[SF] Imperfection is Perfect (KYUMIN)
posted on 09 Dec 2011 04:21 by smile-sneezes directory FictionTitle: Imperfection is Perfect
Author: smilesneezes
Pairing: Kyuhyun x Sungmin
Note: เรื่องนี้เขียนออกมาอย่างอึนๆ มึนๆ พล็อตและการดำเนินเรื่องเลยอึนๆ มึนๆ ตามจนตอนแรกไม่กล้าเอาลง 555 แต่พอมาอ่านอีกรอบหลังจากทิ้งไว้มานานก็เห็นว่ามันก็โอเคแล้ว เลยตัดสินใจนำมาลงโดยไม่ได้รีไรท์ค่ะ :)
แสงแดดที่ส่องลอดผ่านกระจกหน้าต่างและผ้าม่านผืนบางปลุกให้ชายหนุ่มบนเตียงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย กระพริบตาถี่ๆ จนคุ้นชินกับแสงสว่างแล้วจึงค่อยๆ หยัดกายขึ้น มองไปรอบตัวจึงพบว่านี่ไม่ใช่ห้องที่คุ้นตา ห้องของซองมินไม่ใหญ่แบบนี้ หน้าต่างบานไม่โตเท่านี้ มิหนำซ้ำตอนนี้แม้จะมีผ้าห่มคลุมท่อนล่างไว้ แต่เขากำลังเปลือยอยู่ทั้งตัว ไม่ต่างอะไรกับร่างสูงที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ
อีซองมินตาสว่างและนึกออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน
สิ่งที่เคืองใจซองมินที่สุดตอนนี้คือสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนตรงหน้า
ตามประสานายแบบที่ทำงานไม่เป็นเวลา กว่าโจคยูฮยอนจะเสด็จตื่นได้ซองมินต้องเสียแรงปลุกอยู่หลายนาทีจนเกือบถอดใจยอมแพ้และปล่อยให้เจ้าตัวนอนต่อ กว่าจะเสด็จไปอาบน้ำ แปรงฟัน ประทินโฉมด้วยครีมบำรุงผิวหลากหลายชนิด ฉีดน้ำหอม ใช้เวลาเลือกเสื้อผ้าอย่างถี่ถ้วนแม้ว่าวันนี้จะอยู่แต่ที่บ้าน ซองมินที่ทำทุกอย่างเสร็จภายในครึ่งชั่วโมงนิดๆ โดยใช้ห้องน้ำชั้นล่างของบ้านคยูฮยอนก็นั่งแกร่วรออยู่ที่โต๊ะอาหารเป็นเวลานานแสนนาน แถมพอมาถึงโต๊ะคนตัวสูงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่แม้แต่จะกล่าวคำทักทาย มือเรียวคว้านมสดและขนมปังสองแผ่นจากในตู้เย็น จับใส่ลงเครื่องปิ้งขนมปัง และนั่งรอให้เครื่องดีดขนมปังร้อนๆ ออกมาอย่างไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
ตอนนี้คยูฮยอนไม่แม้แต่จะถามซองมินด้วยซ้ำว่าเป็นอะไรทำไมทำหน้างอแบบนี้ จนซองมินนึกอยากจะมอมไวน์ให้คยูฮยอนอีกครั้งเผื่อจะพอมีความเป็นห่วงเป็นใยขึ้นมากับเขาบ้าง คยูฮยอนตอนเมาๆ กรึ่มๆ นี่ช่างเป็นคนละคนกับโจคยูฮยอนตอนที่เป็นนายแบบชื่อดังเสียจริง!
สุดท้ายซองมินก็เป็นฝ่ายทนกับความเงียบและความอึดอัดใจไม่ได้ "นายจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ"
“ผมต้องพูดอะไรด้วยเหรอครับ" ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและแววตาสงสัย
“เรื่องเมื่อคืน นายคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาหรือไง"
พอดีกับที่ขนมปังออกมาจากเครื่อง คยูฮยอนหยิบทั้งสองแผ่นออกมาวางไว้บนจานกระเบื้องสีขาวตรงหน้า หยิบเนยและแยมสตรวอ์เบอร์รี่มาทาลงบนทั้งสองแผ่น กัดเข้าไปคำหนึ่งก่อนจะตอบซองมินด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเยาะนิดๆ ว่า "ถ้าผมบอกว่าสำหรับผม มันเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเวลาไปเดทแล้วก็ไปดูหนังกัน คุณจะลุกจากเก้าอี้แล้วมาต่อยหน้าผมไหม?”
“แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับฉันนะ!”
“พูดเป็นสาวน้อยวัยสิบหกถูกเปิดบริสุทธิ์ไปได้คุณ อย่ามาทำเป็นไม่เคย"
ใบหน้าของซองมินซับสีเลือดขึ้นมาจางๆ เขินอายด้วยก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่มากกว่าคืออารมณ์โกรธขึ้ง ก็ถูกอย่างที่คยูฮยอนว่าที่เซ็กส์เมื่อคืนไม่ใช่ครั้งแรกของเขา จากปฎิกิริยาของซองมินเมื่อคืน...คยูฮยอนก็น่าจะดูออก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคยูฮยอนจะทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยถ้ามันเป็นเพียงแค่ One Night Stand ที่ไม่ได้ตั้งใจ...ก็ช่วยรู้สึกอะไรบ้างนิดหนึ่งก็ยังดี
ทว่าเมื่อเห็นซองมินหน้าเสียไปเล็กน้อย จึงรู้ตัวว่าเผลอพูดแรงไป ปรับน้ำเสียงใหม่ให้ดีขึ้นนิดหนึ่งและพูดต่อว่า “ผมเมา คุณก็เมา...ระหว่างเรามันจะมีอะไรมากกว่านั้นด้วยเหรอครับ?”
คำถามของคยูฮยอนกระแทกใจซองมินอย่างรุนแรง ถูกตามที่คยูฮยอนพูดทุกถ้อยคำ เรื่องเมื่อคืนมันเกิดขึ้นเพราะสติของพวกเขาทั้งคู่หายไป การกระทำเมื่อคืนเป็นเพียงแค่การตอบสนองความต้องการทางกายที่คุกรุ่นขึ้นในร่างของแต่ละคน เมื่อร้อนรุ่ม เมื่ออึดอัด อยากสัมผัส ...ก็หาทางระบายและปลดปล่อยกันก็เท่านั้น ถึงคยูฮยอนจะเป็นคนเริ่มก็เถอะ...
อาจจะมีเขาแค่เพียงฝ่ายเดียวที่รู้สึกอะไรบ้าง...แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อย
“ผมขอโทษถ้านี่มันอาจทำให้คุณรู้สึกแย่ แต่เซ็กส์แบบนี้เป็นเรื่องปกติของผม ลองไปสุ่มถามนายแบบซักคนที่เคยขึ้นปกให้เอพลัสสิว่าเขาเคยนอนกับผมไหม ผมเชื่อว่าต้องมีสักคนที่ตอบว่าเคย แล้วอีกอย่าง คุณเป็นผู้ชาย เมื่อคืนเราก็ป้องกันด้วย มันไม่ได้เสียหายอะไร เราต่างก็มีความสุขกันทั้งคู่"
คยูฮยอนพูดออกมายาวเหยียด ก่อนจะตบท้ายด้วยประโยคสำคัญ
"อีกอย่าง ผมก็ไม่ได้รักคุณ คุณก็ไม่ได้รักผม เราไม่ได้รักกันอยู่แล้วถูกไหม...?"
.
.
โจคยูฮยอนกับอีซองมินไม่เคยรักกันมาก่อนหน้านี้
ความรู้สึกของซองมินที่มีต่อคยูฮยอนคือติดลบเสียด้วยซ้ำ ตอนที่คิมฮเยจู บรรณาธิการวัยสามสิบต้นๆ ของนิตยสารเอพลัสบอกเขาว่าจะเชิญนายแบบหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงอย่างโจคยูฮยอนมาขึ้นปกพร้อมสกู๊ปสัมภาษณ์พิเศษเจาะลึก สิ่งแรกที่ซองมินทำทันทีที่รู้คือ คัดค้าน
'เจ๊จะเอาเขามาขึ้นปกเราทำไมเนี่ย ไม่เห็นเหรอข่าวฉาวโฉ่เขาเยอะแยะ เคยเข้าเว็บเนเวอร์ดู Top Search กับเขาบ้างไหมว่ามันมีแต่ชื่อไอ้หมอนี่ เสียภาพลักษณ์นิตยสารเราเปล่าๆ แถมตัวก็ผอมแห้งแบบนั้น คงจะถ่ายออกมาสวยหรอก' จริงๆ ซองมินก็ไม่ได้นิยมถ่ายนายแบบหุ่นล่ำบึ้กปานนั้น แต่ถ้าจะค้านก็ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาค้าน
'ฉันเข้า แกนั่นแหละ ไม่คิดอยากจะให้ชื่อ "เอพลัส" ขึ้น Top Search คู่กับ "โจคยูฮยอน" หรือยังไง ที่ฉันเชิญมาขึ้นปกพร้อมมีสัมภาษณ์เจาะลึกก็เพราะเขากำลังดังนี่แหละ ขืนให้มีเล่มอื่นชิงตัดหน้าไปก่อนก็แย่สิ' ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีอ่อนของบรรณาธิการสาวขยับพูดเสียงดัง 'ส่วนเรื่องหุ่น เดี๋ยวนี้เทรนด์นายแบบตัวผอมๆ สูงๆ กำลังมาแรงย่ะ! ดูน่าทะนุถนอมดีออก แล้วถ้าถ่ายออกมาดูไม่ดี โจคยูฮยอนเขาจะดังได้ขนาดนี้หรือไง จริงไหม!'
แม้จะอยากเถียงสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องยอมรับว่าคิมฮเยจูพูดถูก รูปร่างของคยูฮยอนอาจจะค่อนข้างผอมไปสำหรับการเป็นนายแบบ คือถ่ายออกมาแล้วก็ไม่ได้ดูหล่อเหลาปานเทพบุตรกรีก หรือมีแผงอกกว้างที่สาวๆ ทั่วกรุงโซลอยากจะโผเข้าไปซบอะไรแบบนั้น แต่คยูฮยอนก็สามารถทำให้เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่สวมอยู่นั้นดูดีขึ้นมาได้ทันตา อีกข้อหนึ่งคือ ใบหน้าที่ประกอบไปด้วยดวงตาคมสีเข้ม จมูกโด่ง พร้อมริมฝีปากได้รูปสวยนั้นช่างมีเสน่ห์ชวนมอง จนไม่ว่าใครก็ตามที่ได้พบเห็นก็ต้องวกหันกลับมามองอย่างพินิจอีกครั้งหนึ่ง
โจคยูฮยอนเคยเป็นนายแบบให้กับแบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นสองสามยี่ห้อ มีงานถ่ายแบบลงนิตยสารสำหรับวัยรุ่นอยู่สองสามปก แม้จะหน้าตาดีจนสะดุดตา มีคนโพสรูปของเขาลงตามอินเตอร์เน็ตบ้าง แต่ก็ไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตกอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ไปเป็นนายแบบโฆษณาภาพนิ่งของน้ำดื่มยี่ห้อหนึ่ง ในภาพโฆษณาซึ่งเป็นภาพขาวดำนั้น คยูฮยอนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่ง ปลดกระดุมเม็ดบนสองเม็ด ยืนพิงเคานท์เตอร์ห้องครัวและยกขวดน้ำเปล่ายี่ห้อนั้นขึ้นดื่ม... เป็นโฆษณาที่ไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากมายนอกจากการทำเป็นสีขาวดำเพื่อให้ดูคลาสสิกสะดุดตา แต่ปรากฏว่านายแบบดันออกมาโคตรดูดีและเป็นที่จดจำมากกว่าน้ำดื่มยี่ห้อนั้นเสียเอง
ที่จริงแล้วในฐานะช่างภาพของนิตยสาร เขาก็ต้องติดตามข่าวคราวของนายแบบหน้าใหม่ๆ ไว้บ้าง และก็รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวดี แต่ก็เป็นเพราะได้รับรู้เรื่องราวฉาวโฉ่มากมายของคยูฮยอนด้วย ที่ทำให้เขาสร้างอคติกับเด็กหนุ่มคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือเรื่องนิสัยไม่ตรงต่อเวลาจนผู้ว่าจ้างเอือมทั้งที่เพิ่งดังได้ไม่นาน นิสัยโวยวายเรื่องมากเอาแต่ใจตามประสาคนดัง ข่าวความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้จัดการตัวเอง รวมไปถึงกับนายแบบรุ่นพี่คนอื่นๆ ในวงการ บางข่าวซองมินก็ว่าจริง บางข่าวซองมินก็ว่าไม่จริง แต่ที่แน่ๆ คือเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าคยูฮยอนก็แค่เด็กไม่ดีที่บังเอิญหน้าตาดีสวนทางกับพฤติกรรม
ฮเยจูเล่าว่าตัวผู้จัดการที่ชื่ออีฮยอกแจนั้นก็ท่าทางนอบน้อมดี คุยงานง่าย เป็นตัวนายแบบเองมากกว่าที่คงนิสัยเสียจนแม้แต่ผู้จัดการก็กำราบไม่ค่อยได้ และ 'นิสัยเสีย' ของคยูฮยอนก็ประจักษ์ขึ้นมาทันทีในวันที่เขาต้องเดินทางมาที่สตูดิโอของสำนักพิมพ์เพื่อถ่ายปกนิตยสาร
คยูฮยอนมาถึงพร้อมผู้จัดการสายจากเวลานัดไปครึ่งชั่วโมงนิดๆ ฮยอกแจเดินเข้ามาพร้อมโค้งตัวลงเสียต่ำ พูดขอโทษซ้ำไปซ้ำมาจนซองมินที่อารมณ์ไม่ดีและทำท่าจะตะโกนต่อว่าผู้จัดการถึงกับไม่กล้าพูดอะไรออกมา ส่วนตัวต้นเหตุที่ทำให้คนอื่นต้องเสียเวลาคอยนั้นกลับแค่พูดขอโทษด้วยเสียงนิ่งๆ ไม่มีความรู้สึกผิดเจืออยู่ในน้ำเสียงเลยสักนิด กราฟความประทับใจดิ่งลงเหวจนซองมินอยากจะเดินออกจากสตูดิโอ
พอเจ้าตัวนั่งนิ่งๆ ให้แต่งหน้าทำผมแต่โดยดีไม่เรื่องมาก อารมณ์ที่ขุ่นมัวลงของทีมงานทุกคนก็พอจะดีขึ้นมาบ้าง จนกระทั่งทีมงานคนหนึ่งไปเอาน้ำดื่มมาให้ฮยอกแจกับคยูฮยอน...
'มีน้ำแร่ไหมครับ? ปกติผมดื่มแต่น้ำแร่ แต่ถ้าไม่มีก็...'
