[SF] Sonata of Temptation -1- (MINKYU)
posted on 14 Nov 2011 04:44 by smile-sneezes directory FictionTitle: Sonata of Temptation
Author: smilesneeezes
Pairing: Sungmin x Kyuhyun
Rating: ไม่ใส...
Inspiration: [fancam] 100523 Super Junior ELF Fanmeeting Heechul solo Forcus Guitar Sungmin
Note: เคยโพสลง smfix ในนามแฝง junjyou (ยูส shinjuurin) นะคะ :3 (จะมีหลายชื่อทำไม...)
กลิ่นบุหรี่ที่ลอยมาแตะจมูกโด่งของร่างสูงเพรียวทำเอาเจ้าตัวเบ้และหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจ เสียงตะโกนโห่ร้องที่ดังลั่นทั่วโถงเล็กๆ ช่างระคายหูเป็นอย่างยิ่ง ซ้ำบนพื้นยังเต็มไปด้วยกระป๋องเบียร์แบนๆ ที่โดนเหยียบจนบี้และก้นบุหรี่ ไลฟ์เฮ้าส์เล็กๆ ที่เล่นเพลงนอกกระแสหนักหน่วงย่านชานเมืองอย่างนี้ไม่เหมาะกับเขาเลยแม้แต่น้อย โจคยูฮยอนกำลังจะเดินหันหลังกลับไปยังทางเข้าเพราะไม่อยากจะทนอยู่ที่นี่ต่อไปแต่ก็โดนเพื่อนรักดึงตัวไว้ไว้
“อย่าเพิ่งไปดิวะไอ้คยู” คิมคิบอมร้องห้ามพร้อมกับจับต้นแขนของคยูฮยอนเอาไว้แน่น
“มึงก็รู้ว่ากูไม่ชอบที่แบบนี้” พยายามจะสะบัดตัวออกจากแรงเหนี่ยวรั้งของเพื่อน แต่ก็แพ้คิบอมที่ใช้มือข้างที่สองรั้งคยูฮยอนเข้าหาตัว “กูจะกลับบ้าน!”
“ไอ้ห่า มึงไม่กลับบ้านไปเล่นเกมซักวันคอมมึงไม่บ่นคิดถึงมึงจนขาดใจหรอก” คิบอมประชดคยูฮยอน ที่ถึงแม้จะทำคะแนนได้เป็นลำดับต้นๆ ของห้องแต่กลับติดเกมยิ่งกว่าใครๆ “เพิ่งสอบเอนท์เสร็จสดๆ ร้อนๆ ก็ฉลองกันหน่อยสิวะ กว่าคะแนนจะประกาศอีกตั้งเดือน เที่ยวให้สะใจไปเลย”
“มึงก็สะใจของมึงไปคนเดียวเหอะ กูจะกลับบ้าน” ร่างบางยังคงยืนยันคำเดิมว่าจะกลับบ้าน เพราะคยูฮยอนไม่ชอบสถานที่แบบนี้เอาเสียเลย ถ้าเป็นคอนเสิร์ตของวงดนตรีป็อปหรือแจ๊สเพราะๆ ฟังสบายหูก็ว่าไปอย่าง แต่ไลฟ์เฮ้าส์ที่นี่มักจะมีแต่วงร็อคมาเล่น และแน่นอน คนดูแทบร้อยทั้งร้อยไม่ได้แต่งตัวสวยหรูนั่งไขว่ห้างจิบไวน์ชม ไม่อย่างนั้นจะมีกลิ่นบุหรี่เหม็นๆ ลอยฟุ้งเต็มไปหมดได้อย่างไร
“เออๆ อยากกลับมากก็เชิญ แต่กูขอร้อง ดูวง Black Dictator ก่อน วงรุ่นพี่กูเอง เล่นเสร็จปุ๊บกูออกไปส่งมึงเลยอ้ะ”
ในเมื่อคิบอมยอมถึงเพียงนี้แล้ว คยูฮยอนจึงจำใจอยู่ต่อ ทนดูวงดนตรีวงอื่นๆ เล่นดนตรีแนวทำลายโสตประสาทหูแบบที่คยูฮยอนไม่ชอบเอาเสียเลยไปสองสามวง ตลอดเวลาที่วงเหล่านั้นเล่น คนดูรอบกายต่างกระโดดและมันส์ไปกับเพลง รวมถึงคิบอมด้วย คยูฮยอนคิดว่าเขาคงเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่เฉยๆ โดยไม่แสดงอารมณ์ร่วมไปกับเพลงเลย
“เฮ้ย! ยืนแข็งทื่อเป็นรูปปั้นยังงี้ มึงออกไปยืนเฝ้าประตูไป” เสียงของผู้ชายเมาๆ ซักคนดังมากระทบหู เพราะคยูฮยอนกับคิบอมยืนอยู่ห่างจากเวทีออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เขาสองคนค่อนข้างจะเป็นจุดเด่น คิบอมไม่เท่าไหร่เพราะเจ้าตัวกระโดดดิ้นกลมกลืนไปกับคนดูคนอื่นๆ แต่ร่างระหงที่ยืนนิ่งอยู่คนเดียวนี่สิดึงดูดสายตาใครๆ นัก แต่คยูฮยอนเลือกที่จะไม่ตอบโต้ เพราะรู้ดีกว่าปะทะกับคนเมาไม่ได้สติไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
“เฮ้ย มาแล้วๆ นั่นไง พี่ฮีชอลอะ รุ่นพี่กูเอง”
คยูฮยอนมองตามที่คิบอมชี้ขึ้นไป บนเวทีปรากฏร่างของคนสามคนที่เดินมาจากข้างหลัง คิบอมค่อยๆ แนะนำสมาชิกทีละคนให้คยูฮยอนได้รู้จัก ร่างแรกที่เดินนำมาและหยุดอยู่ตรงหน้าขาไมค์กลางเวทีคือคิมฮีชอลซึ่งก็คือรุ่นพี่ที่เรียนด้วยกันสมัยม.ต้นที่คิมคิบอมสนิทด้วยนั่นเอง ส่วนร่างเล็กๆ ที่เดินตามมาเป็นคนที่สองและหยุดอยู่ตรงคีย์บอร์ดฝั่งซ้ายมือเมื่อมองจากคนดูคือคิมเรียวอุค และคนสุดท้ายที่เดินตามมาทำเอาคยูฮยอนไม่ได้ตั้งสติฟังคิบอมบอกเลยว่าคนคนนั้นชื่ออะไร
คนที่สามสูงประมาณร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรนิดๆ ตัวเล็กกว่าคยูฮยอนเล็กน้อย ผิวขาว ใบหน้าหวานชวนมองดึงดูดสายตา อายไลน์เนอร์สีดำที่กรีดอยู่รอบๆช่วยขับให้ดวงตานั้นมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งตอนยืนปรับเสียงกีตาร์อยู่ตรงลำโพงเฉยๆ ก็ยังดูดีจนคยูฮยอนไม่อาจละสายตาออกไปได้ ราวกับว่าเจ้าของร่างนั้นมีแม่เหล็กขั้วตรงข้ามติดอยู่ไว้เต็มร่างกาย ทุกวินาทีที่ร่างกายนั้นขยับเคลื่อนไปไหน สายตาของคยูฮยอนก็มองตามตลอด
“ชื่ออะไรนะคนนี้” คยูฮยอนพึมพำถาม
“ซองมิน อีซองมิน คนนี้น่ะป็อปมากเลยนะ”
ก็จะไม่ให้ป็อปได้อย่างไรเล่า? คงไม่ใช่แค่คยูฮยอนหรอกที่รู้สึกหลงใหลกับเจ้าของชื่ออีซองมิน
เสียงกรี๊ดดังกระหึ่มขึ้นเมื่ออีซองมินเล่นโน้ตตัวแรกออกมาก่อนจะขยับนิ้วขึ้นลงไปตามคอร์ด มืออีกข้างดีดสายกีตาร์อย่างชำนาญ เพียงแค่ท่อนโซโล่ตอนเริ่มต้น คยูฮยอนก็รู้สึกว่าร่างกายวูบวาบไปทั้งตัว เขาละสายตาจากอีซองมินไม่ได้จริงๆ
