคอยดูแลนาย ซองมินเชื่อมั้ยว่าฉันรักซองมินจริงๆ...”
ซองมินพยักหน้าช้าๆ ผมจึงถามต่อ กระชับร่างในอ้อมกอดนี้ให้แน่นขึ้น
“ถ้าอย่างนั้น... นายเล่าให้ฉันฟังได้มั้ย ว่าทำไมนายถึง...” ผมเลื่อนมือไปจับหูกระต่ายของเขา "...ถึงได้มาอยู่หน้าห้องฉันแบบนั้น ฉันรู้ว่านายจำได้ แต่นายกลัวจนไม่กล้าเล่า"
ซองมินมีสีหน้าเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาพูดด้วยเสียงที่ไม่ดังกว่าเสียงกระซิบเลยว่า "คยูฮยอน...อยากรู้ทำไมเหรอ?”
“ฉันอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับซองมิน ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจที่ซองมินเป็นแบบนี้นะ... แต่ซองมินเป็นคนที่ฉันรัก ฉันอยากรู้จักนายในแง่ที่นายเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่นายที่เป็นคนที่มีหูกระต่ายและถูกส่งให้มาเป็นสัตว์เลี้ยงคนอื่นแบบนี้”
คำพูดของผมคงไปสะกิดอะไรในหัวใจซองมินเข้าอีกแล้ว เขาร้องไห้ตัวสั่นเทาในอ้อมแขนของผมจนผมต้องค่อยๆ ลูบหลังเขาเบาๆ เพื่อปลอบโยน ทว่านั่นยิ่งกลับทำให้ซองมินปล่อยโฮ ใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียวกว่าที่เขาจะสงบลง มือบางเลื่อนขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่แก้มตัวเองป้อยๆ
“ผม...ก็อยากเล่าตั้งแต่ต้น แต่ผมคงจำอะไรไม่ได้ทั้งหมด...”
และแล้วเรื่องราวทั้งหมดก็พรั่งพรูออกมาจากปากของซองมิน...
“ผมไม่รู้ว่าผมไปอยู่ที่นั่นได้ยังไง แต่พอผมจำความได้ ผมก็โตมา...ท่ี่นั่น มีแต่คนแปลกๆ ใส่เสื้อสีขาวๆ เดินกันเต็มไปหมด ผมอยู่แต่ในห้องกระจกแคบๆ บางวันก็มีคนมายืนจดอะไรไม่รู้หน้ากระจก บางวันก็แห่กันเข้ามาดู มาจับตัวผมตั้งหลายคน...
“แล้ววันนึง...หลังจากเวลาผ่านไปนานมาก เขาก็ให้คนมาจับตัวผมไป ผมพยายามมองดูรอบๆ จะได้รู้ว่าเขาจะพาผมไปทำอะไร พวกเขาพาผมเข้าไปในห้องห้องนึง วางผมลงบนเตียง มีแต่อุปกรณ์อะไรสีเงินๆ ดูแหลมๆ เต็มไปหมด และก่อนที่ผมจะสลบไป ผมก็เห็นกรง...และมีกระต่ายสีดำตัวอ้วนๆ อยู่ในนั้น
พอผมฟื้นขึ้นมาอีกที กระต่ายตัวนั้นก็ไม่อยู่แล้ว...และบนหัวผมก็...”
ซองมินยกมือขึ้นจับหูกระต่ายของตัวเอง "ผมไม่เคยมีชื่อ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำตัวเองชื่ออะไร แต่หลังจากที่มีหูแล้ว พวกเขาก็เรียกผมว่า R-007 แล้วพวกเขาก็เอาอะไรไม่รู้ฉีดเข้าไปในตัวผมเกือบทุกวัน แต่ผมก็...ผมรู้สึกว่าผมเปลี่ยนไป เหมือนไม่เป็นตัวเอง ผมทำอะไรแปลกๆ โดยไม่รู้ตัว อย่างการแทะปากกาที่คุณดุผมตอนนั้น...” ซองมินคงหมายถึงพฤติกรรมแบบกระต่ายที่เขาแสดงออกมาโดยไม่ตั้งใจ
“ผมได้ยินคนพวกนั้นพูดกันว่า ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่รายที่รอดและปรับตัวได้สมบูรณ์แบบ.. มีเด็กหลายคนมากที่ตายตั้งแต่ตอนผ่าตัดเอาหูติดเข้าไป
“หลังจากผ่าตัด ก็ไม่ต้องอยู่ห้องกระจกแล้ว เดินไปไหนมาไหนได้ทุกคนโตมาแต่ในที่นั่น วันๆ ไม่ได้ทำอะไร กิน นอน ถูกจับไปตรวจ ล้างตัว...หรือที่คุณเรียกว่าอาบน้ำ ผ่าตัด ฉีดอะไรแปลกๆ เข้าไป และก็มีกฎด้วย จะมีที่ที่เขาห้ามไม่ให้เข้าไป ใครทำผิดกฎจะถูกลงโทษ ส่วนใครที่พยายามหนีจะถูกจับไปห้องใต้ดิน ทำอะไรบ้างไม่รู้ แต่น่ากลัวมาก ได้ยินเสียงกรีดร้องทั้งคืน มีคนนึงที่มีหูแมวถูกจับเข้าไป และออกมา...เขาก็...เขาก็ไม่เหมือนเดิม เขาพูดไม่รู้เรื่อง ตื่นกลัวคนอื่นไปหมดแม้แต่ผม...”