'ไม่มี! ดื่มๆ ไปเถอะมันก็น้ำเหมือนกัน' ซองมินที่ยืนอยู่ไม่ห่างนักพูดออกมาทันที
คยูฮยอนยักไหล่ แกะพลาสติกที่หุ้มฝาขวดน้ำออก 'ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็แค่ถามดูว่ามีไหม ไม่มีผมดื่มนี่ก็ได้ไง'
ที่จริงพื้นฐานคยูฮยอนก็หน้าตาดีอยู่แล้ว ขนาดตอนที่เพิ่งเข้ามาในสตูดิโอ ยังไม่ทันพาเข้าไปห้องแต่งหน้าทำผม ใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอางก็ยังจัดว่าดูดี แต่พอยิ่งเสริมแต่งด้วยเครื่องสำอางก็ยิ่งดูดีขึ้นจนแม้แต่ซองมินก็ยังอดใจไม่ไหวต้องไปยืนมองใกล้ๆ ในหัวพยายามนึกภาพและการจัดวางท่าให้กับนายแบบหนุ่มไปด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะออกมาดูดีที่สุดและตรงตามคอนเซปต์ที่กองบรรณาธิการวางเอาไว้
เปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งหน้าเรียบร้อย อีซองมินและโจคยูฮยอนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป ช่างภาพหนุ่มต้องยอมรับว่าโจคยูฮยอนดูดีมากเมื่ออยู่หน้ากล้อง การโพสท่าค่อนข้างเป็นธรรมชาติและดูเป็นมืออาชีพ ไม่เก้กัง ไม่ต้องเสียเวลาคิดท่าให้มากนัก ดวงตาคมทั้งสองข้างมองกล้องมาอย่างมั่นใจ ดูไม่เคอะเขิน หากก็สื่ออารมณ์ออกมาได้เหมือนกัน คยูฮยอนทำให้ซองมินรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการเก็บภาพของเจ้าตัว จนอารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้านี้เริ่มจางหายไปบ้าง
'รูปสุดท้ายแล้ว ขอยิ้มแบบ...จริงใจสุดๆ มีความสุขสุดๆ ไปเลยนะ จะหัวเราะด้วยก็ได้'
คยูฮยอนยิ้ม...วินาทีแรกๆ เป็นยิ้มเม้มปากแบบหล่อๆ ชวนให้ใจเต้น แต่หลังจากนั้นริมฝีปากก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม...ดูสดใส และทำให้ซองมินใจเต้นรัว อาจจะพอๆ กับเสียงชัตเตอร์ที่เขากดอยู่ตอนนี้
พอซองมินบอกว่าการถ่ายภาพครั้งนี้สิ้นสุดลง คยูฮยอนก็ก้าวเร็วๆ ออกจากหน้ากล้องและตรงไปยังห้องแต่งตัวทันทีเพื่อล้างเครื่องสำอางออกบางส่วนและเปลี่ยนชุดให้เป็นเหมือนเดิมก่อนที่จะเข้าไปในสำนักพิมพ์เพื่อให้สัมภาษณ์กับกองบรรณาธิการเอพลัสในเวลาต่อไป ระหว่างนั้นซองมินจึงเดินมาที่คอมพิวเตอร์เพื่อดูรูปที่ถ่ายไป และค่อนข้างหนักใจเพราะตอนคัดเลือกรูปนั้นคงเป็นขั้นตอนที่ยากลำบากมากแน่ๆ
เพราะไม่มีเวลาทั้งวัน คยูฮยอนจึงออกมาในสภาพที่ไม่ต่างกับตอนถ่ายแบบมากนัก อายไลน์เนอร์สีเข้มยังคงกรีดอยู่รอบดวงตา ทรงผมก็ยังเป็นทรงเดิม ร่างสูงเดินตรงมาหาฮยอกแจที่ยืนดูรูปถ่ายใกล้ๆ ซองมิน คว้าแขนบางของเจ้าตัวไว้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดู...ออดอ้อนว่า
'พี่ฮยอกแจ... ผมหิว มีอะไรรองท้องไหม'
ฮยอกแจหันมาทางซองมินเพื่อหาคำตอบ คนถูกมองจึงเรียกทีมงานให้เอาของว่างที่เตรียมไว้มาให้นายแบบหนุ่ม
'ขอผมกินรองท้องก่อนนะครับคุณตากล้อง ไม่ต้องกลัวผมไปสัมภาษณ์สายหรอก ผมจะรีบกิน'
'ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำ'
ขณะที่เคี้ยวขนมปังอยู่ตุ้ยๆ ร่างเพรียวก็เลยถือโอกาสยืนดูรูปถ่ายในกล้องของซองมินผ่านจอคอมพิวเตอร์ไปด้วย พร้อมกับเอ่ยปากชมว่า 'คุณถ่ายสวยดีนะ'
'ถ่ายในสตูฯ มันก็ไม่ได้ออกมาโดดเด่นอะไรขนาดนั้นหรอก เหมือนๆ กันแหละ'
'เอ้า ชมว่าถ่ายรูปสวยก็ไม่ชอบ'
'ฉันยังไม่ได้บอกสักคำว่าไม่ชอบ'
'แต่คุณทำเสียงเหมือนไม่พอใจผม...' ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไร เพราะตั้งแต่เหยียบเข้ามาในสตูดิโอนี่ ดูเหมือนทุกสิ่งอย่างที่เขาทำยกเว้นการไปยืนหน้ากล้องจะผิดไปหมดทุกอย่างในสายตาของอีกคนหนึ่ง เขากลืนขนมปังคำสุดท้ายเข้าลำคอไปก่อนจะพูดว่า 'ผมว่าผมชอบงานของคุณนะครับ แล้วหวังว่าหลังจากนี้เราจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีก'
คนตัวสูงค้อมศีรษะให้นิดหนึ่งเป็นการบอกลาก่อนจะเดินเคียงผู้จัดการตัวเล็กออกไปจากสตูดิโอ ซองมินเผลอมองตาม มือแกร่งของคยูฮยอนกุมมือชายอีกคนหนึ่งเอาไว้ ช่างภาพหนุ่มรวมไปถึงทีมงานบางคนเผลออ้าปากค้างออกมา ...ถ่ายแบบให้นายแบบหรือศิลปินดารามากี่คนๆ เขาเพิ่งเคยเห็นนายแบบเดินจับมือกับผู้จัดการนี่แหละ...
ข่าวลือเรื่องมาสายหรือเรื่องมากเอาแต่ใจที่เคยผ่านเข้าหูมานั้นก็เป็นจริงอยู่บางส่วน คือซองมินไม่เห็นว่าคยูฮยอนจะเรื่องมากหรือหยิ่งถือตัวจนถึงขั้นรับไม่ได้ ก็แค่ดูขัดหูขัดตานิดหน่อยเท่านั้น แต่ท่าทางข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์กับผู้จัดการนี่น่าจะจริง...จริงมากๆ ด้วย (และก็ขัดหูขัดตามากด้วยเช่นกัน)
ซองมินกับคยูฮยอนไม่ได้โคจรมาพบกันอีกจนกระทั่งวันที่นิตยสารฉบับหน้าปกของนายแบบหนุ่มวางแผง เสียงโทรศัพท์ที่โทรมาตอนสายๆ ปลุกให้ซองมินตื่นขึ้น ด้วยความงัวเงียจึงกดรับโดยไม่ได้มองหน้าจอว่าคนที่โทรมาเป็นใคร
'อ่า...คุณอีซองมินใช่ไหมครับ'
เสียงของคู่สนทนาฟังดูคุ้นๆ แต่ตอนนั้นซองมินนึกไม่ออก จนเจ้าของเสียงบอกชื่อเสร็จสรรพซองมินถึงได้ตาสว่างขึ้นมา ร้องถามไปทันทีว่าอีกฝ่ายเอาเบอร์เขามาจากไหน ก่อนจะได้รับคำตอบว่าคนให้ก็คือแม่บรรณาธิการคนเก่งของเขานี่เอง
'ฉันยังไม่ได้เห็นเล่มจริงเลย'
'ออกไปแผงหนังสือแถวบ้านก็เห็นแล้วมั้งครับ ผู้จัดการผมเพิ่งซื้อมาให้ รูปสวยมากๆ เลย'
'ไปชมคนแต่งภาพเถอะ ฉันก็แค่ถ่ายเฉยๆ'
'ถ่อมตัวไปได้ แต่งภาพเก่งยังไงถ้ารูปต้นฉบับมันไม่สวยมันก็ไม่ออกมาดูดีหรอก'
'นี่นายโทรไปขอบคุณคนถ่ายรูปให้นายทุกคนเลยรึเปล่า'
'ไม่ทุกคน' คยูฮยอนปฎิเสธ 'ส่วนใหญ่ผมให้ผู้จัดการโทรไปออฟฟิศมากกว่า'
ซองมินเงียบและทบทวนประโยคนั้นอยู่หลายตลบ '...นี่แปลว่าฉันเป็นคนส่วนน้อยงั้นสิ?'
'อื้ม น้อยมากมากมากมากเลยด้วย' ฟังจากน้ำเสียง ซองมินก็เห็นภาพคยูฮยอนฉีกยิ้มกว้าง...ยิ้มแบบที่ทำให้ใจเขากระตุกวาบในวันนั้น
'โทรมาแค่นี้ใช่ไหม?'
'ครับ ผมชอบรูปคุณมากเลยนะ'
ซองมินจ้องโทรศัพท์ที่คู่สนทนาเพิ่งตัดสายไป... ว่าจะทำเป็นไม่สนใจตัวเลขหลายหลักบนหน้าจอแต่แล้วอะไรบางอย่างก็ดลใจให้ซองมินกดบันทึกเบอร์นั้นเอาไว้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะนอนต่อเพราะเมื่อคืนนั่งทำรูปจนเกือบเช้า แต่ไหนๆ ก็โดนคนแปลกๆ โทรมาปลุกจนตาสว่าง จึงตัดสินใจลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะขี่จักรยานไปร้านสะดวกซื้อแถวอพาร์ตเมนท์เพื่อซื้อเอพลัสมาเล่มหนึ่ง เป็นเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ในร้าน ไม่ลืมซื้อขนมจุกจิกเอามาติดตู้เย็นด้วย
ส่วนใหญ่แล้วถ้านิตยสารวางแผงซองมินก็จะไปพลิกอ่านผ่านๆ ที่สำนักพิมพ์เอามากกว่า ชอบเนื้อหาเล่มไหนก็จะขอฟรีเอาตามโควต้าช่างภาพ นี่คงเป็นเอพลัสหนึ่งในไม่กี่ฉบับที่ซองมินซื้อเก็บ
กลับมาบ้านก็พลิกไปหน้ารูปภาพของคยูฮยอนก่อนเป็นอันดับแรก ทุกรูปที่ลงในเอพลัสเล่มนี้ซองมินเป็นคนคัดด้วยตัวเอง ถัดจากนั้นไม่กี่หน้าก็เป็นบทสัมภาษณ์ความยาวประมาณห้าหน้า ดูจากความยาวแล้วคงเป็นบทสัมภาษณ์ที่เจาะลึกนายแบบที่ชื่อโจคยูฮยอนจริงๆ ชิ้นแรกจนซองมินอดนึกชื่นชมฮเยจูไม่ได้ ซึ่งโดยรวมแล้วบทสัมภาษณ์นี้ก็น่าสนใจดี และออกมาถูกเวลาในขณะที่ชื่อของโจคยูฮยอนกำลังเป็นที่รู้จักในอินเตอร์เน็ต
บทเกริ่นนำกล่าวถึงโจคยูฮยอนในฐานะนายแบบวัยรุ่นที่กำลังมาแรง พร้อมๆ กับชื่อเสียงที่มีมากขึ้น ข่าวลือแง่ลบมากมายก็ตามมาด้วยเช่นกัน เรื่องนิสัยไม่ดีต่างๆ นั้นคยูฮยอนตอบเชิงว่าอยากให้มารู้จักตัวตนที่แท้จริงมากกว่า ไม่ใช่เชื่อแต่ข่าวลือ แต่เรื่องความสัมพันธ์กับผู้จัดการและกับนายแบบในวงการด้วยกัน คยูฮยอนไม่ได้ปฎิเสธเสียงแข็ง แต่ก็ไม่ได้ยอมรับว่าจริง... ขอเก็บเป็นเรื่องส่วนตัว นอกเหนือจากเรื่องข่าวลือนั้นแล้ว ในบทสัมภาษณ์ก็ยังถามถึงเรื่องในวัยเด็กของคยูฮยอน ชีวิตส่วนตัว ครอบครัว นิสัย งานอดิเรกที่ชอบทำ ทัศนคติในการใช้ชีวิตและการทำงาน เรืื่องหลังนี้อ่านแล้ว ซองมินกลับมองว่ายังไงความคิดของคยูฮยอนก็ยังดูเด็กๆ อยู่ ไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เหมือนภาพลักษณ์ ...ยังไงเสียคยูฮยอนก็อายุน้อยกว่าเขาถึงแปดปี
แม้ว่าต่างฝ่ายต่างจะมีเบอร์ของกันและกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการโทรไปคุยหรือส่งข้อความหากันเป็นพิเศษ และซองมินก็ไม่ได้สนใจด้วย ดาวคยูฮยอนและดาวซองมินห่างกันไปอีกครั้ง จนกระทั่งโคจรมาพบกันในงานแต่งงานของนางแบบดังคนหนึ่ง
ซองมินไปร่วมงานเพราะเคยถ่ายงานให้หล่อนบ่อยๆ และสนิทกันในระดับหนึ่ง ส่วนคยูฮยอนไปเพราะเคยถ่ายแบบโฆษณากับหล่อนครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าคนที่เดินประกบคยูฮยอนแทบจะตลอดเวลาก็คือผู้จัดการที่ชื่อฮยอกแจ จากที่เคยเลิกสนใจเรื่องคยูฮยอนไปแล้ว ซองมินก็กลับเผลอลอบมองสองคนนั้นเป็นระยะๆ แต่จู่ๆ คยูฮยอนก็ปลีกตัวมาหาเขาคนเดียว ไร้วี่แววของผู้จัดการตัวเล็ก
'ผมเบื่อ เราออกไปหาอะไรทำกันดีไหม?'
'แล้วทำไมมาชวนฉัน'
'ดูคุณก็เบื่อๆ เหมือนกันนี่ ไม่ได้สนใจบ่าวสาวเขาเลยไม่ใช่เหรอ ของขวัญก็ให้ไปแล้ว แถมเจ้าบ่าวเขาเป็นดารา นี่ดาราเลยเดินชนกันเต็มงาน ทั้งคุณทั้งผมก็ไม่ได้รู้จักใครกันสักคน ออกไปกันเถอะน่า' มือแกร่งถือวิสาสะคว้าข้อมือของซองมินเอาไว้
ช่างภาพหนุ่มมัวแต่ตกใจกับคำชวนและการกระทำของอีกฝ่ายจนไม่ได้เอะใจเลยว่า...คยูฮยอนรู้ได้อย่างไรว่าเขาค่อนข้าง 'เบื่อ'
'แล้วผู้จัดการนายล่ะ? จะทิ้งเขาไว้ในงานหรือไง?'
'เขาไม่สนใจหรอกน่า หาผมไม่เจอเดี๋ยวเขาก็โทรมาเอง ออกไปกันเถอะน่า นะ นะฮะซองมิน'
เจอเสียงเด็กโข่งอายุสิบเก้าอ้อนเข้าไป ประกอบกับไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในงานต่ออยู่แล้ว ซองมินจึงปล่อยให้คยูฮยอนลากเขาออกไปนอกห้องจัดเลี้ยงอย่างง่ายดาย ร่างสูงพาเขาขึ้นลิฟท์ไปหลายชั้น พามาหยุดที่หน้าไวน์บาร์ระดับหรูแห่งหนึ่งที่ซองมินไม่เคยแม้แต่จะคิดเข้ามาอุดหนุน
'นี่ ฉันไม่ได้พกตังค์มาเยอะแยะนะ'
'มันหรูแค่ร้านแหละคุณ ไวน์ไม่ได้แพงอะไรมากมาย ถ้าคุณไม่มีเงินผมเลี้ยงก็ได้'
คำว่า 'ไม่ได้แพงอะไรมากมาย' ของคยูฮยอนนั้นใช้ไม่ได้กับซองมินในเมื่อรายได้ต่างกันมากโข เปิดเมนูไวน์เห็นราคาของแต่ละขวดแล้วซองมินแทบอยากจะวิ่งออกจากร้าน คยูฮยอนต้องเป็นคนควักเงินจ่ายค่าไวน์นั้นอยู่ดี
'ถ้าคุณรู้สึกผิด ไว้เลี้ยงข้าวผมคืนสักมื้อก็ได้'
พวกเขานั่งจิบไวน์ไป ฟังเพลงไปและนั่งคุยกันไป และนั่นก็ทำให้ซองมินรู้จักคยูฮยอนดีขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าบทสัมภาษณ์ที่ออกสื่อไปนั้นย่อมมีบางส่วนที่คยูฮยอนไม่พูดหรือเลี่ยงที่จะบอกตรงๆ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ นายแบบหนุ่มหัวเราะขำเมื่อซองมินถามเรื่องฮยอกแจ
'เหอะ จะบ้าเหรอ! ผมกับพี่ฮยอกแจเนี่ยนะ เป็นข่าวกับนางแบบผู้หญิงยังตลกน้อยกว่านี้เลย' พร้อมอธิบายว่าที่เขากับฮยอกแจดูสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ก็เพราะตนนับถือฮยอกแจเป็นพี่ชายจริงๆ คนหนึ่ง และไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น 'จะสร้างข่าวลือกันก็ช่วยดูนิดนึง'
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมรู้สึกโล่งใจขึ้นเมื่อได้ฟังคำตอบนั้น ซองมินถามต่อ
'แล้วกับนายแบบคนอื่นล่ะ จริงรึเปล่า'
คยูฮยอนนิ่งเงียบไปนิดเหมือนตกใจที่โดนถามเรื่องนี้ แถมตอบเลี่ยงๆ ว่า 'มันก็ต้องมีบ้าง...แต่ทั้งผมกับเขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรหรอก... ครั้งสองครั้งแล้วก็จบ...เข้าใจนะ คุณก็รู้ว่าวงการนี้เป็นยังไง'
ซองมินพยักหน้า รู้ล่วงหน้าแล้วว่าคยูฮยอนก็คงไม่ต่างกับคนอื่นๆ วงการนายแบบนางแบบไม่ได้เหมือนดาราท่ีต้องรักษาภาพลักษณ์ตลอดเวลา แน่นอนว่าแฟนคลับก็ต้องมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดเกาะติดทุกฝีก้าวจนต้องระมัดระวังตัวเรื่องนี้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ระหว่างคนอาชีพนี้บางกลุ่มจึงค่อนข้างฉาบฉวย หาได้ยากที่คนอาชีพนี้จะลงเอยด้วยกันเอง เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ชอบการผูกมัดทั้งคู่ ส่วนใหญ่หากจะมีแฟนกันจริงๆ ก็มักจะไปคบกับคนอาชีพอื่นเช่นนักร้องหรือดารามากกว่า
พวกเขาดื่มกันจนเริ่มเมา แอลกอฮอลล์เข้าไปในกระแสเลือดพอสมควร แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นเมาแอ๋จนกลับบ้านกลับช่องไม่ได้ ดื่มไวน์จนหมดแล้วจึงพากันออกจากร้าน โดยพวกเขาแวะเข้าห้องน้ำชายที่อยู่ชั้นเดียวกันก่อน หลังจากต่างคนต่างทำธุระกันเสร็จแล้วจึงมายืนอยู่ตรงอ่างล้างมือ หน้าพวกเขามีกระจกบานใหญ่อยู่
คยูฮยอนยืนล้างมืออยู่ข้างๆ ช่างภาพหนุ่ม เผลอปล่อยสายตาพิศมองคนตัวเล็กกว่าผ่านกระจกอยู่สักพักก่อนจะเปรยออกมาว่า 'เสียดายนะ ถ้าคุณสูงกว่านี้หน่อย ผมว่าคุณก็เป็นนายแบบได้'
ริมฝีปากเล็กคลี่ยิ้มออกมานิดหนึ่ง 'ตลกแล้ว หน้าอย่างฉันเนี่ยนะ'
'ผมว่าคุณก็หน้าตาดีออก' หยิบกระดาษเช็ดมือมาเช็ดมือให้แห้ง แล้วจึงหันมาทางซองมิน ใช้มือข้างหนึ่งสัมผัสใบหน้าอีกฝ่ายเบาๆ เหมือนจะสำรวจเครื่องหน้าแต่ละส่วน ก่อนที่เรียวนิ้วทั้งสองจะจับปลายคางของซองมินไว้อย่างนุ่มนวล คยูฮยอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มชวนฝันว่า 'อืม...คุณเคยได้ยินคำว่า Imperfection is Perfect ไหม? คุณก็เป็นแบบนั้นล่ะ'
'ยะ...ยังไง'
'ตาคุณไม่โต ไม่คมมาก...แต่น่ามอง จมูกก็เล็กๆ ไม่โด่งมาก...แต่น่ารักดี ปากคุณ...'