เสียงกลองจังหวะแรกที่ตีโดยมือกลองแบ็คอัพดังขึ้นและบทเพลงแรกของวง Black Dictator ก็เริ่มบรรเลง คิบอมพยายามชี้ให้คยูฮยอนดูร่างในชุดสีขาวโพลนของคิมฮีชอล แต่คยูฮยอนไม่สนใจคนอื่นบนโลกนี้เลยนอกจากอีซองมิน สายตาของเขาจับจ้องที่ซองมินราวกับจะจดจำทุกการเคลื่อนไหวของมือกีตาร์คนนั้น หูสดับรับฟังแต่เสียงที่ซองมินสรรค์สร้างขึ้นด้วยกีตาร์ตัวโปรดทั้งที่ไม่ใช่แนวดนตรีที่โปรดปราน โน้ตเดิมๆ เล่นซ้ำไปซ้ำมาในหัวของคยูฮยอน แต่กลับเร้าอารมณ์ให้กับเด็กหนุ่มได้อย่างไม่น่าเชื่อ และยิ่งเมื่อถึงท่อนพีคที่ซองมินใช้มือทั้งสองข้างรูดขึ้นไปตามความยาวคอกีตาร์นั้น คยูฮยอนรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงจนระเบิดออกเหมือนดอกไม้ไฟ
คยูฮยอนไม่แน่ใจว่าถ้ามองใครสักคนแล้วใจเต้นแรงอย่างนี้ มันแปลว่าตกหลุมรักหรือเปล่า เพราะเขาไม่เคยรู้สึกอย่างนี้กับใครมาก่อน
เด็กหนุ่มมัวแต่มองซองมินอยู่อย่างนั้น เขาจึงไม่รู้เลยว่าตัวเองก็ยังคงเป็นจุดเด่นในท่ามกลางคนดู
แน่นอนว่ายิ่งมองมาจากเวทีก็ยิ่งเด่นชัดจนลืมไม่ลง
แม้ว่าทรงผมที่ตัดตามสมัยนิยมจะทำให้ซองมินไม่อาจเพ่งมองอะไรได้ชัดเจนนักเพราะถูกผมส่วนหน้าบดบัง แต่ร่างสูงเพรียวที่ยืนนิ่งอยู่เกือบติดขอบเวทีนั้นเด่นเกินกว่าที่ซองมินจะลบเลือนไปจากสมอง ใบหน้าหล่อเหลาที่ดูอ่อนเยาว์ ผิวขาวละมุนและริมฝีปากอิ่มสีสดที่เห็นได้ชัดแม้จะอยู่ในที่มืดนั้นตราตรึงอยู่ในหัวของซองมิน ถึงการแสดงสดเมื่อครู่จะจบลงไปได้สักพักแล้วแต่ซองมินก็ยังจำหน้าเด็กคนนั้นได้อยู่
ซองมินรู้ว่าเด็กคนนั้นมองเขา... ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่มีคนมองเขาไม่วางตาอย่างนั้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีเด็กผู้ชายอายุไม่น่าจะพ้นสิบแปดปี หรือไม่ก็เกินมานิดหนึ่งมาจ้องซองมินอย่างนี้
ร่างสันทัดล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพายของตัวเองที่วางอยู่ข้างๆ คว้าซองบุหรี่กับไฟแช็คออกมา แต่กลับต้องผิดหวังเมื่อไม่มีมวนบุหรี่เหลือสักมวนอยู่ในซอง ซองมินสบถออกมาขัดกับใบหน้าหวานๆ
“แม่ง ฮีชอลเอาไปสูบอีกแล้วแน่ๆ เวรเอ๊ย” ซองมินขยำซองเปล่าทิ้ง พร้อมๆกับที่ผู้ต้องสงสัยขโมยบุหรี่เดินเข้ามาพร้อมกับเด็กหนุ่มที่เขาไม่คุ้นหน้าคนหนึ่ง และเด็กหนุ่มที่ซองมินจำได้ว่าเอาแต่จ้องเขาอยู่อีกคนหนึ่ง
“อ้าว เรียวอุคไม่อยู่เหรอวะ” ฮีชอลถามเมื่อไม่เห็นหน้ามือคีย์บอร์ด ซองมินตอบว่าเรียวอุครีบบึ่งไปเล่นเปียโนต่อที่งานเลี้ยงของบริษัทสักแห่ง ก่อนจะถามว่า “นั่นใคร”
“คิมคิบอมกับโจคยูฮยอน” เจ้าของชื่อทั้งสองก้มศีรษะลงนิดๆ เป็นการทักทายในขณะที่ฮีชอลอธิบายต่อว่า “คิบอมนี่รุ่นน้องฉันตอนม.ต้นเอง ส่วนคยูฮยอนเพื่อนคิบอม เขาขอตามมาด้วย”
“พี่ซองมินเมื่อกี้เท่มากเลยนะครับ” คิบอมชม ก่อนจะหันไปทางฮีชอลว่า “พี่ฮีชอล พาผมไปเจอวงอื่นๆ หน่อยได้มั้ยฮะ”
“เออ ได้สิ ตามฉันมา”
“อ้าวเฮ้ย คิบอม จะไปไหนนะ”
“มึงอยู่รอที่นี่แหละคยูฮยอน อยู่กับพี่ซองมินไปก่อน เดี๋ยวกูมา”
ยังไม่ทันที่คยูฮยอนจะได้รั้งคิบอมไว้ เพื่อนสนิทก็ปรี่ออกจากห้องไปพร้อมกับฮีชอลแล้ว ในห้องนี้จึงเหลือเพียงคยูฮยอนที่ยืนอยู่บริเวณประตูและซองมินที่ยึดพื้นที่บนโซฟานุ่มไว้คนเดียว
“ไม่เมื่อยรึไงคยูฮยอน มานั่งนี่สิ” พูดพลางตบที่ว่างข้างตัวเอง คยูฮยอนเองก็ไม่กล้าปฏิเสธ ผลสุดท้ายแล้วก็เลยเดินไปนั่งอยู่ข้างซองมินจนได้
“ตามมาถึงนี่น่ะ อยากเจอฉันเหรอ?” ริมฝีปากบางเฉียบขยับถามด้วยน้ำเสียงทุ้มกว่าปกติราวกับจงใจจะยั่ว คยูฮยอนกลืนน้ำลายก่อนจะปฏิเสธเสียงแข็งว่า
“เปล่านี่ครับ ก็แค่อยากมาดูเฉยๆ” และแน่นอน คยูฮยอนไม่เล่าว่าก่อนหน้าที่จะเห็นซองมิน เขาอยากกลับบ้านใจจะขาด แต่พอได้เห็นใบหน้าทรงเสน่ห์นั้นบนเวทีปุ๊บ ก็ถึงกับยอมกลืนน้ำลายตัวเองขอร้องให้คิบอมพามาข้างหลังเวทีเสียอย่างนั้น
“อยากมาดู? ดูอะไร?” ซองมินจงใจชะโงกหน้าเข้าใกล้เด็กหนุ่มจนคยูฮยอนต้องกระถดตัวหนี
“ผม...ผมไปแล้วนะฮะ” เพราะไม่อยากอยู่ใกล้ซองมินให้ใจเต้นแรงกว่านี้ ร่างสูงจึงผละออกจากโซฟาแล้วรีบเดินออกไปจากห้องนั้นทันที
คยูฮยอนมองซ้ายมองขวาเพื่อหาห้องพักของวงดนตรีวงอื่นๆ จะได้ไปเจอคิบอม แต่เพราะไม่รู้จะไปทางไหนต่อ เขาจึงตัดสินใจย้อนกลับไปทางเดิมที่เดินเข้ามา และเพราะบรรยากาศค่อนข้างมืดสลัว ร่างบางจึงเดินชนคนคนหนึ่งที่เปิดประตูห้องสวนออกมา
“เฮ้ย มองทางหน่อยสิวะไอ้หนู” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตวาดใส่เสียงดัง คยูฮยอนก้มหัวพร้อมกับพูดว่าขอโทษเบาๆ แต่นั่นก็ยังไม่สมใจนักดนตรีใจอันธพาลคนนั้น มือหยาบบีบไหล่ของคยูฮยอนไว้แน่น
“แค่นี้พอเหรอวะ แล้วนี่มาเดินตรงนี้ได้ยังไง รู้มั้ยว่าตรงนี้เค้าห้ามคนนอกเข้า!”