“ตลอดเวลาเขาจะคอยพูดกรอกหูอยู่ตลอด ว่าตอนนี้เราเป็นสัตว์เลี้ยงแล้ว เราไม่ใช่คน จนบางคนจำฝังหัวไปเลย... ใครที่อายุครบยี่สิบแล้วไม่มีปัญหาอะไร เขาก็จะให้...” ซองมินเม้มปากแน่น "ให้ได้เป็นสัตว์เลี้ยง...เป็นสินค้าเต็มตัวที่พร้อมขาย ไปอยู่กับคนเป็นเจ้านาย ต้องทำตัวดีๆ ต้องเอาใจ ห้าม...ห้ามพูดอะไรเกี่ยวกับที่นี่เด็ดขาด และ... ถ้าถูกส่งกลับไป...”
ผมนึกถึงวันแรกที่เราเจอกันทันที ซองมินมีอาการหวาดกลัวมากต่อการถูกส่งกลับไป 'ที่นั่น'
“ก็แปลว่ามีข้อบกพร่อง... จะถูกส่งไปห้องใต้...”
ซองมินหยุดพูดกลางคันและทันใดนั้นเองเขาก็ลุกออกจากเตียงและพุ่งตรงไปยังห้องน้ำ ผมรีบวิ่งตามไปทันที เขาทรุดตัวลงหน้าชักโครกและอาเจียนอาหารที่เพ่ิงกินไปเมื่อค่ำออกมาจนเหลือเพียงน้ำย่อย ร่างเล็กหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน แม้จะไม่พูดอะไรแต่ผมก็รับรู้ความเจ็บปวด
ผมรั้งร่างซองมินให้ลุกขึ้น หยิบแก้วที่ใช้ใส่แปรงสีฟันกับยาสีฟันรองน้ำจากอ่างล้างหน้าและยื่นมันให้เขาใช้บ้วนปาก
“ผมขอโทษ...ผม ผมพูดไม่ได้แล้ว"
“ไม่ต้องแล้ว" ผมลูบหัวซองมินเบาๆ "ไม่ต้องแล้ว...ฉันขอโทษ...ขอโทษที่ถาม...”
ได้ยินซองมินเล่าด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด และเห็นซองมินมีอาการแบบนี้ผมก็ไม่อยากจะคิดต่อแล้วว่าซองมินต้องเจออะไรบ้าง แค่ได้ฟังผมก็นึกเวทนา แต่สำหรับซองมินที่ต้องเผชิญกับมันตั้งแต่จำความได้แถมยังต้องมารื้อฟื้นทุกอย่างให้ผมฟัง มันคงเป็นความทรงจำที่โหดร้ายและทรมานเกินไป
ผมกอดซองมินเอาไว้แน่น พูดใส่หูเขาซ้ำไปซ้ำมา
“ไม่มีใครทำอะไรนายได้อีกแล้วนะซองมิน ไม่มีอีกแล้ว.. เชื่อฉันนะ”
ซองมินพยักหน้า และแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับผม แค่เขารับรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไงก็ตาม จากนี้ไปเขาจะมีผมอยู่ข้างๆ และผมก็จะไม่ปล่อยให้เขาต้องเผชิญอะไรแบบนี้อีกเด็ดขาด
จากที่ก่อนหน้านี้ผมกับซองมินจะผลัดกันนอนบนเตียง บนโซฟา หรือไม่ก็ปูฟูกนอนบนพื้น คืนนั้นเรานอนด้วยกันบนเตียงเป็นครั้งแรก และก่อนที่จะผล็อยหลับไปผมก็แอบคิดว่า ที่จริงซองมินตัวอวบๆ แบบนี้ก็ดีไปอย่าง กอดแล้วรู้สึกเต็มไม้เต็มมือดี...อุ่นสบายดี...