ใบหน้าของนายแบบหนุ่มค่อยๆ ขยับใกล้เข้ามาราวกับว่าพวกเขามีแรงดึงดูดเข้าหากัน เรียวปากของคยูฮยอนประทับเข้ากับริมฝีปากนุ่มของซองมิน แรกๆ สัมผัสนั้นกลับดูผิวเผินเหมือนผีเสื้อบินลงแตะกลีบดอกไม้ หากไม่นานนักจูบเบาๆ ก็ค่อยๆ ร้อนแรงขึ้นตามอารมณ์ของคนทั้งคู่...โชคดีท่ีในห้องน้ำนี้ไม่มีใครนอกจากพวกเขาสองคน ซองมินเผลอยกมือข้างหนึ่งยึดไหล่คยูฮยอนเอาไว้เป็นหลัก จูบอีกฝ่ายตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเป็นคยูฮยอนก่อนที่ถอนริมฝีปากออกไปอย่างอ้อยอิ่งราวกับเสียดายรสหวานของอีกคนหนึ่ง
'...ก็น่าจูบมาก'
...จริงๆ คยูฮยอนไม่จำเป็นต้องพูดตบท้ายก็ได้ คนที่แก้มแดงไปทั้งแถบตอนนี้เข้าใจสิ่งที่คยูฮยอนต้องการจะบอกดีพอแล้ว เกิดมาเกือบสามสิบปียังไม่เคยมีใครทำกับซองมินแบบนี้ ริมฝีปากที่ปล่อยลมหายใจอุ่นๆ ของคนตรงหน้ายังคงคลอเคลียอยู่บริเวณปากของซองมิน ก่อนที่จะเปลี่ยนตำแหน่งไปยังบริเวณริมใบหูแทน และกระซิบเสียงพร่าว่า 'ขอจูบอีกได้ไหม ผมชอบ'
พระเจ้า... กระซิบแผ่วเบาแต่ทำหัวใจซองมินเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว และเมื่อซองมินไม่ได้เอ่ยปฎิเสธ คยูฮยอนจึงก้มลงจูบอีกฝ่ายอีกครั้งอย่างจาบจ้วง มือแกร่งดันศีรษะของซองมินเข้าหากายเพื่อให้เขาทั้งสองแนบแน่นกันมากกว่าเดิม พร้อมๆ กับที่ซองมินก็ยกแขนทั้งสองขึ้นโอบล้อมรอบคอของอีกฝ่าย ร่างทั้งสองเบียดแนบชิดกันอย่างไร้ระยะห่าง ในขณะที่ริมฝีปากตักตวงความหวานจากกันและกันไม่หยุดหย่อน
พวกเขาผละออกจากกันเพื่อสูดอากาศเข้าไปในปอด ใบหน้าของทั้งสองคนแดงก่ำ และไม่ใช่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ในไวน์อย่างเดียว ตาทั้งสองคู่สบกันอย่างรู้ความหมาย...
...ในค่ำคืนนี้ พวกเขาหยุดตัวเองไม่ได้แล้ว
.
.
“อื้ม...ผมไม่ได้ยินพี่โทรมานี่ แต่ผมส่งข้อความบอกไปแล้วไงว่าผมกลับก่อน"
ปลายสายคงพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้คยูฮยอนรำคาญใจ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น พูดด้วยเสียงดังกว่าเดิม "โอเค ผมขอโทษที่ผมปล่อยพี่กลับคนเดียว แต่ผมก็เมสเสจบอกพี่แล้วไง ไม่ได้แอบหนีไปไหนสักหน่อย นี่ผมก็อยู่บ้านด้วย ...คือพี่อย่าเรื่องมากได้มั้ยวะ!"
“ใช่ วันนี้ผมคงอยู่บ้านทั้งวันแหละ ใช่...ใช่ แค่นี้นะครับ บาย!!" ลากเสียงยาวก่อนจะกดวางโทรศัพท์อย่างรำคาญนิดๆ ใบหน้าหล่อเหลาของคยูฮยอนดูบึ้งตึงลงกว่าเดิม
“ผู้จัดการโทรมาเหรอ"
“มีอยู่คนเดียวแหละที่วุ่นวายขนาดนี้ เขาดูแลผมดีมากๆ เลยนะซองมิน แต่บางทีก็เยอะเกิน อย่างเมื่อกี้ก็โทรมาโวยวายว่าผมไปไหนทำไมไม่บอก ทั้งที่ผมก็เมสเสจไปบอกเขาตั้งแต่เราดื่มไวน์กันแล้วว่าผมจะกลับก่อน" มือเรียวยกนมสดในแก้วขึ้นดื่ม "น่าเบื่อ"
“รู้ไหมตอนนี้นายทำตัวเหมือนเด็กสิบขวบเวลาโดนพ่อแม่บ่นเลย โวยวายไปหมด เป็นคนใจร้อนล่ะสิเรา สมควรล่ะที่มีคนเขาลือกันว่านายเอาแต่ใจบ้างขี้เหวี่ยงบ้าง"
“แล้วซองมินเชื่อข่าวลือนั้นด้วยเหรอ?”
“ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่ตอนนายมาสตูดิโอสายแล้วทำไม่รู้สึกอะไร ส่วนผู้จัดการก้มขอโทษหงึกๆ นี่...”
“ก็จะไม่ให้พี่ฮยอกแจขอโทษมากมายได้ยังไงเล่า เขาต้องมารับผมไปสตูดิโอแต่ตัวเองดันมาถึงบ้านผมสายซะเอง ไม่ได้ผิดที่ผมเลยสักนิด" พอเห็นปฎิกิริยาของซองมินที่อ้าปากค้าง คยูฮยอนก็ยิ้มร้ายอย่างรู้ทัน "ตอนนั้นซองมินคงไม่ชอบผมไปเลยล่ะสิ แค่ผมขอน้ำแร่ก็ยังมาจับผิดกัน"
“ฉันไม่ชอบคนไม่ตรงต่อเวลา พอเจอนายมาเรื่องมากต่อแบบที่เขาลือกันเป๊ะก็เลยพาลไม่ชอบหนักยิ่งกว่าเดิม"
คยูฮยอนรับฟังและไม่พูดอะไรต่อ หลังจากจัดการอาหารเช้ามื้อเบาของตัวเองเสร็จแล้วก็อาสาจะขับรถส่วนตัวไปส่งซองมินที่ห้อง
“ซองมินโกรธผมหรือเปล่าเรื่องเมื่อคืน...”
จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาขณะที่ขับรถอยู่ ซองมินถึงกับต้องสวนกลับไปว่า "เพิ่งนึกออกเหรอว่าเกิดอะไรขึ้น"
“ไม่ใช่...ผมแค่...ผมแค่กลัวซองมินจะเกลียดผมที่ผมพูดแบบนั้น"
กอดอกพลางปรายตามองคนท่ีกำลังขับรถอยู่ “อ้อ รู้ตัวด้วยนี่"
“ผมแค่รู้สึกว่าผมยังไม่พร้อมที่จะคบใครจริงจัง และถ้าเรื่องเมื่อคืนจะบีบบังคับให้ผมต้องคบกับซองมินจริงๆ ยังไงผมก็ทำไม่ได้ ผมไม่พร้อม ผมเลยบอกไปว่ามันเป็นแค่เซ็กส์...และเราก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรกับมัน” ร่างเพรียวพูดด้วยเสียงจริงจัง
“ก็ถูกของนาย" ซองมินพูด "เราเจอกันแค่ไม่กี่ครั้งเอง เรื่องเมื่อคืนก็เป็นแค่เรื่องบนเตียงของเราสองคน...เพราะงั้นก็ทำเป็นลืมๆ มันไปเถอะ"
ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก มันเริ่มจากความบังเอิญ แอลกอฮอลล์ จูบร้อนแรง อารมณ์เคลิบเคลิ้ม...ก็เท่านั้น และมันก็จะไม่ลงเอยด้วยความรัก เพราะมันไม่มีคำว่ารักตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
หากชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดที่บอกให้คยูฮยอนลืมทุกอย่างให้หมดกลับเป็นฝ่ายผิดคำพูด สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเขาเองที่พอนั่งอยู่ที่ห้องว่างๆ ก็มักจะเผลอหยิบเอพลัสหน้าปกคยูฮยอนมาพลิกไปมา เบื่อพฤติกรรมตัวเองเหลือเกิน ทำเหมือนเป็นวัยรุ่นอายุสิบห้าที่เพิ่งตกหลุมรักใครสักคนไปได้ แต่ซองมินก็ยังคงทำอยู่ดี
ซองมินไม่เคยเป็นฝ่ายติดต่อคยูฮยอนไป เป็นนายแบบหนุ่มมากกว่าที่มักจะส่งข้อความมายาวบ้างสั้นบ้าง เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นการถามสารทุกข์สุกดิบปกติเหมือนเพื่อนคุยกัน แต่ซองมินก็จะตอบกลับไปสั้นๆ เช่น "อืม" “ทานแล้ว" “ใช่" อย่างเย็นชาและห่างเหินเพราะไม่ต้องการจะสานบทสนทนาต่อ ทว่าพออยู่คนเดียว...ก็มักจะหยิบข้อความของคยูฮยอนมาอ่านจนจำแทบขึ้นใจ
“แกเป็นอะไรซองมิน พักนี้เรียกมาคุยงานแล้วดูเหม่อๆ นะ อกหักเหรอวะ" ฮเยจูถามหลังจากคุยงานเสร็จแล้ว หล่อนกับซองมินรู้จักกันมานาน จึงสนิทสนมและสามารถล่วงรู้ความผิดปกติของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
“เปล่า" คือคำตอบอัตโนมัติที่พูดออกไป แต่แล้วก็ถามต่อว่า "เจ๊เคยวันไนท์ฯ กับใครไหม"
“เฮ้ย! อยู่ดีๆ มาถามเรื่องนี้ทำไม ไปนอนกับใครมา"
“ไม่บอก เจ๊ตอบผมมาก่อนดิ หรือถ้าเจ๊ไม่เคย... เจ๊จะทำยังไงถ้าเผลอไปนอนกับคนคนนั้นทั้งที่ไม่ได้คิดอะไรกันทั้งคู่"
“เอ๊า ให้ทำไงล่ะ ถ้าไม่ได้คิดอะไรกันแล้วมันเผลอไปแล้ว...จะทำอะไรได้วะ ก็ต้องต่างคนต่างไป"
“แล้วถ้าเราดันเผลอคิดอะไรจนลืมไม่ได้ ส่วนอีกคนหนึ่งไม่ได้คิด แต่เขายังติดต่อกับเราคุยกับเราบ่อยๆ ทั้งที่ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ทั้งที่รู้ว่าเราพยายามจะลืม...เจ๊จะทำไงอะ"
ฮเยจูเลิกคิ้วและมองซองมินด้วยสายตาทึ่งเล็กน้อย ก่อนจะหรี่ตาลงเหมือนใช้สมองวิเคราะห์อะไรบางอย่าง มือเรียวสอดประสานเข้าหากัน ขณะที่ริมฝีปากอิ่มขยับพูด "ก่อนหน้าที่จะมีอะไรกัน เขาติดต่อมาบ่อยไหม"
“เคยโทรมาแค่ครั้งเดียว เรื่องงานด้วย"
“แต่พอหลังจากมีอะไรกัน เขากลับติดต่อมาบ่อยขึ้น?” ซองมินพยักหน้าตอบรับ ฮเยจูคลี่ยิ้ม "แปลว่าหมอนั่นเขาชอบนายนะซองมิน เพราะถ้าเขาคิดเหมือนกันกับนายคือพยายามจะไม่สนใจ เขาไม่ทำแบบนั้นหรอก ถ้าเขาไม่อยากลืม นายก็ไม่เห็นจำเป็นต้องลืม ก็คุยๆ กับเขาไป เขาอาจจะเป็นคนดีก็ได้"
ซองมินถอนหายใจแรงๆ “แล้วเจ๊ว่าความสัมพันธ์ที่เริ่มจากอะไรแบบนี้มันจะไปรอดเหรอ"
“นี่ ซองมิน คนบนโลกนี้มีตั้งกี่ร้อยล้านคน จะให้ทุกคนมีความรักอย่างสวยงามเหมือนในนิยายทุกคนเลยหรือไง อย่างไอ้พวกที่รักกันมาตั้งแต่เด็กจนแต่งงานมีลูกน่ะมันจะกี่เปอร์เซนต์กันเชียว ในขณะที่ความสัมพันธ์ประหลาดๆ ของแกมันอาจจะไม่เวิร์คกับคนส่วนใหญ่ แต่มันอาจจะเพอร์เฟกต์กับแกก็ได้นี่"
ฮเยจูร่ายออกมายาวเหยียด หากเมื่อเห็นคนตรงหน้ายังนั่งนิ่งเพราะใช้ความคิด หล่อนก็พูดต่อว่า "อย่าเพิ่งกลัวอะไรที่มันไม่เกิดขึ้นเลยนะ จริงๆ...ถ้าแกรู้สึก แล้วเขาก็รู้สึก...ลองคบกันไปก่อนมันอาจจะไม่เสียหายอะไรก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวแกเองละนะ"
'พรุ่งนี้ซองมินว่างไหม? ผมอยากทวงค่าไวน์ของผมคืน ^^'
หากเป็นก่อนหน้านี้ซองมินคงหาทางเลี่ยง แต่สิ่งที่ฮเยจูพูดในตอนกลางวันยังตราตรึงแน่นอยู่ในสมอง ชายหนุ่มคิดทบทวนอยู่หลายตลบ...และในที่สุดสมองก็ทำงานคู่กับหัวใจสักทีเมื่อซองมินพิมพ์ตอบไปว่าว่าง ไม่นานนักคยูฮยอนก็ตอบกลับมาว่าจะมารับซองมินเองในวันพรุ่งนี้
แม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แต่รอยยิ้มกว้างตอนอ่านข้อความของคยูฮยอนนั้นเป็นหลักฐานมัดตัวเขาอย่างแน่นหนา จุดเริ่มต้นของมันอยู่ที่ไหนซองมินก็ยังหาคำตอบไม่เจอ อาจเป็นวันแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มของคยูฮยอนผ่านกล้องราคาแพง หรือวันท่ีคยูฮยอนโทรมาปลุกและชมเขาว่าถ่ายภาพสวย ตอนนี้มันยังคงผิวเผินและบางเบาจนยังเรียกว่ารักไม่เต็มปาก แต่ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจเต้นน้อยๆ นี้ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความรักก็ได้... ซองมินหวังว่าอย่างนั้น
“ผมเลี้ยงไวน์คุณ...แต่คุณพาผมมากินราเมนเนี่ยนะ"
คยูฮยอนพูดอยางประหลาดใจเมื่อซองมินบอกให้จอดรถหน้าร้านราเมนค่อนข้างมีชื่อจากญี่ปุ่นที่มาเปิดในเกาหลี ด้านหน้าร้านตกแต่งและประดับด้วยไม้ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่น ส่วนสิ่งท่ีโดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นตุ๊กตาแมวกวักตัวโตที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้า
“ก็ฉันอยากกินราเมน และก็พอใจจะเลี้ยงราเมนร้านนี้ด้วย ถ้านายไม่พอใจก็ไม่ต้องกินก็ได้นะ แต่วันนี้ฉันจะกินที่นี่" ซองมินแกล้งพูดเสียงขรึมและวางหน้านิ่ง จนแม้แต่เด็กเอาแต่ใจอย่างคยูฮยอนยังต้องสงบเสงี่ยมและยอมเดินตามช่างภาพหนุ่มเข้าร้านไป
“ถ้าจะเลี้ยงราเมนแบบนี้ มื้อเดียวไม่พอหรอกนะครับ" แกล้งพึมพำออกมาขณะพลิกดูเมนู ราคาแต่ละชามเทียบกับราคาไวน์หนึ่งขวดในคืนนั้นไม่ติดสักนิด
“แล้วแต่ จะให้เลี้ยงอีกหลายมื้อจนครบค่าไวน์ก็ได้ แค่นายแบบตัวผอมๆ แค่คนเดียวฉันมีปัญญาเลี้ยงอยู่แล้ว"
หลังจากสั่งอาหารเสร็จ คยูฮยอนก็เปรยขึ้นมา "ผมไม่เคยทานร้านแบบนี้เลย ซองมินมาบ่อยเหรอ"
“ก็เคยมาบ่อย..." ไม่ได้อยากเสริมหรอกว่ามากับแฟนเก่า แต่เหมือนคยูฮยอนจะอ่านสีหน้าและจับน้ำเสียงของเขาออก คนตัวสูงยักคิ้วอย่างรู้ทัน ซองมินเลยรีบโต้ตอบ "อย่างนายคงไม่เคยมาร้านแบบนี้หรอกสินะ คงไปตามภัตตาคารหรูๆ อะไรแบบนี้"
“ถูกเผง อย่างอาหารญี่ปุ่นผมก็ชอบไปกินซูชิสายพานมากกว่า อย่างร้าน...น่ะ" เอ่ยชื่อร้านดังที่มีชื่อทั้งในด้านคุณภาพ ความอร่อย และราคาที่ค่อนข้างแพง จนคนฟังอดนึกถึงเรื่องที่คยูฮยอนเล่าในบทสัมภาษณ์เอพลัสไม่ได้ ครอบครัวของคยูฮยอนนั้นค่อนข้างมีฐานะอยู่แล้ว การจะโตมากับร้านอาหารหรูๆ คงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจมากมาย
ราเมนร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นสองชามใหญ่มาเสิร์ฟที่โต๊ะหลังจากนั้นไม่นานนัก ซองมินเลือกกินราเมนที่มีน้ำซุปรสเผ็ดร้อน ในขณะที่คยูฮยอนกินราเมนน้ำซุปแบบธรรมดา น้ำซุปสีส้มเข้มๆ ทำให้คยูฮยอนอดพูดออกมาไม่ได้
“ผมเพิ่งรู้ว่าคุณชอบกินของเผ็ดมากขนาดนี้"
“รสเผ็ดอร่อย ฉันชอบ ไอ้ที่นายสั่งมันก็อร่อยดีหรอกนะ แต่ฉันว่ามันจืดไป"
“เหรอ ผมว่าอะไรก็ตามที่เป็นรสธรรมดาน่ะ อร่อยสุดแล้วสำหรับผมนะ"
“ไม่น่าเชื่อแฮะ ฉันนึกว่าคนอย่างนายจะชอบเผ็ดจัดแบบนี้ซะอีก"
ไม่มีใครเปิดประเด็นถึงเรื่องราวในคืนนั้นราวกับจงใจจะเลี่ยงมันไปอย่างที่ตกลงกันไว้ จนกระทั่งเส้นราเมนและน้ำซุปเริ่มพร่องลงไปมาก กลายเป็นคยูฮยอนที่จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า “แฟนเก่าคุณเคยพาคุณไปร้านไหนมาบ้าง?”