“ผม...มีคนพาผมเข้ามา”
“ใคร? ใครพาแกเข้ามา?” แม้ว่าคยูฮยอนจะอ้างชื่อฮีชอล แต่ร่างหนาก็ส่ายหัวไม่เชื่อ “อย่างฮีชอลเนี่ยนะจะพาเด็กไก่อ่อนอย่างแกเข้ามาข้างหลังเวที เฮอะ เอาไปหลอกพ่อหลอกแม่แกเถอะ!”
“มึงจะเห่าอีกนานมั้ยวะ!” เสียงที่ดังขึ้นทำเอาทั้งสองร่างหันไปมอง คยูฮยอนเลิกคิ้วด้วยความตกใจนิดๆ ที่เห็นว่าเป็นซองมิน
“เอามือของมึงออกไป” ซองมินออกปากสั่ง
“ทำไม เด็กนี่เป็นอะไรกับมึงงั้นรึไง กูถึงจับแม่งไม่ได้เลยน่ะ”
“เออ นี่คนของกู กูพาเค้าเข้ามาที่นี่เอง มึงจะทำไม”
น้ำเสียงของซองมินแข็งกร้าวจนคยูฮยอนแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่าเป็นคนเดียวกับที่พยายามจะยั่วเขาเมื่อครู่ และดูท่าทางซองมินจะมีอิทธิพลต่อชายผู้นี้พอสมควร เพราะเพียงแค่ซองมินพูดประโยคเดียว มือหนาก็ผละออกจากไหล่ของคยูฮยอน ก่อนที่เจ้าของมือจะเดินกระฟัดกระเฟียดกลับเข้าห้องพักของตัวเองไป
“ขอบคุ...” ยังไม่ทันจะพูดจบคำ ซองมินก็ขัดขึ้นว่า
“ไม่เอาคำขอบคุณ” ซองมินพูดด้วยเสียงที่นุ่มลงกว่าตอนที่ปะทะคารมกับชายคนเมื่อกี้อย่างมาก “อยากได้เบอร์”
“ฮะ...??” คยูฮยอนทำหน้างงเพราะไม่เข้าใจว่าซองมินจะเอาเบอร์โทรศัพท์เขาไปทำไม
ซองมินยิ้มกริ่ม ฉายแววเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “อย่ามาทำหน้างงอย่างนี้น่า ฉันว่าฉันชอบนายและฉันคิดว่านายก็ชอบฉัน เพราะฉะนั้นเราควรจะแลกเบอร์กัน – ไม่ต้องพูดด้วยนะว่าไม่ได้ชอบ มองฉันไม่วางตาอย่างนั้นน่ะเป็นเพราะเกลียดฉันหรือไง? ที่ตามมาถึงห้องก็เพราะอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ? ...เอามือถือนายมาสิ”
เมื่อได้ยินความจริงที่ปฎิเสธไม่ได้จากปากของซองมินแถมยังถูกพูดดักทางไว้ทุกด้าน คยูฮยอนก็ขัดเขินจนแทบทำอะไรไม่ถูก มือบางค่อยๆ ล้วงหาโทรศัพท์เครื่องจิ๋วก่อนจะยื่นให้อีซองมิน ผู้ซึ่งก็ไม่รู้สาเหตุหรอกว่าทำไมเขาถึงรู้สึกถูกใจเด็กคนนี้เป็นพิเศษ ซองมินกดเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองก่อนจะกดโทรออก ซึ่งเมื่อเสียงเรียกเข้าดังขึ้นแล้ว ซองมินก็ยิ้มพอใจก่อนจะยื่นโทรศัพท์คืนให้เจ้าของและพูดว่า
“แล้วไว้เดี๋ยวฉันโทรไปหานะ”
“อ่า...ครับ คุณซองมิน..”
“ไม่เอาน่า” ซองมินดุ “ไม่เอาคุณซองมิน เรียกกันห่างเหินอย่างนั้นแย่จะตายไป เรียกพี่ซองมินสิ”
“ฮะ...พี่ซองมิน...”
คยูฮยอนทำเสียงจึ้กจั้กไม่พอใจเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังขัดขึ้นในช่วงเวลาที่เขากำลังเคลียร์เลเวลในเกมคอมพิวเตอร์เกมโปรดอยู่อย่างนี้ มือเรียวสวยจับเมาส์แล้วคลิกที่ปุ่มกดหยุดเกมชั่วคราวก่อนจะเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ คิ้วเข้มขมวดมุ่นเพราะอารมณ์เสียที่ถูกขัดจังหวะ แต่ทันทีที่เห็นชื่อบนหน้าจอริมฝีปากอิ่มก็เผยรอยยิ้มกว้างเพราะความเขิน หัวใจเต้นตึ้กตั้กเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายโทรหาเขานับตั้งแต่แลกเบอร์กันในคืนนั้น
“คยูฮยอนอา... ทำอะไรอยู่?”
“เล่นเกมอยู่ฮะ” คยูฮยอนเอี้ยวตัวไปมองนาฬิกาปลุกพรายน้ำบนเตียง เข็มสั้นชี้ไปที่เลขเก้า “แล้วพี่ซองมินล่ะฮะ? วันนี้ไม่ไปเล่นที่ไหนเหรอ?”
“กำลังจะเล่นแล้ว นายมาดูฉันหน่อยสิ”
“สามทุ่มแล้ว ผมออกจากบ้านไม่ได้”
“วันนั้นกว่านายกับคิบอมจะออกไปก็ตั้งเที่ยงคืนนา...”
“ก็เพราะวันนั้นผมกลับถึงบ้านเกือบตีสองไง ผมเลยออกจากบ้านไม่ได้เนี่ย...” คยูฮยอนพูดเสียงอ่อยเป็นนัยๆ ว่าโดนพ่อแม่สั่งห้ามไม่ให้ไปไหน ทำเอาซองมินหลุดเสียงหัวเราะพรืดออกมา เด็กหนุ่มร้องกลับไปทันที “ขำอะไรฮะเนี่ย!”
“ขำเด็กไม่ดีโดนพ่อแม่กักบริเวณไง”
“ไม่ได้โดนกัก ก็แค่ห้ามออกไปไหนหลังสองทุ่ม” คยูฮยอนแก้ตัว ก่อนที่ซองมินจะตัดบทว่า
“เอ้อ คยูฮยอน ฉันต้องไปแล้วล่ะ แล้วเดี๋ยวไว้โทรคุยกันใหม่นะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่ม “ไว้ถ้าวันไหนออกจากบ้านได้นายมาดูฉันเล่นหน่อยนะคยูฮยอน”
“ได้ฮะพี่ซองมิน”
“อย่าเล่นเกมจนดึกล่ะ ฝันดีนะ” คือคำพูดสุดท้ายของซองมินก่อนจะวางสายไป คยูฮยอนวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะก่อนจะเพ่งมองบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ กำลังลังเลว่าจะเล่นเกมต่อหรือจะไปนอนอย่างที่ซองมินพูดดี... แล้วสุดท้ายคยูฮยอนก็เลือกอย่างหลัง เด็กหนุ่มกดเซฟเกมก่อนจะปิดคอมพิวเตอร์
คืนนี้เขาคงฝันดีและหลับทั้งรอยยิ้ม
คยูฮยอนไม่ได้ออกไปดูซองมินเล่นดนตรีเลยเป็นเวลาเกือบเดือน พวกเขาได้แต่คุยหรือส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือเท่านั้น คยูฮยอนเคยลองถามซองมินว่าเขาไม่เล่นอินเตอร์เน็ตบ้างหรือ จะได้แชทคุยกันได้ เพราะคยูฮยอนเป็นพวกติดคอมพิวเตอร์มากกว่าโทรศัพท์มือถือ แต่ชายหนุ่มกลับปฏิเสธและบอกว่าเขาไม่สะดวกเล่นคอมพิวเตอร์เท่าไหร่เพราะต้องไปเล่นที่ร้านเน็ตเท่านั้น หนทางสื่อสารระหว่างพวกเขาสองคนจึงยังคงมีเพียงโทรศัพท์มือถือเช่นเดิม