ในวันต่อมา ทงเฮโผล่มาที่ห้องเราตอนเกือบๆ เย็นโดยที่พวกเราไม่ทันตั้งตัวพร้อมกับแววตาสำนึกผิด
“ขอโทษนะคยู เมื่อคืนกูตกใจไปหน่อยก็เลยโวยวาย... แต่กูอยากให้มึงเข้าใจกูนะ มึงเป็นกูกูจะตกใจรึเปล่าล่ะ ถอดหมวกออกมาแล้วหูกระต่ายโผล่ออกมาอย่างนั้นน่ะ”
แล้วเขาก็เล่าย้อนว่า เขาบังเอิญเจอซองมินในห้องน้ำ และจำได้ว่าหมวกที่ซองมินใส่เป็นหมวกที่เขาซื้อให้ผมก็เลยขอดูใกล้ๆ ตอนแรกซองมินอึกอักไม่อยากถอดให้ดู แต่ทงเฮที่มีนิสัยขี้รำคาญก็ขอซองมินอีกที จนซองมินต้องยอมถอดหมวกให้จนได้เพราะไม่กล้าขัดขืน
“ขอโทษนะซองมิน ที่ฉันโวยวายไปเมื่อคืนน่ะช่างมันเถอะนะ คิดว่าเป็นเสียงนกเสียงกาแล้วกัน ฉันขอโทษจริงๆ ที่ทำให้นายตกใจขนาดนั้น” ทงเฮก้มหัวให้ซองมินนิดๆ ด้วย ก่อนจะหันมาทางผม “ส่วนเรื่องว่าทำไมซองมินมีหู...”
“ไว้เดี๋ยวกูค่อยเล่าทีหลังได้มั้ย? ครบองค์ประชุมแล้วเดี๋ยวกูแถลงข่าวเลย” ผมหมายความตามนั้นจริงๆ เพราะเรื่องของซองมินก็ฟังดูประหลาดๆ พอสมควร ผมไม่อยากจะอธิบายซ้ำหลายๆ รอบ “แต่ซองมินเขาต่างจากนาย...ก็แค่เรื่องนี้เท่านั้นแหละ ซองมินก็เหมือนๆ พวกเรานะ”
“แล้วแต่มึงแล้วกัน... กูขอโทษอีกทีนะคยูฮยอน กูรู้สึกผิดจริงๆ”
“ที่จริง...ไม่ต้องรู้สึกผิดมากก็ได้นะ” ผมยิ้มมีเลศนัย ซองมินอาจจะรู้ทีหลังว่าผมกำลังพูดถึงอะไร แต่ทงเฮไม่รู้แน่ๆ “พวกเราก็ต้องขอบคุณนายเหมือนกันแหละ...”
หลังจากนั้น ผมก็เคยถามซองมินครั้งหนึ่งว่าเขาอยากจะผ่าตัดเอาหูกระต่ายออกมั้ย เพื่อที่เขาจะได้ไปไหนมาไหนสะดวกขึ้น ไม่ต้องคอยแอบซ่อนหูเหมือนทุกครั้งที่เราออกไปเที่ยวด้วยกัน
“แล้วแต่คยูฮยอน” เขาตอบ “ถ้าคยูฮยอนอยากให้เอาออก ผมก็ยอม แต่ถ้าคยูฮยอนไม่อยาก ก็ปล่อยไว้แบบนี้ก็ได้”
“แล้วใจจริงๆ ของนายน่ะ อยากเอาออกมั้ย”
“ผมก็อยากอยู่หรอกนะ ใส่หมวกออกจากห้องทุกครั้งมันก็อึดอัด” เขาลูบหูกระต่ายของตัวเอง “แต่...ผมก็อยากเก็บเอาไว้มากกว่า หูกระต่ายนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้ว่า... คยูฮยอนรักผมจริงๆ จนมองข้ามอะไรที่ยื่นออกมาจากหัวนี่ มองข้ามสิ่งที่ทุกคนมองว่ามันแปลก...”
ผมไม่เคยถามและไม่เคยขอให้ซองมินเอาหูกระต่ายออกอีกเลย
ในเมื่อผมรักซองมินได้โดยไม่สนใจหูกระต่ายที่ยื่นออกมาได้ เรื่องอื่นก็ไม่เห็นจำเป็นต้องกังวล
อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมผมถึงไม่คิดตามหาคนชื่อ K. อะไรนั่นที่ส่งซองมินมาให้ผมเลย
ผมเคยพยายามสืบหานะครับ แต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไร ข้อมูลที่ผมมีมันน้อยเกินกว่าจะไปตามหาใครได้ และยิ่งพอได้ฟังซองมินเล่าเรื่องทั้งหมดแล้ว ผมเองก็คงไม่คิดจะไปถามชื่อจากพวกคนที่เป็นคนทำให้ซองมินเป็นแบบนี้หรอก แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ ตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้วที่ผมจะต้องรู้ว่าใครคือผู้หวังดีที่ส่งซองมินมาให้ผม
บางเรื่องที่หาคำอธิบายไม่ได้ ก็ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องหาคำตอบ ในเมื่อผมคงไม่มีวันตามหาคนคนนั้นพบ ผมก็ได้แต่ขอบคุณคนคนนั้นในใจที่ทำให้ผมกับซองมินได้เจอกัน ทำให้ผมรู้ว่าการรักใครสักคนโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาขวางกั้นได้มันเป็นอย่างไร
ขอบคุณที่ส่งของขวัญที่แสนพิเศษที่สุดมาให้ผม
ขอบคุณจริงๆนะครับ :)
END.

#3 By (125.25.139.186) on 2011-11-15 21:24