“ส่วนใหญ่ก็ร้านประมาณนี้ทั้งนั้นแหละ ฉันไม่เคยคบคนรวยจัดๆ แบบนายอยู่แล้ว"
“แต่ก็เคยนอนด้วยใช่มั้ยล่ะ"
ปฎิกิริยาความปากพล่อยของคยูฮยอนคือความเงียบ คนพูดรู้ตัวดีว่าไม่เหมาะสม หน้าเสียไปพอสมควร และคำพูดที่ตามออกมาทันทีจึงเป็น "ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ"
ชายหนุ่มวัยใกล้สามสิบวางช้อนลง พยายามข่มอารมณ์ที่เริ่มปะทุเบาๆ ให้สงบลงด้วยการเรียกพนักงานให้มาเก็บเงินก่อนจะวางธนบัตรมูลค่ารวมเกินกว่าราคาราเมนทั้งสองชามและเครื่องดื่มและลุกออกไปโดยไม่รอเงินทอน ร่างสูงจำต้องรีบลุกตามอีกคนหนึ่งไป ซองมินรอให้คยูฮยอนมาเปิดประตูรถให้ก่อนจะขึ้นไปนั่งตรงเบาะข้างคนขับ หากเมื่อคยูฮยอนมานั่งด้านข้างแล้ว ซองมินกลับไม่ปรายตามองเลยสักนิด
“ผมขอโทษ ผมปากไวเอง"
ไม่ได้โกรธที่คยูฮยอนปากไว แต่หน่ายใจที่คยูฮยอนพูดเล่นเหมือนเรื่องคืนนั้นไม่มีอะไร หากในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนเปิดประเด็นนี้เอง ซองมินจึงถือโอกาสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ถามจริงๆ เถอะ...เรื่องคืนนั้นมันไม่มีความหมายอะไรกับนายเลยเหรอ...นายไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ น่ะเหรอ"
คยูฮยอนถอนหายใจอย่างอึดอัด ก่อนจะพึมพำออกมาเสียงแผ่วเบา...เหมือนจะพยายามย้ำเตือนตัวเองมากกว่าตอบคำถามของซองมิน "ผมไม่ได้รู้สึกอะไร...”
“นายกับฉัน เราจะทำเป็นไม่รู้จักกันอีกก็ได้ แต่ไอ้ข้อความที่นายส่งมาหาฉันแทบทุกวัน...มันแปลว่านายไม่ได้ลืม...”
“ก็ถ้าผมห่างจากคุณ มันก็กลายเป็นว่าผมหลอกตีสนิทคุณเพื่อจะนอนกับคุณแล้วก็จากไป ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น"
ซองมินพูดอย่างหนักแน่นมากกว่าเดิมราวกับจะเค้นหาคำตอบจากอีกฝ่ายให้ได้ “แล้วความจริงมันคืออะไรกันแน่...? ฉันไม่เข้าใจ นายเข้ามารู้จักกับฉัน นอนกับฉัน บอกให้ฉันลืมซะมันเป็นแค่เซ็กส์ แต่ก็ยังติดต่อหาฉันทุกวันเนี่ยน่ะเหรอ? ทั้งที่นายบอกให้ลืม แต่นายก็เสนอหน้าเข้ามาในชีวิตฉันทุกวันเนี่ยนะ?”
บางทีสิ่งที่โจคยูฮยอนกระทำและรู้สึกอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิมฮเยจูว่าไว้ก็ได้ ยิ่งเหลือบมองสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายแล้วซองมินยิ่งอยากหัวเราะให้กับความงี่เง่าของตัวเอง หลงคิดไปได้ยังไงนะว่าการที่เขายังคงติดต่อมาหาแปลว่าเขาอาจจะยังรู้สึกอะไรบ้าง ผู้หญิงอย่างฮเยจูมองโลกในแง่ดีเกินไป ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกสำหรับเด็กผู้ชายอย่างโจคยูฮยอน...นายแบบที่มีความสัมพันธ์ฉาบฉวยมานักต่อนัก ซองมินก็เป็นแค่หนึ่งในนั้น...เท่านั้น ไม่มีหรอกความรู้สึกดีๆ แม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง...ไม่มีเลย!
คยูฮยอนนิ่งไปและมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเปล่งถ้อยคำถัดมาด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม และเนื้อหาของมันทำให้ซองมินต้องหันไปมองคนพูดอย่างประหลาดใจ เพราะมันช่างฟังดูไม่น่าเชื่อ...
“ความจริงคือ...เรื่องระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้...ถึงแม้ผม และอาจจะรวมถึงคุณ...จะรู้สึกเหมือนกัน แล้วอยากให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม”
เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากซองมิน ชายหนุ่มก็ทุบกำปั้นเข้ากับพวงมาลัยแรงๆ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์จนซองมินถึงกับตกใจ และเมื่อเห็นเจ้าตัวหันไปเห็นซองมินทำทาโตอ้าปากค้างอย่างงงัน เขาก็ยิ่งอารมณ์ร้อนขึ้น
"ซองมินไม่เข้าใจหรือไง...เด็กอย่างผมคบกับซองมินไม่ได้หรอก! เลิกถามได้แล้วว่าผมรู้สึกหรือไม่รู้สึกอะไร เพราะผมรู้สึกมาตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันแล้ว!”
สีหน้าฉุนเฉียวขณะที่สตาร์ทรถทำให้ซองมินไม่กล้าพูดอะไรออกมา หรือที่จริงคงต้องบอกว่าไม่รู้จะพูดอะไรดีมากกว่า... จะนั่งฟังยืนฟังหรือตีลังกาฟัง ความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคของเด็กเอาแต่ใจอย่างคยูฮยอนก็แจ่มแจ้งดี
“อารมณ์เย็นลงหรือยัง จะคุยกันดีๆ ได้ไหม” ซองมินถามเมื่อคยูฮยอนขับรถออกไปได้สักระยะ การต้องใช้สมาธิขับรถคงพอทำให้คยูฮยอนสงบนิ่งลงไปบ้างแล้ว แต่พอเห็นคยูฮยอนขมวดคิ้วและเม้มปากแน่นเหมือนทำเป็นไม่ได้ยินและไม่สนใจ เขาก็พึมพำออกมา "เด็กบ้า!”
“บางอย่างเราก็ไม่เห็นจำเป็นต้องจำ... ที่ผมไม่ได้หายไปจากชีวิตซองมินเพราะผมรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น คุณก็เป็นคนดีคนหนึ่งที่ผมอยากจะทำความรู้จักเอาไว้" ในที่สุดคยูฮยอนก็พูด "แต่ผมไม่อยากให้เรื่องคืนนั้นที่เกิดขึ้นจาก...จากอะไรก็ไม่รู้มาบีบให้เราต้องคบกัน เราสองคนรู้สึกอะไรบ้างก็จริง แต่มันก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร...”
“ทำไม...นายคิดแบบนั้น"
“ผมไม่เหมาะกับซองมินหรอก" ยังคงกล่าวต่อไปโดยไม่หันมามองซองมิน สายตายังคงจับจ้องไปแต่ถนนข้างหน้า "ซองมินก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนที่ดีเท่าไหร่ เป็นคนแบบไหน แล้วก็ผ่านอะไรมาบ้าง... ซองมินอาจจะรับผมได้ แต่ผมรับไม่ได้ที่จะต้องให้ซองมินคบกับคนอย่างผม...เพราะฉะนั้น...”
ซองมินแสร้งถอนหายใจแรงกว่าปกติ ส่ายหน้าและถาม
“ไอ้ที่พูดมานี่...เคยถามฉันหรือยังคยูฮยอน? นายยังเด็กอยู่จริงๆ นั่นแหละ เพ้อเจ้อคิดเองเออเองโดยไม่ถามฉันสักคำ"
“ผมถึงบอกไงว่าผมไม่เหมาะกับซองมินหรอก ผมมันเด็กใจร้อนปากพล่อยพูดและทำอะไรไม่คิด ซองมินเป็นผู้ใหญ่ใจเย็นคิดทุกครั้งก่อนพูดก่อนทำอะไร...”
“ไม่เหมาะมันก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดี และถ้าฉันต้องคบกับคนที่เหมือนฉันไปทุกกระเบียดนิ้ว ชีวิตฉันไม่น่าเบื่อแย่เหรอ มีคนที่เหมือนตัวเองอีกคนเข้ามาในชีวิตนี่ฉันว่าแย่ออก ส่วนเรื่องนายผ่านอะไรมา ฉันก็ไม่เห็นจะแคร์ เพราะฉันก็ไม่ใช่ 'สาวสิบหกที่เพิ่งถูกเปิดบริสุทธิ์' เหมือนกัน"
พอดีกับที่รถยนต์จอดติดไฟแดง ซองมินจึงเอื้อมมือไปบีบมือที่จับพวงมาลัยไว้แน่นของคยูฮยอนไว้เบาๆ
"ฉันยังไม่ได้ชอบนายมากถึงขนาดนั้นหรอกนะ ฉันแค่...ฉันรู้สึกนิดๆ ว่านายเองก็น่ารักดี เห็นนายแล้วมีความสุขเหมือนได้กินน้ำอัดลมในวันที่อากาศร้อนๆ อะไรแบบนั้น และถ้าเรื่องที่มันผิดพลาดในคืนนั้นมันจะทำให้เราเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดเจนขึ้น...ฉันก็ไม่อยากให้เราลืมมัน แล้วก็โยนโอกาสของเราทิ้งไปเพียงเพราะนายคิดว่านายไม่เหมาะสมกับฉัน...”
คยูฮยอนหันมามองซองมินอย่างครุ่นคิด... ซองมินค่อยๆ ปล่อยมือตัวเองออก
"นายอาจจะไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ฉันว่านายก็อาจจะดีพอแล้วสำหรับฉัน เพราะฉันก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบขนาดนั้นเหมือนกัน...”
ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว คยูฮยอนจึงต้องเบือนหน้าจากซองมินแล้วไปมองถนนตรงหน้าแทน ยิ่งคนที่กำลังขับรถอยู่เงียบไปซองมินยิ่งใจไม่ดีลงเรื่อยๆ ไม่แน่ใจว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้ความรู้สึกกระอักกระอ่วนครึ่งๆ กลางๆ ตอนนี้มันหายไปได้หมดหรือจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม... “คยูฮยอนอา...”
“อืม...ซองมินรอก่อนได้ไหม ผมต้องใช้สมาธินะ...นี่คิดสองเรื่องพร้อมกันอยู่เลยเนี่ย คิดหนักด้วย" คำตอบจากอีกฝ่ายทำให้ซองมินหัวเราะคิกออกมาเบาๆ
ขับไปได้สักพักคยูฮยอนก็ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ซองมินแน่ใจแล้วนะ ผมถือว่าผมเตือนแล้วนะ"
“อื้ม!” ช่างภาพหนุ่มยืนยัน พร้อมหันไปมองคยูฮยอนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มยียวน "ถ้านายทำตัวไม่ดีแล้วฉันไม่พอใจ ไว้ฉันก็ค่อยเขี่ยนายทิ้งเอง ไม่เห็นจะยาก ถ้าถึงวันนั้น เขี่ยนายทิ้งคงง่ายกว่ามานั่งง้อกันเยอะเลย"
“โห! ร้ายชะมัด!”
“บอกแล้วไงว่าฉันก็ไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นร้อก~”
ซองมินไม่ใช่คนหยั่งรู้อนาคต แม้แต่ตอนนี้ที่เขานั่งมองคยูฮยอนจากทางด้านข้างพร้อมกับอมยิ้มไปอย่างสดชื่น เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง เลวร้ายที่สุดอาจจะคบกันได้สักหนึ่งเดือนแล้วก็เลิกกันก็ได้ แต่ซองมินบอกตัวเองว่าเขาควรจะเสี่ยงดู เพราะมันอาจจะไม่ลงเอยแบบที่น่าจะเป็น
หากโยนโอกาสทิ้งไป ทั้งเขาและคยูฮยอนก็คงไม่มีวันได้รู้
บางทีคนที่ดูไม่เหมาะสมกับเขาเลยแบบคยูฮยอน อาจจะเป็นคนที่เขารู้สึกดีสุดเมื่อได้อยู่ด้วยกันก็เป็นได้...