ส่วนใหญ่มักจะเป็นซองมินเท่านั้นที่หาประเด็นมาชวนคุย จากที่คุยกันทำให้คยูฮยอนได้รู้เรื่องราวของซองมินมากมาย พอๆ กับที่ซองมินก็รู้จักคยูฮยอนดีขึ้นเช่นกัน เด็กหนุ่มได้รู้ว่าซองมินเป็นเด็กกำพร้า มีผู้ปกครองคนเดียวคือผู้เป็นน้าทำให้ซองมินค่อนข้างจะมีชีวิตวัยเด็กที่ต่างจากคนส่วนใหญ่ และช่วงขึ้นมหาวิทยาลัย ญาติคนเดียวของซองมินก็เสียชีวิตไป ทำให้ซองมินต้องส่งเสียตัวเองเรียน สิ่งเดียวที่ซองมินทำได้คือการเล่นดนตรี ซองมินเริ่มเล่นดนตรีตามผับต่างๆ ตั้งแต่อายุสิบแปดปี แม้ว่าชายหนุ่มจะจบการศึกษาแล้วก็ยังคงเล่นเป็นอาชีพต่อไปเรื่อยๆ
ในทางกลับกัน เด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีอย่างโจคยูฮยอนกลับมีชีวิตที่ตรงกันข้ามกับอีซองมินวัยยี่สิบห้าปีเหลือเกิน คยูฮยอนมีครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์พร้อม มีผลการเรียนดี และแทบไม่เคยทำอะไรออกนอกลู่นอกทาง มีข้อเสียอย่างเดียวคือติดเกมตามประสาวัยรุ่นชายทั่วๆ ไป การแหกกฎของบ้านที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่คยูฮยอนเคยทำคือการโดดเรียนพิเศษไปเล่นเกม และครั้งล่าสุดคือการหนีไปเที่ยวกับคิบอมจนกลับบ้านเกือบตีสอง เป็นเหตุให้โดนกักบริเวณห้ามออกไปไหนหลังสองทุ่มจนเขาไม่มีโอกาสได้ไปเจอซองมินนั่นเอง
จนกระทั่งราวๆ กลางเดือนธันวาคมที่คยูฮยอนได้รับผลคะแนนข้อสอบเอนทรานซ์ คะแนนของเขาค่อนข้างสูงและออกมาดีจนเขามั่นใจว่าไม่น่าพลาดคณะและมหาวิทยาลัยชื่อดังที่หวังเอาไว้ เขายื่นคะแนนเข้าคณะที่ต้องการและได้นั่งรอคอยผลตอบรับอย่างสบายๆ เพราะรู้แน่ว่าตัวเองสอบติด และแน่นอนคนที่อารมณ์ดีไม่แพ้กันคือผู้เป็นพ่อแม่ คยูฮยอนจึงฉวยโอกาสนี้ขอให้ทั้งสองคนอนุญาตให้เขาออกไปเที่ยวบ้าง ตอนแรกผู้เป็นแม่ปฏิเสธ แต่ผู้เป็นพ่อกลับไม่เห็นด้วยและบอกว่าโตขึ้นคยูฮยอนก็ต้องออกไปเจออะไรแบบนี้อยู่แล้ว ปล่อยให้คยูฮยอนเที่ยวบ้างคงไม่เป็นไร
โจคยูฮยอนจึงได้มายืนยิ้มระรื่นอยู่หน้าผับแห่งหนึ่งตั้งแต่ตอนเย็น เพราะซองมินบอกว่าพวกเขาจะมาซ้อมกันก่อนจะแสดงจริงในตอนกลางคืน และเมื่อเด็กหนุ่มเห็นร่างในเสื้อยืดสีดำทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สีเดียวกันสะพายกระเป๋ากีตาร์ก้าวเท้าตรงมาทางเขา ร่างสูงก็โบกมือเรียกโดยไม่รู้ตัว
“ตื่นเต้นรึไง มารอตั้งแต่ป่านนี้น่ะ”
“ก็...ผมไม่ได้เจอพี่ซองมินตั้งนานนี่ฮะ” คยูฮยอนยิ้มเขินๆ ครั้งนี้ซองมินดูแปลกไปจากครั้งแรกที่เจอกัน เพราะใบหน้าของซองมินตอนนี้ปราศจากเครื่องสำอางใดๆ ยิ่งทำให้เห็นได้ชัดว่าเขาหน้าตาดีเพียงไร แล้วเด็กหนุ่มก็ถามหาสมาชิกวงอีกสองคน “แล้วพี่ฮีชอลกับพี่เรียวอุคล่ะฮะ”
“เรียวอุคคงออกจากบ้านแล้ว แต่ไอ้คุณฮีชอลคงยังไม่ตื่น” ซองมินพูด ก่อนจะอธิบายให้กับอีกฝ่ายที่ทำหน้างงว่า “เมื่อคืนไอ้คุณฮีเมาเละ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก อย่างหมอนั่นไม่ต้องซ้อมมันก็ร้องได้สบายๆ อยู่แล้ว – เราเข้าไปหลังร้านก่อนมั้ยคยูฮยอน”
ซองมินพาคยูฮยอนเดินไปข้างหลังผับก่อนจะพาเข้าไปยังห้องเล็กๆ ที่จัดไว้ให้สำหรับวงดนตรีที่มาเล่นที่ผับแห่งนี้ เขาวางกีตาร์อันหนักอึ้งลงพิงกับกำแพงก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเก่าๆ มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตและหยิบไฟแช็คกับบุหรี่ออกมาจุดสูบทันทีตามความเคยชิน โดยลืมไปว่ามีอีกคนอยู่ในห้องนี้ด้วย
“ไม่ชอบเหรอ” ซองมินถามเมื่อเห็นเด็กหนุ่มทำสีหน้ารังเกียจ คยูฮยอนส่ายหน้าดิกก่อนจะตอบว่า
“ไม่ชอบ อย่าสูบเลยฮะ”
ซองมินคีบมวนบุหรี่ออกจากปากแต่ยังคงไม่ดับควัน “นายบอกเหตุผลที่ฉันไม่ควรสูบบุหรี่มาซิ ไม่เอาเหตุผลประเภททำให้สุขภาพเสียแบบที่ในตำรามันพูดๆ กันนะ”
เมื่อได้ยินซองมินพูดเช่นนั้น คยูฮยอนก็เริ่มกระวนกระวายเพราะไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาบอกให้อีกฝ่ายเลิกสูบบุหรี่ดี สาเหตุที่คยูฮยอนไม่อยากให้ซองมินสูบบุหรี่ก็เพราะว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่สายตาของเขากลับจับจ้องเพียงที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายซึ่งยังคงมีควันสีเทาที่เหลือค้างอยู่ในปอดลอยผ่านออกมา แล้วนั่นก็ทำให้คยูฮยอนตอบไปว่า
“ถ้าจูบกันแล้วจะเหม็นกลิ่นบุหรี่”
พระเจ้า...ใครสั่งใครสอนให้เด็กคนนี้พูดอย่างนี้ครับ ดูท่าทางเด็กหนุ่มไม่ได้คิดอะไรหรอกตอนที่พูดเหตุผลนั้นออกมา แต่ขอโทษ ซองมินคิด แล้วก็คิดมากเสียด้วย ยิ่งเมื่อเห็นริมฝีปากสวยนั้นเผยรอยยิ้มคล้ายๆ จะเย้ยหยันว่า ‘ผมหาเหตุผลได้แล้วนะ พี่จงเลิกสูบบุหรี่ซะดีๆ’ ซองมินก็ยิ่งใจสั่น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์นิโคตินในบุหรี่หรือเพราะฤทธิ์ของโจคยูฮยอนกันแน่...
“โอเค ฉันยอมแพ้” ซองมินดับบุหรี่และทิ้งมันไว้ในที่เขี่ยบนโต๊ะ
อยากสูบแค่ไหนก็จะไม่สูบ...จะไม่สูบอีกแล้วตลอดชีวิต
เพราะตอนนี้อยากจูบคนตรงหน้าแทบขาดใจ
มือหนาเอื้อมมือไปรั้งศีรษะของร่างบางให้โน้มชิดก่อนจะประกบริมฝีปากที่ยังคงมีกลิ่นบุหรี่จางๆ ทับลงไปบนกลีบปากสีกุหลาบ บดเบียดเคล้าคลึงอยู่เช่นนั้นมิได้เว้นจังหวะให้เด็กหนุ่มได้หายใจเลยแม้แต่น้อย คยูฮยอนที่ตอนแรกตกใจที่โดนจูบอย่างไม่ทันตั้งตัวดิ้นขัดขืนอยู่บ้าง แต่ไม่นานนักคยูฮยอนก็เคลิบเคลิ้มตามลีลารักช่ำชองที่อีกฝ่ายเป็นคนนำ
ลิ้นนุ่มค่อยๆ แทรกเข้าไปในโพรงปากร้อนของคยูฮยอนพร้อมกับกระหวัดเกี่ยวอย่างโหยหา ซองมินค่อยๆ รั้งร่างสูงขึ้นมานั่งคร่อมบนตักของตัวเองพร้อมกระชับอ้อมกอดไว้แน่น โดยยังคงเก็บเกี่ยวเอารสหวานละมุนแต่แฝงด้วยความรุ่มร้อนของอีกฝ่ายอย่างไม่สิ้นสุด และในที่สุดคยูฮยอนก็เริ่มจูบตอบกลับบ้าง แขนทั้งสองข้างยึดไหล่ของซองมินไว้เป็นหลัก
มือกีตาร์หนุ่มผละจากริมฝีปากของคยูฮยอนก่อนจะเริ่มพรมจูบไปทั่วใบหน้า ยิ่งเมื่อเห็นร่างบางพยายามเบือนหน้าหลบด้วยความขวยเขินซองมินก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง เพราะที่ผ่านมาเขาเจอแต่พวกช่ำชอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขากำลังมอบความรักให้กับคนที่ใสซื่อเช่นนี้
“ครั้งแรกเหรอคยูฮยอน”
“อะ...อื้อ”
“น่ารักจัง” เอ่ยปากชมเพียงสั้นๆ ซองมินก็ดันศีรษะอีกฝ่ายให้ก้มลงมารับสัมผัสร้อนอีกครั้ง ดูดดุนริมฝีปากอิ่มและกวาดควาญหาลิ้นอุ่นชื้นอยู่นานแสนนานจนทั้งสองคนแทบลืมหายใจ จนกระทั่งพวกเขาสองคนถูกขัดจังหวะด้วยผู้ที่เพิ่งมาถึง
“นี่ทำอะไรกันน่ะ!”
ร่างบางด้านบนสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ รีบผละออกจากร่างของอีซองมินที่หันไปมองคนที่ยืนอยู่ตรงบานประตูอย่างไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ อาการของอีซองมินดูจะตรงข้ามกับคยูฮยอนอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนี้เด็กหนุ่มเอาแต่ก้มหน้ามองพื้นไม่สบตาใคร ใบหน้าขาวแดงก่ำเพราะเขินอายที่ถูกเจอตอนกำลังจูบกับผู้ชายอีกคนหนึ่งในห้อง
และยิ่งคนที่มาเจอคือเพื่อนร่วมวงของผู้ชายที่เขาจูบด้วยแล้ว มันยิ่งน่าอายกว่าหลายเท่า...
“มึงเคาะประตูไม่เป็นเหรอวะเรียวอุค”
“ก็ใครจะไปรู้ว่าเปิดเข้ามาแล้วพวกมึงจะ...” เรียวอุคละไว้ในฐานที่ก็เข้าใจกันดีทั้งสามคน “...ไปเปิดห้องซักห้องไป”
“งั้นมึงก็เปิดให้กูหน่อยสิ” ซองมินประชด ก่อนจะสะกิดร่างสูงที่ยังคงนั่งนิ่งเพราะความอาย “คยูฮยอน นี่เรียวอุค ยังไม่เคยเจอกันใช่มั้ย”
“ไม่ต้องเรียกหรอกน่ะ เค้ากำลังเขินอยู่” คนตัวเล็กเอ่ย ไม่ถือสาอะไรที่คยูฮยอนไม่ทักทายเขาตามมารยาท เข้าใจดีกว่าคงอายเกินกว่าจะทำ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “แล้วฮีชอลยังไม่มาอีกเหรอวะ”
“แล้วมึงเห็นไอ้คุณฮีมั้ยล่ะ ไม่เห็นก็แปลว่าไม่อยู่ ทีไอ้ที่ไม่ควรจะเห็นน่ะเห็นจัง” ซองมินยังคงต่อปากต่อคำกับเรียวอุคต่อไปด้วยความคะนองปาก
“เออๆ ด่ากูจัง กูไปหาไรกินก่อนละ มึงจะทำอะไรต่อก็เชิญ...” ยังไม่ทันที่เรียวอุคจะพูดจบ คยูฮยอนก็ลุกขึ้น
“ผม...กลับก่อนนะฮะพี่ซองมิน พี่เรียวอุค” คยูฮยอนก้มศีรษะให้ทั้งสองคนก่อนจะเดินพรวดพราดออกไปจากห้องทันที แม้แต่ซองมินก็รั้งไว้ไม่ทัน เมื่อประตูห้องถูกปิดลง เรียวอุคก็หันไปทางซองมินก่อนจะเริ่มยิงคำถาม
“มึงไปเจอมาจากไหนเนี่ย”
“เพื่อนคิบอม คิบอมรุ่นน้องฮีชอล”
“รู้จักกันนานยัง?”
“ก็คุยๆกันมาเกือบเดือนแล้ว”
“มึงจริงจังป่ะ”
“ค่อนข้างจะ”
“มึงคิดดีแล้ว? มึงแน่ใจใช่มั้ยว่าคนนี้มึงจริงจัง”
“มึงเป็นแม่กูเหรอวะ” ซองมินเริ่มด่าเมื่อเห็นว่าเรียวอุคซักถามมากจนเกินไป แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าเครียดใส่ซองมิน
“ท่าทางใสซื่ออย่างนั้น มึงคิดดีแล้วเหรอวะซองมิน?” เรียวอุคถาม “ปกติแต่ละคนที่มึงคบเชี่ยวๆ ทั้งนั้นเลยนี่”
“ก็แล้วถ้ากูจะจริงจังกับคนใสซื่อบ้างไม่ได้รึไง”
“ไม่ได้พูดอย่างนั้นซักหน่อย กูแค่อยากจะเตือนมึงเท่านั้น” มือคีย์บอร์ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ชีวิตมึงมันไม่ได้ขาวสะอาดเลยนะซองมิน ยิ่งมึงหน้าตาดีอย่างนี้แล้ว มีคนมาเสนอตัวให้มึงถึงที่ตั้งหลายคน ที่ผ่านมามึงก็สนองไปซะเยอะนี่ จำไม่ได้รึไง”
ซองมินไม่ตอบคำถามนั้น และไม่เถียงอะไรเรียวอุคอีกเลยเพราะอีกฝ่ายพูดถูกเผง แม้ภาพลักษณ์ภายนอกซองมินจะเป็นผู้ชายดูดีเพราะหน้าตาน่ารักชวนมอง แต่ชีวิตจริงของซองมินไม่ได้ดูดีตามใบหน้า มันมีด้านมืดซ่อนอยู่มากมายนัก และเขาก็ยังไม่เคยเล่าให้คยูฮยอนฟังแม้แต่ครั้งเดียว
ตั้งแต่เขาเล่นดนตรีมาก็มักจะมีผู้หญิงหลายคนวนเวียนเข้ามาในชีวิตเขา เพราะอยู่ในช่วงวัยที่คึกคะนอง เมื่อมีคนมาเสนอเขาก็สนองไปโดยไม่ได้คิดอะไร พร้อมๆ กับที่เขาสั่งสมประสบการณ์ด้านนี้ ผู้หญิงบางคนที่เขาเคยนอนด้วยก็พาให้เขาไปสัมผัสกับอบายมุขต่างๆ มากมาย ทั้งเหล้าทั้งบุหรี่ ที่หนักที่สุดก็คือ ผู้หญิงอายุมากกว่าบางคนชักชวนให้เขาริเล่นยาเสียด้วยซ้ำ ซึ่งนับว่าเป็นโชคดีของซองมินที่ถึงแม้จะลองแล้วก็แข็งใจไม่ไปยุ่งกับมันอีก ถ้าไม่เช่นนั้นซองมินคงกลายเป็นพวกนักดนตรีขี้ยาไปเรียบร้อยแล้ว
“ถ้าในอนาคตมีคนมาเสนอให้มึงถึงที่ มึงจะปฏิเสธเขาได้มั้ย แทบทุกผับรู้จักมึงดี ผู้หญิงเที่ยวกลางคืนส่วนใหญ่อยากจะงาบมึงกันทั้งนั้น มึงจะทำยังไงให้เด็กคนนั้นเข้าใจ แล้วมึงจะทำยังไงไม่ให้เด็กคนนั้นแปดเปื้อนหรือเสียใจเพราะมายุ่งกับมึง”
“กูจัดการได้น่ะเรียวอุค กูจัดการได้...”