END.
Author: smilesneezes
Pairing: Kyuhyun x Sungmin
Note: เรื่องนี้เขียนออกมาอย่างอึนๆ มึนๆ พล็อตและการดำเนินเรื่องเลยอึนๆ มึนๆ ตามจนตอนแรกไม่กล้าเอาลง 555 แต่พอมาอ่านอีกรอบหลังจากทิ้งไว้มานานก็เห็นว่ามันก็โอเคแล้ว เลยตัดสินใจนำมาลงโดยไม่ได้รีไรท์ค่ะ :)
แสงแดดที่ส่องลอดผ่านกระจกหน้าต่างและผ้าม่านผืนบางปลุกให้ชายหนุ่มบนเตียงค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างงัวเงีย กระพริบตาถี่ๆ จนคุ้นชินกับแสงสว่างแล้วจึงค่อยๆ หยัดกายขึ้น มองไปรอบตัวจึงพบว่านี่ไม่ใช่ห้องที่คุ้นตา ห้องของซองมินไม่ใหญ่แบบนี้ หน้าต่างบานไม่โตเท่านี้ มิหนำซ้ำตอนนี้แม้จะมีผ้าห่มคลุมท่อนล่างไว้ แต่เขากำลังเปลือยอยู่ทั้งตัว ไม่ต่างอะไรกับร่างสูงที่ยังคงนอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ
อีซองมินตาสว่างและนึกออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน
สิ่งที่เคืองใจซองมินที่สุดตอนนี้คือสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนตรงหน้า
ตามประสานายแบบที่ทำงานไม่เป็นเวลา กว่าโจคยูฮยอนจะเสด็จตื่นได้ซองมินต้องเสียแรงปลุกอยู่หลายนาทีจนเกือบถอดใจยอมแพ้และปล่อยให้เจ้าตัวนอนต่อ กว่าจะเสด็จไปอาบน้ำ แปรงฟัน ประทินโฉมด้วยครีมบำรุงผิวหลากหลายชนิด ฉีดน้ำหอม ใช้เวลาเลือกเสื้อผ้าอย่างถี่ถ้วนแม้ว่าวันนี้จะอยู่แต่ที่บ้าน ซองมินที่ทำทุกอย่างเสร็จภายในครึ่งชั่วโมงนิดๆ โดยใช้ห้องน้ำชั้นล่างของบ้านคยูฮยอนก็นั่งแกร่วรออยู่ที่โต๊ะอาหารเป็นเวลานานแสนนาน แถมพอมาถึงโต๊ะคนตัวสูงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่แม้แต่จะกล่าวคำทักทาย มือเรียวคว้านมสดและขนมปังสองแผ่นจากในตู้เย็น จับใส่ลงเครื่องปิ้งขนมปัง และนั่งรอให้เครื่องดีดขนมปังร้อนๆ ออกมาอย่างไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
ตอนนี้คยูฮยอนไม่แม้แต่จะถามซองมินด้วยซ้ำว่าเป็นอะไรทำไมทำหน้างอแบบนี้ จนซองมินนึกอยากจะมอมไวน์ให้คยูฮยอนอีกครั้งเผื่อจะพอมีความเป็นห่วงเป็นใยขึ้นมากับเขาบ้าง คยูฮยอนตอนเมาๆ กรึ่มๆ นี่ช่างเป็นคนละคนกับโจคยูฮยอนตอนที่เป็นนายแบบชื่อดังเสียจริง!
สุดท้ายซองมินก็เป็นฝ่ายทนกับความเงียบและความอึดอัดใจไม่ได้ "นายจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ"
“ผมต้องพูดอะไรด้วยเหรอครับ" ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและแววตาสงสัย
“เรื่องเมื่อคืน นายคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาหรือไง"
พอดีกับที่ขนมปังออกมาจากเครื่อง คยูฮยอนหยิบทั้งสองแผ่นออกมาวางไว้บนจานกระเบื้องสีขาวตรงหน้า หยิบเนยและแยมสตรวอ์เบอร์รี่มาทาลงบนทั้งสองแผ่น กัดเข้าไปคำหนึ่งก่อนจะตอบซองมินด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเยาะนิดๆ ว่า "ถ้าผมบอกว่าสำหรับผม มันเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนเวลาไปเดทแล้วก็ไปดูหนังกัน คุณจะลุกจากเก้าอี้แล้วมาต่อยหน้าผมไหม?”
“แต่มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับฉันนะ!”
“พูดเป็นสาวน้อยวัยสิบหกถูกเปิดบริสุทธิ์ไปได้คุณ อย่ามาทำเป็นไม่เคย"
ใบหน้าของซองมินซับสีเลือดขึ้นมาจางๆ เขินอายด้วยก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่มากกว่าคืออารมณ์โกรธขึ้ง ก็ถูกอย่างที่คยูฮยอนว่าที่เซ็กส์เมื่อคืนไม่ใช่ครั้งแรกของเขา จากปฎิกิริยาของซองมินเมื่อคืน...คยูฮยอนก็น่าจะดูออก แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคยูฮยอนจะทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยถ้ามันเป็นเพียงแค่ One Night Stand ที่ไม่ได้ตั้งใจ...ก็ช่วยรู้สึกอะไรบ้างนิดหนึ่งก็ยังดี
ทว่าเมื่อเห็นซองมินหน้าเสียไปเล็กน้อย จึงรู้ตัวว่าเผลอพูดแรงไป ปรับน้ำเสียงใหม่ให้ดีขึ้นนิดหนึ่งและพูดต่อว่า “ผมเมา คุณก็เมา...ระหว่างเรามันจะมีอะไรมากกว่านั้นด้วยเหรอครับ?”
คำถามของคยูฮยอนกระแทกใจซองมินอย่างรุนแรง ถูกตามที่คยูฮยอนพูดทุกถ้อยคำ เรื่องเมื่อคืนมันเกิดขึ้นเพราะสติของพวกเขาทั้งคู่หายไป การกระทำเมื่อคืนเป็นเพียงแค่การตอบสนองความต้องการทางกายที่คุกรุ่นขึ้นในร่างของแต่ละคน เมื่อร้อนรุ่ม เมื่ออึดอัด อยากสัมผัส ...ก็หาทางระบายและปลดปล่อยกันก็เท่านั้น ถึงคยูฮยอนจะเป็นคนเริ่มก็เถอะ...
อาจจะมีเขาแค่เพียงฝ่ายเดียวที่รู้สึกอะไรบ้าง...แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อย
“ผมขอโทษถ้านี่มันอาจทำให้คุณรู้สึกแย่ แต่เซ็กส์แบบนี้เป็นเรื่องปกติของผม ลองไปสุ่มถามนายแบบซักคนที่เคยขึ้นปกให้เอพลัสสิว่าเขาเคยนอนกับผมไหม ผมเชื่อว่าต้องมีสักคนที่ตอบว่าเคย แล้วอีกอย่าง คุณเป็นผู้ชาย เมื่อคืนเราก็ป้องกันด้วย มันไม่ได้เสียหายอะไร เราต่างก็มีความสุขกันทั้งคู่"
คยูฮยอนพูดออกมายาวเหยียด ก่อนจะตบท้ายด้วยประโยคสำคัญ
"อีกอย่าง ผมก็ไม่ได้รักคุณ คุณก็ไม่ได้รักผม เราไม่ได้รักกันอยู่แล้วถูกไหม...?"
.
.
โจคยูฮยอนกับอีซองมินไม่เคยรักกันมาก่อนหน้านี้
ความรู้สึกของซองมินที่มีต่อคยูฮยอนคือติดลบเสียด้วยซ้ำ ตอนที่คิมฮเยจู บรรณาธิการวัยสามสิบต้นๆ ของนิตยสารเอพลัสบอกเขาว่าจะเชิญนายแบบหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงอย่างโจคยูฮยอนมาขึ้นปกพร้อมสกู๊ปสัมภาษณ์พิเศษเจาะลึก สิ่งแรกที่ซองมินทำทันทีที่รู้คือ คัดค้าน
'เจ๊จะเอาเขามาขึ้นปกเราทำไมเนี่ย ไม่เห็นเหรอข่าวฉาวโฉ่เขาเยอะแยะ เคยเข้าเว็บเนเวอร์ดู Top Search กับเขาบ้างไหมว่ามันมีแต่ชื่อไอ้หมอนี่ เสียภาพลักษณ์นิตยสารเราเปล่าๆ แถมตัวก็ผอมแห้งแบบนั้น คงจะถ่ายออกมาสวยหรอก' จริงๆ ซองมินก็ไม่ได้นิยมถ่ายนายแบบหุ่นล่ำบึ้กปานนั้น แต่ถ้าจะค้านก็ต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาค้าน
'ฉันเข้า แกนั่นแหละ ไม่คิดอยากจะให้ชื่อ "เอพลัส" ขึ้น Top Search คู่กับ "โจคยูฮยอน" หรือยังไง ที่ฉันเชิญมาขึ้นปกพร้อมมีสัมภาษณ์เจาะลึกก็เพราะเขากำลังดังนี่แหละ ขืนให้มีเล่มอื่นชิงตัดหน้าไปก่อนก็แย่สิ' ริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีอ่อนของบรรณาธิการสาวขยับพูดเสียงดัง 'ส่วนเรื่องหุ่น เดี๋ยวนี้เทรนด์นายแบบตัวผอมๆ สูงๆ กำลังมาแรงย่ะ! ดูน่าทะนุถนอมดีออก แล้วถ้าถ่ายออกมาดูไม่ดี โจคยูฮยอนเขาจะดังได้ขนาดนี้หรือไง จริงไหม!'
แม้จะอยากเถียงสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องยอมรับว่าคิมฮเยจูพูดถูก รูปร่างของคยูฮยอนอาจจะค่อนข้างผอมไปสำหรับการเป็นนายแบบ คือถ่ายออกมาแล้วก็ไม่ได้ดูหล่อเหลาปานเทพบุตรกรีก หรือมีแผงอกกว้างที่สาวๆ ทั่วกรุงโซลอยากจะโผเข้าไปซบอะไรแบบนั้น แต่คยูฮยอนก็สามารถทำให้เสื้อผ้าและเครื่องประดับที่สวมอยู่นั้นดูดีขึ้นมาได้ทันตา อีกข้อหนึ่งคือ ใบหน้าที่ประกอบไปด้วยดวงตาคมสีเข้ม จมูกโด่ง พร้อมริมฝีปากได้รูปสวยนั้นช่างมีเสน่ห์ชวนมอง จนไม่ว่าใครก็ตามที่ได้พบเห็นก็ต้องวกหันกลับมามองอย่างพินิจอีกครั้งหนึ่ง
โจคยูฮยอนเคยเป็นนายแบบให้กับแบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นสองสามยี่ห้อ มีงานถ่ายแบบลงนิตยสารสำหรับวัยรุ่นอยู่สองสามปก แม้จะหน้าตาดีจนสะดุดตา มีคนโพสรูปของเขาลงตามอินเตอร์เน็ตบ้าง แต่ก็ไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตกอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ไปเป็นนายแบบโฆษณาภาพนิ่งของน้ำดื่มยี่ห้อหนึ่ง ในภาพโฆษณาซึ่งเป็นภาพขาวดำนั้น คยูฮยอนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่ง ปลดกระดุมเม็ดบนสองเม็ด ยืนพิงเคานท์เตอร์ห้องครัวและยกขวดน้ำเปล่ายี่ห้อนั้นขึ้นดื่ม... เป็นโฆษณาที่ไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากมายนอกจากการทำเป็นสีขาวดำเพื่อให้ดูคลาสสิกสะดุดตา แต่ปรากฏว่านายแบบดันออกมาโคตรดูดีและเป็นที่จดจำมากกว่าน้ำดื่มยี่ห้อนั้นเสียเอง
ที่จริงแล้วในฐานะช่างภาพของนิตยสาร เขาก็ต้องติดตามข่าวคราวของนายแบบหน้าใหม่ๆ ไว้บ้าง และก็รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวดี แต่ก็เป็นเพราะได้รับรู้เรื่องราวฉาวโฉ่มากมายของคยูฮยอนด้วย ที่ทำให้เขาสร้างอคติกับเด็กหนุ่มคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือเรื่องนิสัยไม่ตรงต่อเวลาจนผู้ว่าจ้างเอือมทั้งที่เพิ่งดังได้ไม่นาน นิสัยโวยวายเรื่องมากเอาแต่ใจตามประสาคนดัง ข่าวความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้จัดการตัวเอง รวมไปถึงกับนายแบบรุ่นพี่คนอื่นๆ ในวงการ บางข่าวซองมินก็ว่าจริง บางข่าวซองมินก็ว่าไม่จริง แต่ที่แน่ๆ คือเขาปักใจเชื่อไปแล้วว่าคยูฮยอนก็แค่เด็กไม่ดีที่บังเอิญหน้าตาดีสวนทางกับพฤติกรรม
ฮเยจูเล่าว่าตัวผู้จัดการที่ชื่ออีฮยอกแจนั้นก็ท่าทางนอบน้อมดี คุยงานง่าย เป็นตัวนายแบบเองมากกว่าที่คงนิสัยเสียจนแม้แต่ผู้จัดการก็กำราบไม่ค่อยได้ และ 'นิสัยเสีย' ของคยูฮยอนก็ประจักษ์ขึ้นมาทันทีในวันที่เขาต้องเดินทางมาที่สตูดิโอของสำนักพิมพ์เพื่อถ่ายปกนิตยสาร
คยูฮยอนมาถึงพร้อมผู้จัดการสายจากเวลานัดไปครึ่งชั่วโมงนิดๆ ฮยอกแจเดินเข้ามาพร้อมโค้งตัวลงเสียต่ำ พูดขอโทษซ้ำไปซ้ำมาจนซองมินที่อารมณ์ไม่ดีและทำท่าจะตะโกนต่อว่าผู้จัดการถึงกับไม่กล้าพูดอะไรออกมา ส่วนตัวต้นเหตุที่ทำให้คนอื่นต้องเสียเวลาคอยนั้นกลับแค่พูดขอโทษด้วยเสียงนิ่งๆ ไม่มีความรู้สึกผิดเจืออยู่ในน้ำเสียงเลยสักนิด กราฟความประทับใจดิ่งลงเหวจนซองมินอยากจะเดินออกจากสตูดิโอ
พอเจ้าตัวนั่งนิ่งๆ ให้แต่งหน้าทำผมแต่โดยดีไม่เรื่องมาก อารมณ์ที่ขุ่นมัวลงของทีมงานทุกคนก็พอจะดีขึ้นมาบ้าง จนกระทั่งทีมงานคนหนึ่งไปเอาน้ำดื่มมาให้ฮยอกแจกับคยูฮยอน...
'มีน้ำแร่ไหมครับ? ปกติผมดื่มแต่น้ำแร่ แต่ถ้าไม่มีก็...'