“ถ้ามึงมั่นใจอย่างนี้ก็ดี ที่กูพูดก็เพราะเป็นห่วง กูก็อยากเห็นมึงคบกับคนดีๆเหมือนกันนะ ยังดีกว่าไปคบพวกผู้หญิงเล่นยาพวกนั้น”
“เออ กูเข้าใจว่ามึงหมายความว่าไง...ขอบใจมึงด้วย”
“งั้นกูไปหาไรกินก่อนนะ ฮีชอลมาแล้วโทรเรียกกูด้วย”
ซองมินรับปากเพื่อน และเมื่อประตูห้องถูกปิดลงอีกครั้ง ตอนนี้ในห้องก็เหลือเขาเพียงคนเดียว ชายหนุ่มล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาก่อนจะกดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจ เมื่อสัญญาณรอสายถูกแทนที่ด้วยเสียงพูดของเจ้าของเบอร์ เขาก็กรอกเสียงหวานลงไป
“คยูฮยอน นายอยู่ไหนแล้ว”
“อยู่บนรถเมล์ฮะ กำลังจะกลับบ้าน”
“เมื่อกี้...ขอโทษนะ” ซองมินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ลืมล็อคประตู”
“ไม่เป็นไรฮะพี่ซองมิน...” คยูฮยอนพูดให้ซองมินสบายใจก่อนจะอธิบายต่อว่า “จริงๆ ผมไม่ได้ตั้งใจจะกลับบ้านนะฮะ แต่เมื่อกี้ตอนผมอยู่นอกร้าน ที่บ้านโทรมาพอดีบอกว่ามีธุระด่วนให้รีบกลับ”
“อ๋อ ไม่เป็นไร” มือกีตาร์หนุ่มเปลี่ยนประเด็น “คยูฮยอน ฉันขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ย?”
“ว่าไงฮะ?”
“ฉันอาจจะไม่ใช่...ไม่ใช่ผู้ชายที่ดีเท่าไหร่ นายก็รู้ว่าทำอาชีพนี้มันหลีกเลี่ยงอะไรแบบนั้นไม่ได้ – อะไรที่มากกว่าบุหรี่เยอะ...”
“ฮะ...ผมก็พอจะนึกภาพออก...”
ซองมินพูดต่อ “แต่ฉันอยากให้นายเชื่อฉันนะคยูฮยอน ฉันจะไม่ทำให้คนดีๆ อย่างนายต้องเสียเพราะฉัน... ฉันไม่รู้หรอกว่าฉันจะพิสูจน์ให้นายเห็นได้ยังไง ฉันคงทำได้แค่ขอให้นายเชื่อฉัน...”
ร่างหนาบนโซฟาใช้นิ้วเขี่ยวนไปมาบนขาของตัวเองขณะที่นึกว่าจะพูดอะไรกับคยูฮยอนต่อ “ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้มันจะเรียกว่ารักได้หรือยัง แต่นาย...นายเป็นคนเดียวที่ฉันจริงจังด้วยนะคยูฮยอน”
“อื้ม” คยูฮยอนตอบกลับมาสั้นๆ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “นี่ อยู่ๆ มาพูดอะไรแบบนี้ ผมเขินนะฮะพี่ซองมิน”
เออ...คนฟังได้ยินอะไรง่ายๆ แบบเมื่อกี้ก็เขินเหมือนกันแหละ คำพูดเรียบง่ายของคยูฮยอนทำเอาซองมินนั่งอมยิ้มอยู่คนเดียว ยิ่งคุยกับคยูฮยอนยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งได้ลิ้มลองกับความรักอันหอมหวาน ไม่ใช่ชายหนุ่มวัยเบญจเพสที่มีประสบการณ์โชกโชน
“วันนี้นายคงไม่ได้มาดูฉันแล้วใช่มั้ย”
“ฮะ ขอโทษด้วยจริงๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก เอาไว้วันหลังก็ได้นะ” ซองมินพูดอย่างอ่อนโยน “หาวันว่างไว้ด้วยล่ะ ฉันจะพาไปเที่ยว อยากไปเที่ยวไหนเป็นพิเศษมั้ย?”
“นึกไม่ออกฮะพี่ซองมิน...ไว้วันนั้นแล้วค่อยคิดก็ได้มั้งฮะ”
ซองมินกำลังอ้าปากจะพูดอะไรต่อ แต่เมื่อมองเห็นประตูห้องที่เปิดอ้าพร้อมกับร่างของเรียวอุคและฮีชอล ชายหนุ่มจึงตัดสินใจตัดบทและวางสายไป
“มองกูสายตาแบบนี้แปลว่ารู้แล้วสินะ”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย” ฮีชอลยักไหล่ “แต่กูคิดเหมือนเรียวอุคนะ เด็กนั่นใสเกิน ทำอะไรก็ระวังหน่อยแล้วกัน”
“ถ้ามึงจะมาบ่นยาวยืดมันเรียวอุคก็ไม่ต้องก็ได้นะ กูขี้เกียจฟัง”
“เออๆๆๆ ดุจริงเว้ย ไม่พูดแล้วก็ได้วะ ไปๆๆ ไปซ้อมกันได้ละ”
ซองมินลุกขึ้นยืนก่อนจะคว้ากีตาร์เดินตามฮีชอลและเรียวอุคไป คำพูดของเพื่อนทั้งสองคนตอกย้ำให้เขาระมัดระวังกับความสัมพันธ์กับคยูฮยอนมากขึ้น
นอกจากแผนการที่คยูฮยอนจะไปดูซองมินเล่นดนตรีครั้งแรกนับตั้งแต่เจอกันจะล้มเหลวไปเพราะคนน้องโดนเรียกตัวกลับแล้ว แม้แต่วันที่พวกเขาจะออกเดทกันครั้งแรกก็ยังมีอุปสรรคอีกด้วย พวกเขาตั้งใจว่าจะไปสวนสนุกกัน แต่ระหว่างนั่งรถเมล์ไปกลับเจอสายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก และไม่มีใครรอบคอบพอที่จะเตรียมร่มมาสักคัน ทั้งสองคนจึงตกลงกันว่าควรจะล้มเลิกแผนการเที่ยวนี้เสียและไปหาที่ฆ่าเวลาระหว่างรอฝนหยุด และบังเอิญว่าสถานที่ที่ใกล้ที่สุดของห้องของซองมิน พวกเขาจึงลงจากรถเมล์และฝ่าฝนเดินไปขึ้นรถเมล์อีกสายไปที่อพาร์ตเมนท์ของซองมินแทน
พวกเขามาถึงในสภาพที่ไม่แย่มากนัก ผมและเสื้อผ้าไม่ถึงกับเปียกชุ่ม นอกจากจะรอให้ฝนหยุดแล้ว คยูฮยอนก็เลยถือโอกาสรอให้เสื้อผ้าแห้งกว่าเดิมด้วย
ห้องของซองมินถึงจะค่อนข้างเล็กแต่ก็ดูสะอาดเรียบร้อยกว่าที่คยูฮยอนคิด จุดเดียวที่ค่อนข้างรกคือโต๊ะตัวเตี้ยที่วางอยู่ตรงหน้าโทรทัศน์ บนนั้นมีทั้งกระป๋องเบียร์ ที่เขี่ยบุหรี่ หนังสือพิมพ์ และเศษกระดาษที่คาดว่าคงเป็นคอร์ดกีตาร์ที่เจ้าของห้องเป็นคนเขียนมันขึ้นมาตอนแต่งเพลงหรือแกะเพลง อีกส่วนหนึ่งของห้องอีกใช้เป็นที่ทำครัว ซึ่งประตูเล็กๆ ในมุมลึกสุดนั้นเป็นประตูห้องน้ำนั่นเอง เด็กหนุ่มถามว่าซองมินนอนที่ไหน ซึ่งคำตอบของเขาคือการชี้นิ้วไปยังโซฟาตัวเดียวที่อยู่หลังโต๊ะตัวเตี้ยรกๆ นั่น บนที่วางแขนฝั่งหนึ่งของโซฟามีหมอนใบใหญ่ใบหนึ่งวางอยู่ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีผ้าห่มหนาๆ ที่ถูกพับกองไว้ลวกๆ
“เห็นมั้ยว่าเลิกสูบแล้ว” ซองมินบุ้ยใบ้ให้คยูฮยอนสังเกตที่เขี่ยบุหรี่ที่ว่างเปล่าและสะอาดสะอ้าน “เลิกก็ดีแล้วนี่”
“ขอบคุณนะ” ชายหนุ่มโอบกอดคยูฮยอนจากด้านหลัง เกยคางไว้ที่ไหล่ของร่างบาง
“ไม่ใช่เพราะผมสักหน่อย เพราะพี่ซองมินเลิกได้เองต่างหาก”
“ก็เลิกได้เพราะนายไง” พูดเสร็จซองมินก็ดันให้คยูฮยอนนั่งลงบนโซฟาก่อนจะไปรินน้ำมาให้ ก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มนั่งพูดคุยกัน แน่นอนว่าคนที่ชวนคุยยังคงเป็นซองมิน
“เออ คยูฮยอน” ซองมินพูดขึ้นหลังจากทั้งคู่คุยกันไปได้สักพัก “วันปีใหม่น่ะ นายต้องไปไหนกับครอบครัวมั้ย?”
“ปกติก็ไปเที่ยวทุกปี แต่บางปีก็ไม่ไปนะฮะ ปีนี้ยังไม่รู้เหมือนกัน”
ซองมินหน้าเจื่อนไปนิดๆ ด้วยความผิดหวังแต่ก็พยายามคุมสีหน้าไม่ให้แสดงออกมากนัก “ไม่มีอะไรหรอก เห็นว่าเป็นปีใหม่เลยอยากฉลองด้วยกันเฉยๆ ถ้านายว่างก็บอกพี่ด้วยแล้วกัน”
“ต้องวันที่ 1 มกราเลยเหรอพี่ซองมิน วันที่ 31 ไม่ได้เหรอ?”
“ไม่ได้ ต้องวันที่ 1”
“ทำไมล่ะ?”
“วันที่ 1 วันเกิดฉัน”
“อ๋อ มิน่า...” ทันทีที่รู้ว่าซองมินเกิดวันปีใหม่ คยูฮยอนก็ตั้งใจว่ายังไงก็ต้องอยู่ฉลองกับซองมินให้ได้แน่นอนในวันนั้น แต่เจ้าตัวกลับเอ่ยแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า “...ถ้าผมว่างก็จะไปแล้วกันนะครับ”
ตอนนั้นเองที่ทั้งสองคนก็เริ่มรู้สึกว่าเสียงฝนที่สาดอยู่ภายนอกค่อยๆ เบาลงเรื่อยๆ จนเริ่มเงียบลงในที่สุด คยูฮยอนมองท้องฟ้าข้างนอกผ่านหน้าต่างบานเกล็ด
“เหมือนฝนจะหยุดตกแล้วนะพี่ซองมิน”
“งั้นเหรอ จะกลับรึยังล่ะ?”
“จะกลับแล้วฮะ พี่ซองมินไม่ต้องไปส่งก็ได้” ร่างบางเอื้อมมือไปคว้ากระเป๋าที่วางไว้ข้างโซฟาและกำลังจะผละออกจากที่นั่ง แต่มือหนาของซองมินกลับฉุดรั้งคยูฮยอนเอาไว้
“เดี๋ยวสิ”
ซองมินเชยคางของคนอายุน้อยกว่าขึ้นมาก่อนจะโน้มลงไปประทับจุมพิตที่กลีบปากสีกุหลาบ แม้จะเป็นครั้งที่สองแล้วแต่เด็กหนุ่มก็ยังไม่คุ้นชินกับสัมผัสที่ได้รับ ร่างบางหลับตาพริ้มขณะที่ซองมินขบเม้มริมฝีปากล่างเบาๆ ก่อนจะถูกคนตัวหนาโอบกอดไว้อย่างแนบชิด จมูกสวยเริ่มซุกไซ้ไปตามลำคอระหง สูดกลิ่นหอมจากร่างกายคยูฮยอนพร้อมฝากฝังร่องรอยแห่งความเป็นเจ้าของเอาไว้ มือกร้านที่ปกติจับแต่กีตาร์เริ่มลูบไล้ไปตามร่างเพรียวระหงชวนหลงใหลและกำลังเลื่อนต่ำลงไปกว่านั้น แต่จู่ๆ คยูฮยอนกลับผลักอกของซองมินออกห่างจากร่าง ใบหน้าหล่อเหลาเบือนหนีไม่ใช่แค่เพราะความเขินอายอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความกลัวบวกกับความไม่พร้อมด้วย
“ไว้วันหลังได้มั้ยฮะพี่ซองมิน” คยูฮยอนพูดเสียงสั่นเครือ น้ำเสียงเจือความรู้สึกผิดเอาไว้ “ผมยังไม่...”
ซองมินยกมือขึ้นลูบเรือนผมนุ่มของอีกฝ่ายก่อนจะพูดปลอบว่า “ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ ฉัน...ฉันใจร้อนไปเองแหละ ขอโทษ...”
“ถ้างั้นผมกลับก่อนนะฮะพี่ซองมิน” ร่างสูงผุดขึ้นก่อนจะเดินออกจากห้องของซองมินไป
แม้ว่าคยูฮยอนจะออกไปแล้ว แต่กลิ่นอายจางๆ จากร่างสวยนั้นยังคงลอยวนเวียนอยู่ในห้องแคบๆ นั้น ชายหนุ่มแปลกใจที่เขาควบคุมตนเองไม่อยู่เมื่อได้อยู่ใกล้ชิดเด็กคนนั้น ทั้งที่ตอนรู้จักกันเป็นคยูฮยอนแท้ๆ ที่หลงใหลในตัวเขา แต่ตอนนี้กลับเป็นเขาเองที่หลงใหลอีกฝ่ายจนถอนตัวไม่ขึ้น ทุกส่วนในร่างกายของคยูฮยอนคล้ายจะเรียกร้องให้ซองมินพุ่งปรี่เข้าไปสัมผัสและครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นดวงตากลมโตสีดำสนิทที่ฉายแววไร้เดียงสาออกมา จมูกโด่งสวยได้รูป ผิวขาวละมุนที่ตัดกับคิ้วเข้มพาดเหนือดวงตาทั้งสองข้างและริมฝีปากอิ่มสีสดที่มักจะคลี่ยิ้มอย่างเขินอาย จนถึงเรือนผมสั้นสีน้ำตาลเข้มที่เจ้าตัวมักจะเผลอเอื้อมมือไปขยี้ให้ไม่เป็นทรงอยู่บ่อยๆ และที่ทำร้ายซองมินมากที่สุดก็คือเสียงทุ้มนุ่มของคยูฮยอนที่เรียกชื่อเขา...
รัก...ซองมินรักคยูฮยอนจนไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป
แม้ว่ามือของเขาจะสกปรกเกินกว่าจะสัมผัสคยูฮยอนได้อย่างที่เรียวอุคและฮีชอลพูดก็ตาม...