'ไม่มี! ดื่มๆ ไปเถอะมันก็น้ำเหมือนกัน' ซองมินที่ยืนอยู่ไม่ห่างนักพูดออกมาทันที
คยูฮยอนยักไหล่ แกะพลาสติกที่หุ้มฝาขวดน้ำออก 'ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็แค่ถามดูว่ามีไหม ไม่มีผมดื่มนี่ก็ได้ไง'
ที่จริงพื้นฐานคยูฮยอนก็หน้าตาดีอยู่แล้ว ขนาดตอนที่เพิ่งเข้ามาในสตูดิโอ ยังไม่ทันพาเข้าไปห้องแต่งหน้าทำผม ใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาไร้เครื่องสำอางก็ยังจัดว่าดูดี แต่พอยิ่งเสริมแต่งด้วยเครื่องสำอางก็ยิ่งดูดีขึ้นจนแม้แต่ซองมินก็ยังอดใจไม่ไหวต้องไปยืนมองใกล้ๆ ในหัวพยายามนึกภาพและการจัดวางท่าให้กับนายแบบหนุ่มไปด้วยว่าทำอย่างไรจึงจะออกมาดูดีที่สุดและตรงตามคอนเซปต์ที่กองบรรณาธิการวางเอาไว้
เปลี่ยนเสื้อผ้าและแต่งหน้าเรียบร้อย อีซองมินและโจคยูฮยอนต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป ช่างภาพหนุ่มต้องยอมรับว่าโจคยูฮยอนดูดีมากเมื่ออยู่หน้ากล้อง การโพสท่าค่อนข้างเป็นธรรมชาติและดูเป็นมืออาชีพ ไม่เก้กัง ไม่ต้องเสียเวลาคิดท่าให้มากนัก ดวงตาคมทั้งสองข้างมองกล้องมาอย่างมั่นใจ ดูไม่เคอะเขิน หากก็สื่ออารมณ์ออกมาได้เหมือนกัน คยูฮยอนทำให้ซองมินรู้สึกเพลิดเพลินไปกับการเก็บภาพของเจ้าตัว จนอารมณ์ขุ่นมัวก่อนหน้านี้เริ่มจางหายไปบ้าง
'รูปสุดท้ายแล้ว ขอยิ้มแบบ...จริงใจสุดๆ มีความสุขสุดๆ ไปเลยนะ จะหัวเราะด้วยก็ได้'
คยูฮยอนยิ้ม...วินาทีแรกๆ เป็นยิ้มเม้มปากแบบหล่อๆ ชวนให้ใจเต้น แต่หลังจากนั้นริมฝีปากก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม...ดูสดใส และทำให้ซองมินใจเต้นรัว อาจจะพอๆ กับเสียงชัตเตอร์ที่เขากดอยู่ตอนนี้
พอซองมินบอกว่าการถ่ายภาพครั้งนี้สิ้นสุดลง คยูฮยอนก็ก้าวเร็วๆ ออกจากหน้ากล้องและตรงไปยังห้องแต่งตัวทันทีเพื่อล้างเครื่องสำอางออกบางส่วนและเปลี่ยนชุดให้เป็นเหมือนเดิมก่อนที่จะเข้าไปในสำนักพิมพ์เพื่อให้สัมภาษณ์กับกองบรรณาธิการเอพลัสในเวลาต่อไป ระหว่างนั้นซองมินจึงเดินมาที่คอมพิวเตอร์เพื่อดูรูปที่ถ่ายไป และค่อนข้างหนักใจเพราะตอนคัดเลือกรูปนั้นคงเป็นขั้นตอนที่ยากลำบากมากแน่ๆ
เพราะไม่มีเวลาทั้งวัน คยูฮยอนจึงออกมาในสภาพที่ไม่ต่างกับตอนถ่ายแบบมากนัก อายไลน์เนอร์สีเข้มยังคงกรีดอยู่รอบดวงตา ทรงผมก็ยังเป็นทรงเดิม ร่างสูงเดินตรงมาหาฮยอกแจที่ยืนดูรูปถ่ายใกล้ๆ ซองมิน คว้าแขนบางของเจ้าตัวไว้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดู...ออดอ้อนว่า
'พี่ฮยอกแจ... ผมหิว มีอะไรรองท้องไหม'
ฮยอกแจหันมาทางซองมินเพื่อหาคำตอบ คนถูกมองจึงเรียกทีมงานให้เอาของว่างที่เตรียมไว้มาให้นายแบบหนุ่ม
'ขอผมกินรองท้องก่อนนะครับคุณตากล้อง ไม่ต้องกลัวผมไปสัมภาษณ์สายหรอก ผมจะรีบกิน'
'ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักคำ'
ขณะที่เคี้ยวขนมปังอยู่ตุ้ยๆ ร่างเพรียวก็เลยถือโอกาสยืนดูรูปถ่ายในกล้องของซองมินผ่านจอคอมพิวเตอร์ไปด้วย พร้อมกับเอ่ยปากชมว่า 'คุณถ่ายสวยดีนะ'
'ถ่ายในสตูฯ มันก็ไม่ได้ออกมาโดดเด่นอะไรขนาดนั้นหรอก เหมือนๆ กันแหละ'
'เอ้า ชมว่าถ่ายรูปสวยก็ไม่ชอบ'
'ฉันยังไม่ได้บอกสักคำว่าไม่ชอบ'
'แต่คุณทำเสียงเหมือนไม่พอใจผม...' ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องอะไร เพราะตั้งแต่เหยียบเข้ามาในสตูดิโอนี่ ดูเหมือนทุกสิ่งอย่างที่เขาทำยกเว้นการไปยืนหน้ากล้องจะผิดไปหมดทุกอย่างในสายตาของอีกคนหนึ่ง เขากลืนขนมปังคำสุดท้ายเข้าลำคอไปก่อนจะพูดว่า 'ผมว่าผมชอบงานของคุณนะครับ แล้วหวังว่าหลังจากนี้เราจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันอีก'
คนตัวสูงค้อมศีรษะให้นิดหนึ่งเป็นการบอกลาก่อนจะเดินเคียงผู้จัดการตัวเล็กออกไปจากสตูดิโอ ซองมินเผลอมองตาม มือแกร่งของคยูฮยอนกุมมือชายอีกคนหนึ่งเอาไว้ ช่างภาพหนุ่มรวมไปถึงทีมงานบางคนเผลออ้าปากค้างออกมา ...ถ่ายแบบให้นายแบบหรือศิลปินดารามากี่คนๆ เขาเพิ่งเคยเห็นนายแบบเดินจับมือกับผู้จัดการนี่แหละ...
ข่าวลือเรื่องมาสายหรือเรื่องมากเอาแต่ใจที่เคยผ่านเข้าหูมานั้นก็เป็นจริงอยู่บางส่วน คือซองมินไม่เห็นว่าคยูฮยอนจะเรื่องมากหรือหยิ่งถือตัวจนถึงขั้นรับไม่ได้ ก็แค่ดูขัดหูขัดตานิดหน่อยเท่านั้น แต่ท่าทางข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์กับผู้จัดการนี่น่าจะจริง...จริงมากๆ ด้วย (และก็ขัดหูขัดตามากด้วยเช่นกัน)
ซองมินกับคยูฮยอนไม่ได้โคจรมาพบกันอีกจนกระทั่งวันที่นิตยสารฉบับหน้าปกของนายแบบหนุ่มวางแผง เสียงโทรศัพท์ที่โทรมาตอนสายๆ ปลุกให้ซองมินตื่นขึ้น ด้วยความงัวเงียจึงกดรับโดยไม่ได้มองหน้าจอว่าคนที่โทรมาเป็นใคร
'อ่า...คุณอีซองมินใช่ไหมครับ'
เสียงของคู่สนทนาฟังดูคุ้นๆ แต่ตอนนั้นซองมินนึกไม่ออก จนเจ้าของเสียงบอกชื่อเสร็จสรรพซองมินถึงได้ตาสว่างขึ้นมา ร้องถามไปทันทีว่าอีกฝ่ายเอาเบอร์เขามาจากไหน ก่อนจะได้รับคำตอบว่าคนให้ก็คือแม่บรรณาธิการคนเก่งของเขานี่เอง
'ฉันยังไม่ได้เห็นเล่มจริงเลย'
'ออกไปแผงหนังสือแถวบ้านก็เห็นแล้วมั้งครับ ผู้จัดการผมเพิ่งซื้อมาให้ รูปสวยมากๆ เลย'
'ไปชมคนแต่งภาพเถอะ ฉันก็แค่ถ่ายเฉยๆ'
'ถ่อมตัวไปได้ แต่งภาพเก่งยังไงถ้ารูปต้นฉบับมันไม่สวยมันก็ไม่ออกมาดูดีหรอก'
'นี่นายโทรไปขอบคุณคนถ่ายรูปให้นายทุกคนเลยรึเปล่า'
'ไม่ทุกคน' คยูฮยอนปฎิเสธ 'ส่วนใหญ่ผมให้ผู้จัดการโทรไปออฟฟิศมากกว่า'
ซองมินเงียบและทบทวนประโยคนั้นอยู่หลายตลบ '...นี่แปลว่าฉันเป็นคนส่วนน้อยงั้นสิ?'
'อื้ม น้อยมากมากมากมากเลยด้วย' ฟังจากน้ำเสียง ซองมินก็เห็นภาพคยูฮยอนฉีกยิ้มกว้าง...ยิ้มแบบที่ทำให้ใจเขากระตุกวาบในวันนั้น
'โทรมาแค่นี้ใช่ไหม?'
'ครับ ผมชอบรูปคุณมากเลยนะ'
ซองมินจ้องโทรศัพท์ที่คู่สนทนาเพิ่งตัดสายไป... ว่าจะทำเป็นไม่สนใจตัวเลขหลายหลักบนหน้าจอแต่แล้วอะไรบางอย่างก็ดลใจให้ซองมินกดบันทึกเบอร์นั้นเอาไว้ ตอนแรกตั้งใจว่าจะนอนต่อเพราะเมื่อคืนนั่งทำรูปจนเกือบเช้า แต่ไหนๆ ก็โดนคนแปลกๆ โทรมาปลุกจนตาสว่าง จึงตัดสินใจลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนจะขี่จักรยานไปร้านสะดวกซื้อแถวอพาร์ตเมนท์เพื่อซื้อเอพลัสมาเล่มหนึ่ง เป็นเล่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ในร้าน ไม่ลืมซื้อขนมจุกจิกเอามาติดตู้เย็นด้วย
ส่วนใหญ่แล้วถ้านิตยสารวางแผงซองมินก็จะไปพลิกอ่านผ่านๆ ที่สำนักพิมพ์เอามากกว่า ชอบเนื้อหาเล่มไหนก็จะขอฟรีเอาตามโควต้าช่างภาพ นี่คงเป็นเอพลัสหนึ่งในไม่กี่ฉบับที่ซองมินซื้อเก็บ
กลับมาบ้านก็พลิกไปหน้ารูปภาพของคยูฮยอนก่อนเป็นอันดับแรก ทุกรูปที่ลงในเอพลัสเล่มนี้ซองมินเป็นคนคัดด้วยตัวเอง ถัดจากนั้นไม่กี่หน้าก็เป็นบทสัมภาษณ์ความยาวประมาณห้าหน้า ดูจากความยาวแล้วคงเป็นบทสัมภาษณ์ที่เจาะลึกนายแบบที่ชื่อโจคยูฮยอนจริงๆ ชิ้นแรกจนซองมินอดนึกชื่นชมฮเยจูไม่ได้ ซึ่งโดยรวมแล้วบทสัมภาษณ์นี้ก็น่าสนใจดี และออกมาถูกเวลาในขณะที่ชื่อของโจคยูฮยอนกำลังเป็นที่รู้จักในอินเตอร์เน็ต
บทเกริ่นนำกล่าวถึงโจคยูฮยอนในฐานะนายแบบวัยรุ่นที่กำลังมาแรง พร้อมๆ กับชื่อเสียงที่มีมากขึ้น ข่าวลือแง่ลบมากมายก็ตามมาด้วยเช่นกัน เรื่องนิสัยไม่ดีต่างๆ นั้นคยูฮยอนตอบเชิงว่าอยากให้มารู้จักตัวตนที่แท้จริงมากกว่า ไม่ใช่เชื่อแต่ข่าวลือ แต่เรื่องความสัมพันธ์กับผู้จัดการและกับนายแบบในวงการด้วยกัน คยูฮยอนไม่ได้ปฎิเสธเสียงแข็ง แต่ก็ไม่ได้ยอมรับว่าจริง... ขอเก็บเป็นเรื่องส่วนตัว นอกเหนือจากเรื่องข่าวลือนั้นแล้ว ในบทสัมภาษณ์ก็ยังถามถึงเรื่องในวัยเด็กของคยูฮยอน ชีวิตส่วนตัว ครอบครัว นิสัย งานอดิเรกที่ชอบทำ ทัศนคติในการใช้ชีวิตและการทำงาน เรืื่องหลังนี้อ่านแล้ว ซองมินกลับมองว่ายังไงความคิดของคยูฮยอนก็ยังดูเด็กๆ อยู่ ไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เหมือนภาพลักษณ์ ...ยังไงเสียคยูฮยอนก็อายุน้อยกว่าเขาถึงแปดปี
แม้ว่าต่างฝ่ายต่างจะมีเบอร์ของกันและกันแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการโทรไปคุยหรือส่งข้อความหากันเป็นพิเศษ และซองมินก็ไม่ได้สนใจด้วย ดาวคยูฮยอนและดาวซองมินห่างกันไปอีกครั้ง จนกระทั่งโคจรมาพบกันในงานแต่งงานของนางแบบดังคนหนึ่ง
ซองมินไปร่วมงานเพราะเคยถ่ายงานให้หล่อนบ่อยๆ และสนิทกันในระดับหนึ่ง ส่วนคยูฮยอนไปเพราะเคยถ่ายแบบโฆษณากับหล่อนครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าคนที่เดินประกบคยูฮยอนแทบจะตลอดเวลาก็คือผู้จัดการที่ชื่อฮยอกแจ จากที่เคยเลิกสนใจเรื่องคยูฮยอนไปแล้ว ซองมินก็กลับเผลอลอบมองสองคนนั้นเป็นระยะๆ แต่จู่ๆ คยูฮยอนก็ปลีกตัวมาหาเขาคนเดียว ไร้วี่แววของผู้จัดการตัวเล็ก
'ผมเบื่อ เราออกไปหาอะไรทำกันดีไหม?'
'แล้วทำไมมาชวนฉัน'
'ดูคุณก็เบื่อๆ เหมือนกันนี่ ไม่ได้สนใจบ่าวสาวเขาเลยไม่ใช่เหรอ ของขวัญก็ให้ไปแล้ว แถมเจ้าบ่าวเขาเป็นดารา นี่ดาราเลยเดินชนกันเต็มงาน ทั้งคุณทั้งผมก็ไม่ได้รู้จักใครกันสักคน ออกไปกันเถอะน่า' มือแกร่งถือวิสาสะคว้าข้อมือของซองมินเอาไว้
ช่างภาพหนุ่มมัวแต่ตกใจกับคำชวนและการกระทำของอีกฝ่ายจนไม่ได้เอะใจเลยว่า...คยูฮยอนรู้ได้อย่างไรว่าเขาค่อนข้าง 'เบื่อ'
'แล้วผู้จัดการนายล่ะ? จะทิ้งเขาไว้ในงานหรือไง?'