“ฮะ... พอดีผมต้องไปเที่ยวกับครอบครัวน่ะฮะ พวกเขาอยากจะฉลองที่ผมจะเข้ามหา’ลัยด้วย...” คยูฮยอนทำเสียงอ่อยใส่โทรศัพท์ “ขอโทษนะฮะพี่ซองมิน วันเกิดพี่แท้ๆ เลยเชียว”
แน่นอนว่าเพราะวัยที่มากกว่า อีซองมินไม่สามารถทำตัวเหมือนเด็กๆ แล้วโวยวายที่คยูฮยอนเบี้ยวนัดในวันเกิด ได้แต่พูดปัดว่าไม่ถือสาอะไรที่คยูฮยอนไม่ได้มาฉลองด้วยกัน แต่ถึงแม้เสียงจะอู้อี้เพราะผ่านลำโพงโทรศัพท์ คยูฮยอนก็จับความผิดหวังที่ซ่อนอยู่ในเสียงของซองมินซึ่งเจ้าตัวพยายามไม่แสดงออกมาได้
คนน้องเองก็พยายามไม่แสดงออกเช่นกันว่ากำลังยิ้มกว้างอย่างภูมิใจในแผนของตัวเอง
ขณะที่มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ชิดแนบหู มือของคยูฮยอนก็กำลังลูบไปมาบนกล่องสีขาวที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า ภายในมีสายสะพายกีตาร์หนังสีดำใหม่เอี่ยมที่คยูฮยอนเพิ่งไปซื้อมาจากร้านกีตาร์สดๆ ร้อนๆ
ทันทีที่รู้ว่าซองมินมีแผนจะนัดฉลองกับตนในวันปีใหม่ คยูฮยอนก็หาข้ออ้างไม่ไปเที่ยวกับครอบครัวทันที เขาบอกไปว่าในช่วงปีใหม่อยากอยู่แต่ที่บ้าน อยากใช้วันหยุดให้คุ้มก่อนจะต้องไปเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งพ่อและแม่ก็เลยไม่ว่าอะไร ดีเสียอีกไม่ต้องเก็บของไปเที่ยวไหน และเขาต้องการจะเซอร์ไพรส์ซองมินในวันนั้นด้วยการโผล่ไปปรากฏตัวที่ร้านที่ซองมินจะต้องไปเล่นดนตรีในคืนนั้นตามที่เจ้าตัวบอกไว้ตั้งแต่แรก
“ถ้างั้นพี่ซองมินค่อยเอาของขวัญหลังปีใหม่แล้วกันนะฮะ”
กล่าวเสร็จก็ล่ำลากันเล็กน้อยก่อนจะกดตัดสาย จากนั้นไม่นานก็มีเสียงตะโกนเรียกลงมาจากด้านล่าง เด็กหนุ่มลุกไปเปิดประตูแล้วพบว่าคิมคิบอมมาหาถึงบ้านและกำลังนั่งอยู่ข้างล่างกับพ่อแม่เขา เจ้าของห้องเลยลงไปลากเพื่อนรักขึ้นมาข้างบน
“มาหากูถึงนี่มีไรเนี่ย?”
“ทำไม ไม่มาไม่ได้เหรอ บ้านมึงเป็นวังหรือไง” คิบอมสอดส่ายตามองไปรอบๆ ห้อง ซึ่งเขาก็แวะมานั่งเล่นที่นี่บ้างเป็นระยะๆ ห้องของคยูฮยอนก็ยังเหมือนเดิม มีเตียงที่ตอนนี้เขากำลังใช้เป็นที่นั่งอยู่ ชั้นหนังสือซึ่งถูกอัดแน่นด้วยการ์ตูนมากกว่าหนังสืออ่านเล่น และโต๊ะคอมพิวเตอร์ซึ่งตอนนี้มีวัตถุแปลกตาที่คิบอมไม่เคยเห็นมาก่อน
“กล่องอะไรวะ”
ยังไม่ทันที่คยูฮยอนจะหาคำโกหกได้ทัน คิบอมก็ลุกไปที่โต๊ะและเปิดฝากล่องออกเสียแล้ว
“มึงซื้อสายกีตาร์ให้ใครเนี่ย?” คิบอมถามอย่างประหลาดใจ เพราะรู้จักกันมาสามปี ถ้าเห็นคยูฮยอนเล่นดนตรีนับว่าเป็นอะไรที่ประหลาดมากพอแล้ว ซื้อสายกีตาร์มาเก็บไว้อย่างนี้มันแปลกพอๆ กับดวงอาทิตย์มาวิ่งโคจรรอบโลกอย่างนั้น
“ช่างเหอะน่า” คยูฮยอนฉวยกล่องออกจากมือเพื่อนและวางลงเหมือนเดิม
“ซื้อให้แฟนเหรอ?”
คิบอมแกล้งถามเล่นๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเลิ่กลั่กของอีกฝ่ายแล้วก็กลับเป็นฝ่ายตกใจเสียเอง
“นี่มึงมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”
“ไม่ใช่แฟน...”
“ไม่ใช่แฟนแล้วทำไมหน้าแดง”
“แล้วมึงจะรู้ไปทำไม”
“ก็กูอยากรู้” คิบอมยุติการต่อปากต่อคำกับคยูฮยอนด้วยการสวนทันทีว่า “มึงบอกมาเลยดีกว่าว่ามึงซื้อให้ใคร?”
“เออๆๆ กูซื้อให้พี่ซองมิน”
“ซองมินไหน?” ร่างสูงเอ่ยถามไปทันที แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามีคนรู้จักอยู่หนึ่งคนที่ชื่อซองมิน และซองมินคนนี้ก็เล่นกีตาร์ด้วย เขาก็อ้าปากค้าง “มึงอย่าบอกนะว่าพี่ซองมินที่อยู่วงพี่ฮีชอลน่ะ”
“ก็แล้วซองมินไหนอีกล่ะ” ร่างบางบุ้ยปาก พวงแก้มเริ่มมีสีเลือดนิดๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าตกใจที่ค้างนานเป็นพิเศษของอีกฝ่าย คยูฮยอนก็เริ่มรำคาญ “แล้วมึงจะตกใจห่าอะไรนักหนาเนี่ย มึงก็เคยคบผู้ชายไม่ใช่รึไง?”
“ไม่ใช่ กูไม่ได้ตกใจเรื่องนั้น” คิบอมปฎิเสธ “คบกับคนอย่างพี่ซองมินน่ะมึงแน่ใจแล้วเหรอ?”
น้ำเสียงของคิบอมดูจริงจังเกินกว่าจะเป็นการล้อเล่นจนคยูฮยอนเองก็เริ่มเอะใจ
“มึงพูดงี้มึงหมายความว่าไง”
“กูคุยกับพี่ฮีชอลบ่อยๆ กูรู้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันยังไง พี่ซองมินน่ะไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์แบบที่หน้าตาเขาเป็นหรอกนะ”
“กูก็ไม่ได้หวังให้พี่เขาบริสุทธิ์ผุดผ่องสักหน่อย ขนาดมึงอายุก็เท่าๆ กูยังเคยแล้วเลย ทำไมพี่ซองมินจะไม่เคย”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” คิบอมส่ายหน้าเมื่อเห็นว่าเพื่อนหลงประเด็น “อะ กูเอาตรงๆ เลยก็ได้ มึงรู้มั้ยว่าก่อนที่เขาจะมาเจอกับมึงเขาผ่านผู้หญิงมากี่คน แล้วผู้หญิงพวกนั้นน่ะเป็นใครมาจากไหนบ้าง”
คยูฮยอนเม้มริมฝีปากอิ่มแน่นก่อนจะส่ายหน้า
“แล้วมึงรู้มั้ยว่าพี่ซองมินเคยเล่นยา”
เด็กหนุ่มเบิกตาโพลงด้วยความตระหนกนิดๆ แต่ก็ส่ายหน้าเหมือนเดิม
“กูเป็นใครก็ไม่รู้ แต่กูเสือกรู้ มึงเป็นแฟนเขา แต่มึงไม่รู้ กูบอกแล้วคยู มึงยังไม่รู้จักเขาดีพอ”
ร่างบางตวัดสายตาไปที่กล่องของขวัญบนโต๊ะ ก้มหน้าลงกับพื้น ที่คิบอมพูดมันก็ถูก ช่วงเวลาแค่เดือนกว่าๆ มันสั้นมากสำหรับการที่จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของใครสักคน ยิ่งซองมินเลือกที่จะแสดงแต่ด้านสว่างให้เขาเห็นและเลี่ยงกล่าวถึงด้านมืดของเขา คยูฮยอนก็ยิ่งไม่ได้รู้จักซองมินจริงๆ เลย
สิ่งที่ซองมินมอบให้เขาคือคำว่าขอให้เชื่อ...ขอให้คยูฮยอนเชื่อว่าซองมินจะไม่ทำให้เขาเสียใจหรือแปดเปื้อน
“กูไม่ได้จะยุให้พวกมึงเลิกกันหรอกนะ พี่ซองมินไม่ใช่คนดีเลิศ แต่ก็ไม่ใช่คนเลวชาติชั่วจนกูไม่อยากให้คบกับมึง กูแค่เตือนให้มึงเผื่อๆ ใจเอาไว้บ้างว่าเขาอาจจะไม่ใช่อย่างที่มึงคิด”
คยูฮยอนพยักหน้ารับฟังคำพูดเพื่อนแต่ก็ไม่เอ่ยเอื้อนอะไรออกมาอีก ในใจนึกคิดว่าเขาจะต้องเผื่อใจกับซองมินไว้มากเท่าไหร่กัน?
ด้านที่ไม่เคยเปิดเผยให้ได้เห็นของซองมินมันจะแย่สักเพียงไหนกันนะ?