'เขาไม่สนใจหรอกน่า หาผมไม่เจอเดี๋ยวเขาก็โทรมาเอง ออกไปกันเถอะน่า นะ นะฮะซองมิน'
เจอเสียงเด็กโข่งอายุสิบเก้าอ้อนเข้าไป ประกอบกับไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอยู่ในงานต่ออยู่แล้ว ซองมินจึงปล่อยให้คยูฮยอนลากเขาออกไปนอกห้องจัดเลี้ยงอย่างง่ายดาย ร่างสูงพาเขาขึ้นลิฟท์ไปหลายชั้น พามาหยุดที่หน้าไวน์บาร์ระดับหรูแห่งหนึ่งที่ซองมินไม่เคยแม้แต่จะคิดเข้ามาอุดหนุน
'นี่ ฉันไม่ได้พกตังค์มาเยอะแยะนะ'
'มันหรูแค่ร้านแหละคุณ ไวน์ไม่ได้แพงอะไรมากมาย ถ้าคุณไม่มีเงินผมเลี้ยงก็ได้'
คำว่า 'ไม่ได้แพงอะไรมากมาย' ของคยูฮยอนนั้นใช้ไม่ได้กับซองมินในเมื่อรายได้ต่างกันมากโข เปิดเมนูไวน์เห็นราคาของแต่ละขวดแล้วซองมินแทบอยากจะวิ่งออกจากร้าน คยูฮยอนต้องเป็นคนควักเงินจ่ายค่าไวน์นั้นอยู่ดี
'ถ้าคุณรู้สึกผิด ไว้เลี้ยงข้าวผมคืนสักมื้อก็ได้'
พวกเขานั่งจิบไวน์ไป ฟังเพลงไปและนั่งคุยกันไป และนั่นก็ทำให้ซองมินรู้จักคยูฮยอนดีขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าบทสัมภาษณ์ที่ออกสื่อไปนั้นย่อมมีบางส่วนที่คยูฮยอนไม่พูดหรือเลี่ยงที่จะบอกตรงๆ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ นายแบบหนุ่มหัวเราะขำเมื่อซองมินถามเรื่องฮยอกแจ
'เหอะ จะบ้าเหรอ! ผมกับพี่ฮยอกแจเนี่ยนะ เป็นข่าวกับนางแบบผู้หญิงยังตลกน้อยกว่านี้เลย' พร้อมอธิบายว่าที่เขากับฮยอกแจดูสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ก็เพราะตนนับถือฮยอกแจเป็นพี่ชายจริงๆ คนหนึ่ง และไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านั้น 'จะสร้างข่าวลือกันก็ช่วยดูนิดนึง'
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไมรู้สึกโล่งใจขึ้นเมื่อได้ฟังคำตอบนั้น ซองมินถามต่อ
'แล้วกับนายแบบคนอื่นล่ะ จริงรึเปล่า'
คยูฮยอนนิ่งเงียบไปนิดเหมือนตกใจที่โดนถามเรื่องนี้ แถมตอบเลี่ยงๆ ว่า 'มันก็ต้องมีบ้าง...แต่ทั้งผมกับเขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรหรอก... ครั้งสองครั้งแล้วก็จบ...เข้าใจนะ คุณก็รู้ว่าวงการนี้เป็นยังไง'
ซองมินพยักหน้า รู้ล่วงหน้าแล้วว่าคยูฮยอนก็คงไม่ต่างกับคนอื่นๆ วงการนายแบบนางแบบไม่ได้เหมือนดาราท่ีต้องรักษาภาพลักษณ์ตลอดเวลา แน่นอนว่าแฟนคลับก็ต้องมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขนาดเกาะติดทุกฝีก้าวจนต้องระมัดระวังตัวเรื่องนี้เป็นพิเศษ ความสัมพันธ์ระหว่างคนอาชีพนี้บางกลุ่มจึงค่อนข้างฉาบฉวย หาได้ยากที่คนอาชีพนี้จะลงเอยด้วยกันเอง เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ชอบการผูกมัดทั้งคู่ ส่วนใหญ่หากจะมีแฟนกันจริงๆ ก็มักจะไปคบกับคนอาชีพอื่นเช่นนักร้องหรือดารามากกว่า
พวกเขาดื่มกันจนเริ่มเมา แอลกอฮอลล์เข้าไปในกระแสเลือดพอสมควร แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นเมาแอ๋จนกลับบ้านกลับช่องไม่ได้ ดื่มไวน์จนหมดแล้วจึงพากันออกจากร้าน โดยพวกเขาแวะเข้าห้องน้ำชายที่อยู่ชั้นเดียวกันก่อน หลังจากต่างคนต่างทำธุระกันเสร็จแล้วจึงมายืนอยู่ตรงอ่างล้างมือ หน้าพวกเขามีกระจกบานใหญ่อยู่
คยูฮยอนยืนล้างมืออยู่ข้างๆ ช่างภาพหนุ่ม เผลอปล่อยสายตาพิศมองคนตัวเล็กกว่าผ่านกระจกอยู่สักพักก่อนจะเปรยออกมาว่า 'เสียดายนะ ถ้าคุณสูงกว่านี้หน่อย ผมว่าคุณก็เป็นนายแบบได้'
ริมฝีปากเล็กคลี่ยิ้มออกมานิดหนึ่ง 'ตลกแล้ว หน้าอย่างฉันเนี่ยนะ'
'ผมว่าคุณก็หน้าตาดีออก' หยิบกระดาษเช็ดมือมาเช็ดมือให้แห้ง แล้วจึงหันมาทางซองมิน ใช้มือข้างหนึ่งสัมผัสใบหน้าอีกฝ่ายเบาๆ เหมือนจะสำรวจเครื่องหน้าแต่ละส่วน ก่อนที่เรียวนิ้วทั้งสองจะจับปลายคางของซองมินไว้อย่างนุ่มนวล คยูฮยอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มชวนฝันว่า 'อืม...คุณเคยได้ยินคำว่า Imperfection is Perfect ไหม? คุณก็เป็นแบบนั้นล่ะ'
'ยะ...ยังไง'
'ตาคุณไม่โต ไม่คมมาก...แต่น่ามอง จมูกก็เล็กๆ ไม่โด่งมาก...แต่น่ารักดี ปากคุณ...'
ใบหน้าของนายแบบหนุ่มค่อยๆ ขยับใกล้เข้ามาราวกับว่าพวกเขามีแรงดึงดูดเข้าหากัน เรียวปากของคยูฮยอนประทับเข้ากับริมฝีปากนุ่มของซองมิน แรกๆ สัมผัสนั้นกลับดูผิวเผินเหมือนผีเสื้อบินลงแตะกลีบดอกไม้ หากไม่นานนักจูบเบาๆ ก็ค่อยๆ ร้อนแรงขึ้นตามอารมณ์ของคนทั้งคู่...โชคดีท่ีในห้องน้ำนี้ไม่มีใครนอกจากพวกเขาสองคน ซองมินเผลอยกมือข้างหนึ่งยึดไหล่คยูฮยอนเอาไว้เป็นหลัก จูบอีกฝ่ายตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งเป็นคยูฮยอนก่อนที่ถอนริมฝีปากออกไปอย่างอ้อยอิ่งราวกับเสียดายรสหวานของอีกคนหนึ่ง
'...ก็น่าจูบมาก'
...จริงๆ คยูฮยอนไม่จำเป็นต้องพูดตบท้ายก็ได้ คนที่แก้มแดงไปทั้งแถบตอนนี้เข้าใจสิ่งที่คยูฮยอนต้องการจะบอกดีพอแล้ว เกิดมาเกือบสามสิบปียังไม่เคยมีใครทำกับซองมินแบบนี้ ริมฝีปากที่ปล่อยลมหายใจอุ่นๆ ของคนตรงหน้ายังคงคลอเคลียอยู่บริเวณปากของซองมิน ก่อนที่จะเปลี่ยนตำแหน่งไปยังบริเวณริมใบหูแทน และกระซิบเสียงพร่าว่า 'ขอจูบอีกได้ไหม ผมชอบ'
พระเจ้า... กระซิบแผ่วเบาแต่ทำหัวใจซองมินเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้ว และเมื่อซองมินไม่ได้เอ่ยปฎิเสธ คยูฮยอนจึงก้มลงจูบอีกฝ่ายอีกครั้งอย่างจาบจ้วง มือแกร่งดันศีรษะของซองมินเข้าหากายเพื่อให้เขาทั้งสองแนบแน่นกันมากกว่าเดิม พร้อมๆ กับที่ซองมินก็ยกแขนทั้งสองขึ้นโอบล้อมรอบคอของอีกฝ่าย ร่างทั้งสองเบียดแนบชิดกันอย่างไร้ระยะห่าง ในขณะที่ริมฝีปากตักตวงความหวานจากกันและกันไม่หยุดหย่อน
พวกเขาผละออกจากกันเพื่อสูดอากาศเข้าไปในปอด ใบหน้าของทั้งสองคนแดงก่ำ และไม่ใช่เพราะฤทธิ์แอลกอฮอลล์ในไวน์อย่างเดียว ตาทั้งสองคู่สบกันอย่างรู้ความหมาย...
...ในค่ำคืนนี้ พวกเขาหยุดตัวเองไม่ได้แล้ว
.
.
“อื้ม...ผมไม่ได้ยินพี่โทรมานี่ แต่ผมส่งข้อความบอกไปแล้วไงว่าผมกลับก่อน"
ปลายสายคงพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้คยูฮยอนรำคาญใจ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น พูดด้วยเสียงดังกว่าเดิม "โอเค ผมขอโทษที่ผมปล่อยพี่กลับคนเดียว แต่ผมก็เมสเสจบอกพี่แล้วไง ไม่ได้แอบหนีไปไหนสักหน่อย นี่ผมก็อยู่บ้านด้วย ...คือพี่อย่าเรื่องมากได้มั้ยวะ!"
“ใช่ วันนี้ผมคงอยู่บ้านทั้งวันแหละ ใช่...ใช่ แค่นี้นะครับ บาย!!" ลากเสียงยาวก่อนจะกดวางโทรศัพท์อย่างรำคาญนิดๆ ใบหน้าหล่อเหลาของคยูฮยอนดูบึ้งตึงลงกว่าเดิม
“ผู้จัดการโทรมาเหรอ"
“มีอยู่คนเดียวแหละที่วุ่นวายขนาดนี้ เขาดูแลผมดีมากๆ เลยนะซองมิน แต่บางทีก็เยอะเกิน อย่างเมื่อกี้ก็โทรมาโวยวายว่าผมไปไหนทำไมไม่บอก ทั้งที่ผมก็เมสเสจไปบอกเขาตั้งแต่เราดื่มไวน์กันแล้วว่าผมจะกลับก่อน" มือเรียวยกนมสดในแก้วขึ้นดื่ม "น่าเบื่อ"
“รู้ไหมตอนนี้นายทำตัวเหมือนเด็กสิบขวบเวลาโดนพ่อแม่บ่นเลย โวยวายไปหมด เป็นคนใจร้อนล่ะสิเรา สมควรล่ะที่มีคนเขาลือกันว่านายเอาแต่ใจบ้างขี้เหวี่ยงบ้าง"
“แล้วซองมินเชื่อข่าวลือนั้นด้วยเหรอ?”
“ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่ตอนนายมาสตูดิโอสายแล้วทำไม่รู้สึกอะไร ส่วนผู้จัดการก้มขอโทษหงึกๆ นี่...”
“ก็จะไม่ให้พี่ฮยอกแจขอโทษมากมายได้ยังไงเล่า เขาต้องมารับผมไปสตูดิโอแต่ตัวเองดันมาถึงบ้านผมสายซะเอง ไม่ได้ผิดที่ผมเลยสักนิด" พอเห็นปฎิกิริยาของซองมินที่อ้าปากค้าง คยูฮยอนก็ยิ้มร้ายอย่างรู้ทัน "ตอนนั้นซองมินคงไม่ชอบผมไปเลยล่ะสิ แค่ผมขอน้ำแร่ก็ยังมาจับผิดกัน"
“ฉันไม่ชอบคนไม่ตรงต่อเวลา พอเจอนายมาเรื่องมากต่อแบบที่เขาลือกันเป๊ะก็เลยพาลไม่ชอบหนักยิ่งกว่าเดิม"
คยูฮยอนรับฟังและไม่พูดอะไรต่อ หลังจากจัดการอาหารเช้ามื้อเบาของตัวเองเสร็จแล้วก็อาสาจะขับรถส่วนตัวไปส่งซองมินที่ห้อง
“ซองมินโกรธผมหรือเปล่าเรื่องเมื่อคืน...”
จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาขณะที่ขับรถอยู่ ซองมินถึงกับต้องสวนกลับไปว่า "เพิ่งนึกออกเหรอว่าเกิดอะไรขึ้น"
“ไม่ใช่...ผมแค่...ผมแค่กลัวซองมินจะเกลียดผมที่ผมพูดแบบนั้น"
กอดอกพลางปรายตามองคนท่ีกำลังขับรถอยู่ “อ้อ รู้ตัวด้วยนี่"
“ผมแค่รู้สึกว่าผมยังไม่พร้อมที่จะคบใครจริงจัง และถ้าเรื่องเมื่อคืนจะบีบบังคับให้ผมต้องคบกับซองมินจริงๆ ยังไงผมก็ทำไม่ได้ ผมไม่พร้อม ผมเลยบอกไปว่ามันเป็นแค่เซ็กส์...และเราก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกอะไรกับมัน” ร่างเพรียวพูดด้วยเสียงจริงจัง
“ก็ถูกของนาย" ซองมินพูด "เราเจอกันแค่ไม่กี่ครั้งเอง เรื่องเมื่อคืนก็เป็นแค่เรื่องบนเตียงของเราสองคน...เพราะงั้นก็ทำเป็นลืมๆ มันไปเถอะ"
ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยความรัก มันเริ่มจากความบังเอิญ แอลกอฮอลล์ จูบร้อนแรง อารมณ์เคลิบเคลิ้ม...ก็เท่านั้น และมันก็จะไม่ลงเอยด้วยความรัก เพราะมันไม่มีคำว่ารักตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
หากชายหนุ่มวัยยี่สิบเจ็ดที่บอกให้คยูฮยอนลืมทุกอย่างให้หมดกลับเป็นฝ่ายผิดคำพูด สุดท้ายแล้วก็เป็นตัวเขาเองที่พอนั่งอยู่ที่ห้องว่างๆ ก็มักจะเผลอหยิบเอพลัสหน้าปกคยูฮยอนมาพลิกไปมา เบื่อพฤติกรรมตัวเองเหลือเกิน ทำเหมือนเป็นวัยรุ่นอายุสิบห้าที่เพิ่งตกหลุมรักใครสักคนไปได้ แต่ซองมินก็ยังคงทำอยู่ดี
ซองมินไม่เคยเป็นฝ่ายติดต่อคยูฮยอนไป เป็นนายแบบหนุ่มมากกว่าที่มักจะส่งข้อความมายาวบ้างสั้นบ้าง เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เป็นการถามสารทุกข์สุกดิบปกติเหมือนเพื่อนคุยกัน แต่ซองมินก็จะตอบกลับไปสั้นๆ เช่น "อืม" “ทานแล้ว" “ใช่" อย่างเย็นชาและห่างเหินเพราะไม่ต้องการจะสานบทสนทนาต่อ ทว่าพออยู่คนเดียว...ก็มักจะหยิบข้อความของคยูฮยอนมาอ่านจนจำแทบขึ้นใจ
“แกเป็นอะไรซองมิน พักนี้เรียกมาคุยงานแล้วดูเหม่อๆ นะ อกหักเหรอวะ" ฮเยจูถามหลังจากคุยงานเสร็จแล้ว หล่อนกับซองมินรู้จักกันมานาน จึงสนิทสนมและสามารถล่วงรู้ความผิดปกติของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย
“เปล่า" คือคำตอบอัตโนมัติที่พูดออกไป แต่แล้วก็ถามต่อว่า "เจ๊เคยวันไนท์ฯ กับใครไหม"
“เฮ้ย! อยู่ดีๆ มาถามเรื่องนี้ทำไม ไปนอนกับใครมา"
“ไม่บอก เจ๊ตอบผมมาก่อนดิ หรือถ้าเจ๊ไม่เคย... เจ๊จะทำยังไงถ้าเผลอไปนอนกับคนคนนั้นทั้งที่ไม่ได้คิดอะไรกันทั้งคู่"
“เอ๊า ให้ทำไงล่ะ ถ้าไม่ได้คิดอะไรกันแล้วมันเผลอไปแล้ว...จะทำอะไรได้วะ ก็ต้องต่างคนต่างไป"
“แล้วถ้าเราดันเผลอคิดอะไรจนลืมไม่ได้ ส่วนอีกคนหนึ่งไม่ได้คิด แต่เขายังติดต่อกับเราคุยกับเราบ่อยๆ ทั้งที่ไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ทั้งที่รู้ว่าเราพยายามจะลืม...เจ๊จะทำไงอะ"
ฮเยจูเลิกคิ้วและมองซองมินด้วยสายตาทึ่งเล็กน้อย ก่อนจะหรี่ตาลงเหมือนใช้สมองวิเคราะห์อะไรบางอย่าง มือเรียวสอดประสานเข้าหากัน ขณะที่ริมฝีปากอิ่มขยับพูด "ก่อนหน้าที่จะมีอะไรกัน เขาติดต่อมาบ่อยไหม"
“เคยโทรมาแค่ครั้งเดียว เรื่องงานด้วย"
“แต่พอหลังจากมีอะไรกัน เขากลับติดต่อมาบ่อยขึ้น?” ซองมินพยักหน้าตอบรับ ฮเยจูคลี่ยิ้ม "แปลว่าหมอนั่นเขาชอบนายนะซองมิน เพราะถ้าเขาคิดเหมือนกันกับนายคือพยายามจะไม่สนใจ เขาไม่ทำแบบนั้นหรอก ถ้าเขาไม่อยากลืม นายก็ไม่เห็นจำเป็นต้องลืม ก็คุยๆ กับเขาไป เขาอาจจะเป็นคนดีก็ได้"
ซองมินถอนหายใจแรงๆ “แล้วเจ๊ว่าความสัมพันธ์ที่เริ่มจากอะไรแบบนี้มันจะไปรอดเหรอ"
“นี่ ซองมิน คนบนโลกนี้มีตั้งกี่ร้อยล้านคน จะให้ทุกคนมีความรักอย่างสวยงามเหมือนในนิยายทุกคนเลยหรือไง อย่างไอ้พวกที่รักกันมาตั้งแต่เด็กจนแต่งงานมีลูกน่ะมันจะกี่เปอร์เซนต์กันเชียว ในขณะที่ความสัมพันธ์ประหลาดๆ ของแกมันอาจจะไม่เวิร์คกับคนส่วนใหญ่ แต่มันอาจจะเพอร์เฟกต์กับแกก็ได้นี่"
ฮเยจูร่ายออกมายาวเหยียด หากเมื่อเห็นคนตรงหน้ายังนั่งนิ่งเพราะใช้ความคิด หล่อนก็พูดต่อว่า "อย่าเพิ่งกลัวอะไรที่มันไม่เกิดขึ้นเลยนะ จริงๆ...ถ้าแกรู้สึก แล้วเขาก็รู้สึก...ลองคบกันไปก่อนมันอาจจะไม่เสียหายอะไรก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวแกเองละนะ"
'พรุ่งนี้ซองมินว่างไหม? ผมอยากทวงค่าไวน์ของผมคืน ^^'
หากเป็นก่อนหน้านี้ซองมินคงหาทางเลี่ยง แต่สิ่งที่ฮเยจูพูดในตอนกลางวันยังตราตรึงแน่นอยู่ในสมอง ชายหนุ่มคิดทบทวนอยู่หลายตลบ...และในที่สุดสมองก็ทำงานคู่กับหัวใจสักทีเมื่อซองมินพิมพ์ตอบไปว่าว่าง ไม่นานนักคยูฮยอนก็ตอบกลับมาว่าจะมารับซองมินเองในวันพรุ่งนี้
แม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไหร่ แต่รอยยิ้มกว้างตอนอ่านข้อความของคยูฮยอนนั้นเป็นหลักฐานมัดตัวเขาอย่างแน่นหนา จุดเริ่มต้นของมันอยู่ที่ไหนซองมินก็ยังหาคำตอบไม่เจอ อาจเป็นวันแรกที่ได้เห็นรอยยิ้มของคยูฮยอนผ่านกล้องราคาแพง หรือวันท่ีคยูฮยอนโทรมาปลุกและชมเขาว่าถ่ายภาพสวย ตอนนี้มันยังคงผิวเผินและบางเบาจนยังเรียกว่ารักไม่เต็มปาก แต่ความรู้สึกที่ทำให้หัวใจเต้นน้อยๆ นี้ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความรักก็ได้... ซองมินหวังว่าอย่างนั้น
“ผมเลี้ยงไวน์คุณ...แต่คุณพาผมมากินราเมนเนี่ยนะ"
คยูฮยอนพูดอยางประหลาดใจเมื่อซองมินบอกให้จอดรถหน้าร้านราเมนค่อนข้างมีชื่อจากญี่ปุ่นที่มาเปิดในเกาหลี ด้านหน้าร้านตกแต่งและประดับด้วยไม้ให้บรรยากาศแบบญี่ปุ่น ส่วนสิ่งท่ีโดดเด่นที่สุดก็หนีไม่พ้นตุ๊กตาแมวกวักตัวโตที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้า
“ก็ฉันอยากกินราเมน และก็พอใจจะเลี้ยงราเมนร้านนี้ด้วย ถ้านายไม่พอใจก็ไม่ต้องกินก็ได้นะ แต่วันนี้ฉันจะกินที่นี่" ซองมินแกล้งพูดเสียงขรึมและวางหน้านิ่ง จนแม้แต่เด็กเอาแต่ใจอย่างคยูฮยอนยังต้องสงบเสงี่ยมและยอมเดินตามช่างภาพหนุ่มเข้าร้านไป
“ถ้าจะเลี้ยงราเมนแบบนี้ มื้อเดียวไม่พอหรอกนะครับ" แกล้งพึมพำออกมาขณะพลิกดูเมนู ราคาแต่ละชามเทียบกับราคาไวน์หนึ่งขวดในคืนนั้นไม่ติดสักนิด
“แล้วแต่ จะให้เลี้ยงอีกหลายมื้อจนครบค่าไวน์ก็ได้ แค่นายแบบตัวผอมๆ แค่คนเดียวฉันมีปัญญาเลี้ยงอยู่แล้ว"
หลังจากสั่งอาหารเสร็จ คยูฮยอนก็เปรยขึ้นมา "ผมไม่เคยทานร้านแบบนี้เลย ซองมินมาบ่อยเหรอ"
“ก็เคยมาบ่อย..." ไม่ได้อยากเสริมหรอกว่ามากับแฟนเก่า แต่เหมือนคยูฮยอนจะอ่านสีหน้าและจับน้ำเสียงของเขาออก คนตัวสูงยักคิ้วอย่างรู้ทัน ซองมินเลยรีบโต้ตอบ "อย่างนายคงไม่เคยมาร้านแบบนี้หรอกสินะ คงไปตามภัตตาคารหรูๆ อะไรแบบนี้"
“ถูกเผง อย่างอาหารญี่ปุ่นผมก็ชอบไปกินซูชิสายพานมากกว่า อย่างร้าน...น่ะ" เอ่ยชื่อร้านดังที่มีชื่อทั้งในด้านคุณภาพ ความอร่อย และราคาที่ค่อนข้างแพง จนคนฟังอดนึกถึงเรื่องที่คยูฮยอนเล่าในบทสัมภาษณ์เอพลัสไม่ได้ ครอบครัวของคยูฮยอนนั้นค่อนข้างมีฐานะอยู่แล้ว การจะโตมากับร้านอาหารหรูๆ คงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจมากมาย
ราเมนร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นสองชามใหญ่มาเสิร์ฟที่โต๊ะหลังจากนั้นไม่นานนัก ซองมินเลือกกินราเมนที่มีน้ำซุปรสเผ็ดร้อน ในขณะที่คยูฮยอนกินราเมนน้ำซุปแบบธรรมดา น้ำซุปสีส้มเข้มๆ ทำให้คยูฮยอนอดพูดออกมาไม่ได้
“ผมเพิ่งรู้ว่าคุณชอบกินของเผ็ดมากขนาดนี้"
“รสเผ็ดอร่อย ฉันชอบ ไอ้ที่นายสั่งมันก็อร่อยดีหรอกนะ แต่ฉันว่ามันจืดไป"
“เหรอ ผมว่าอะไรก็ตามที่เป็นรสธรรมดาน่ะ อร่อยสุดแล้วสำหรับผมนะ"
“ไม่น่าเชื่อแฮะ ฉันนึกว่าคนอย่างนายจะชอบเผ็ดจัดแบบนี้ซะอีก"
ไม่มีใครเปิดประเด็นถึงเรื่องราวในคืนนั้นราวกับจงใจจะเลี่ยงมันไปอย่างที่ตกลงกันไว้ จนกระทั่งเส้นราเมนและน้ำซุปเริ่มพร่องลงไปมาก กลายเป็นคยูฮยอนที่จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า “แฟนเก่าคุณเคยพาคุณไปร้านไหนมาบ้าง?”
“ส่วนใหญ่ก็ร้านประมาณนี้ทั้งนั้นแหละ ฉันไม่เคยคบคนรวยจัดๆ แบบนายอยู่แล้ว"
“แต่ก็เคยนอนด้วยใช่มั้ยล่ะ"
ปฎิกิริยาความปากพล่อยของคยูฮยอนคือความเงียบ คนพูดรู้ตัวดีว่าไม่เหมาะสม หน้าเสียไปพอสมควร และคำพูดที่ตามออกมาทันทีจึงเป็น "ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ"
ชายหนุ่มวัยใกล้สามสิบวางช้อนลง พยายามข่มอารมณ์ที่เริ่มปะทุเบาๆ ให้สงบลงด้วยการเรียกพนักงานให้มาเก็บเงินก่อนจะวางธนบัตรมูลค่ารวมเกินกว่าราคาราเมนทั้งสองชามและเครื่องดื่มและลุกออกไปโดยไม่รอเงินทอน ร่างสูงจำต้องรีบลุกตามอีกคนหนึ่งไป ซองมินรอให้คยูฮยอนมาเปิดประตูรถให้ก่อนจะขึ้นไปนั่งตรงเบาะข้างคนขับ หากเมื่อคยูฮยอนมานั่งด้านข้างแล้ว ซองมินกลับไม่ปรายตามองเลยสักนิด
“ผมขอโทษ ผมปากไวเอง"
ไม่ได้โกรธที่คยูฮยอนปากไว แต่หน่ายใจที่คยูฮยอนพูดเล่นเหมือนเรื่องคืนนั้นไม่มีอะไร หากในเมื่ออีกฝ่ายเป็นคนเปิดประเด็นนี้เอง ซองมินจึงถือโอกาสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"ถามจริงๆ เถอะ...เรื่องคืนนั้นมันไม่มีความหมายอะไรกับนายเลยเหรอ...นายไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ น่ะเหรอ"
คยูฮยอนถอนหายใจอย่างอึดอัด ก่อนจะพึมพำออกมาเสียงแผ่วเบา...เหมือนจะพยายามย้ำเตือนตัวเองมากกว่าตอบคำถามของซองมิน "ผมไม่ได้รู้สึกอะไร...”
“นายกับฉัน เราจะทำเป็นไม่รู้จักกันอีกก็ได้ แต่ไอ้ข้อความที่นายส่งมาหาฉันแทบทุกวัน...มันแปลว่านายไม่ได้ลืม...”
“ก็ถ้าผมห่างจากคุณ มันก็กลายเป็นว่าผมหลอกตีสนิทคุณเพื่อจะนอนกับคุณแล้วก็จากไป ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้น"
ซองมินพูดอย่างหนักแน่นมากกว่าเดิมราวกับจะเค้นหาคำตอบจากอีกฝ่ายให้ได้ “แล้วความจริงมันคืออะไรกันแน่...? ฉันไม่เข้าใจ นายเข้ามารู้จักกับฉัน นอนกับฉัน บอกให้ฉันลืมซะมันเป็นแค่เซ็กส์ แต่ก็ยังติดต่อหาฉันทุกวันเนี่ยน่ะเหรอ? ทั้งที่นายบอกให้ลืม แต่นายก็เสนอหน้าเข้ามาในชีวิตฉันทุกวันเนี่ยนะ?”
บางทีสิ่งที่โจคยูฮยอนกระทำและรู้สึกอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิมฮเยจูว่าไว้ก็ได้ ยิ่งเหลือบมองสีหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่ายแล้วซองมินยิ่งอยากหัวเราะให้กับความงี่เง่าของตัวเอง หลงคิดไปได้ยังไงนะว่าการที่เขายังคงติดต่อมาหาแปลว่าเขาอาจจะยังรู้สึกอะไรบ้าง ผู้หญิงอย่างฮเยจูมองโลกในแง่ดีเกินไป ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอกสำหรับเด็กผู้ชายอย่างโจคยูฮยอน...นายแบบที่มีความสัมพันธ์ฉาบฉวยมานักต่อนัก ซองมินก็เป็นแค่หนึ่งในนั้น...เท่านั้น ไม่มีหรอกความรู้สึกดีๆ แม้เพียงเสี้ยวหนึ่ง...ไม่มีเลย!
คยูฮยอนนิ่งไปและมีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเปล่งถ้อยคำถัดมาด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม และเนื้อหาของมันทำให้ซองมินต้องหันไปมองคนพูดอย่างประหลาดใจ เพราะมันช่างฟังดูไม่น่าเชื่อ...
“ความจริงคือ...เรื่องระหว่างเรามันเป็นไปไม่ได้...ถึงแม้ผม และอาจจะรวมถึงคุณ...จะรู้สึกเหมือนกัน แล้วอยากให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม”
เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากซองมิน ชายหนุ่มก็ทุบกำปั้นเข้ากับพวงมาลัยแรงๆ เพื่อเป็นการระบายอารมณ์จนซองมินถึงกับตกใจ และเมื่อเห็นเจ้าตัวหันไปเห็นซองมินทำทาโตอ้าปากค้างอย่างงงัน เขาก็ยิ่งอารมณ์ร้อนขึ้น
"ซองมินไม่เข้าใจหรือไง...เด็กอย่างผมคบกับซองมินไม่ได้หรอก! เลิกถามได้แล้วว่าผมรู้สึกหรือไม่รู้สึกอะไร เพราะผมรู้สึกมาตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันแล้ว!”
สีหน้าฉุนเฉียวขณะที่สตาร์ทรถทำให้ซองมินไม่กล้าพูดอะไรออกมา หรือที่จริงคงต้องบอกว่าไม่รู้จะพูดอะไรดีมากกว่า... จะนั่งฟังยืนฟังหรือตีลังกาฟัง ความหมายที่แฝงอยู่ในประโยคของเด็กเอาแต่ใจอย่างคยูฮยอนก็แจ่มแจ้งดี
“อารมณ์เย็นลงหรือยัง จะคุยกันดีๆ ได้ไหม” ซองมินถามเมื่อคยูฮยอนขับรถออกไปได้สักระยะ การต้องใช้สมาธิขับรถคงพอทำให้คยูฮยอนสงบนิ่งลงไปบ้างแล้ว แต่พอเห็นคยูฮยอนขมวดคิ้วและเม้มปากแน่นเหมือนทำเป็นไม่ได้ยินและไม่สนใจ เขาก็พึมพำออกมา "เด็กบ้า!”
“บางอย่างเราก็ไม่เห็นจำเป็นต้องจำ... ที่ผมไม่ได้หายไปจากชีวิตซองมินเพราะผมรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น คุณก็เป็นคนดีคนหนึ่งที่ผมอยากจะทำความรู้จักเอาไว้" ในที่สุดคยูฮยอนก็พูด "แต่ผมไม่อยากให้เรื่องคืนนั้นที่เกิดขึ้นจาก...จากอะไรก็ไม่รู้มาบีบให้เราต้องคบกัน เราสองคนรู้สึกอะไรบ้างก็จริง แต่มันก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร...”
“ทำไม...นายคิดแบบนั้น"
“ผมไม่เหมาะกับซองมินหรอก" ยังคงกล่าวต่อไปโดยไม่หันมามองซองมิน สายตายังคงจับจ้องไปแต่ถนนข้างหน้า "ซองมินก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนที่ดีเท่าไหร่ เป็นคนแบบไหน แล้วก็ผ่านอะไรมาบ้าง... ซองมินอาจจะรับผมได้ แต่ผมรับไม่ได้ที่จะต้องให้ซองมินคบกับคนอย่างผม...เพราะฉะนั้น...”
ซองมินแสร้งถอนหายใจแรงกว่าปกติ ส่ายหน้าและถาม
“ไอ้ที่พูดมานี่...เคยถามฉันหรือยังคยูฮยอน? นายยังเด็กอยู่จริงๆ นั่นแหละ เพ้อเจ้อคิดเองเออเองโดยไม่ถามฉันสักคำ"
“ผมถึงบอกไงว่าผมไม่เหมาะกับซองมินหรอก ผมมันเด็กใจร้อนปากพล่อยพูดและทำอะไรไม่คิด ซองมินเป็นผู้ใหญ่ใจเย็นคิดทุกครั้งก่อนพูดก่อนทำอะไร...”
“ไม่เหมาะมันก็ไม่ได้แปลว่าไม่ดี และถ้าฉันต้องคบกับคนที่เหมือนฉันไปทุกกระเบียดนิ้ว ชีวิตฉันไม่น่าเบื่อแย่เหรอ มีคนที่เหมือนตัวเองอีกคนเข้ามาในชีวิตนี่ฉันว่าแย่ออก ส่วนเรื่องนายผ่านอะไรมา ฉันก็ไม่เห็นจะแคร์ เพราะฉันก็ไม่ใช่ 'สาวสิบหกที่เพิ่งถูกเปิดบริสุทธิ์' เหมือนกัน"
พอดีกับที่รถยนต์จอดติดไฟแดง ซองมินจึงเอื้อมมือไปบีบมือที่จับพวงมาลัยไว้แน่นของคยูฮยอนไว้เบาๆ
"ฉันยังไม่ได้ชอบนายมากถึงขนาดนั้นหรอกนะ ฉันแค่...ฉันรู้สึกนิดๆ ว่านายเองก็น่ารักดี เห็นนายแล้วมีความสุขเหมือนได้กินน้ำอัดลมในวันที่อากาศร้อนๆ อะไรแบบนั้น และถ้าเรื่องที่มันผิดพลาดในคืนนั้นมันจะทำให้เราเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดเจนขึ้น...ฉันก็ไม่อยากให้เราลืมมัน แล้วก็โยนโอกาสของเราทิ้งไปเพียงเพราะนายคิดว่านายไม่เหมาะสมกับฉัน...”
คยูฮยอนหันมามองซองมินอย่างครุ่นคิด... ซองมินค่อยๆ ปล่อยมือตัวเองออก
"นายอาจจะไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ฉันว่านายก็อาจจะดีพอแล้วสำหรับฉัน เพราะฉันก็ไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบขนาดนั้นเหมือนกัน...”
ไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว คยูฮยอนจึงต้องเบือนหน้าจากซองมินแล้วไปมองถนนตรงหน้าแทน ยิ่งคนที่กำลังขับรถอยู่เงียบไปซองมินยิ่งใจไม่ดีลงเรื่อยๆ ไม่แน่ใจว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้ความรู้สึกกระอักกระอ่วนครึ่งๆ กลางๆ ตอนนี้มันหายไปได้หมดหรือจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม... “คยูฮยอนอา...”
“อืม...ซองมินรอก่อนได้ไหม ผมต้องใช้สมาธินะ...นี่คิดสองเรื่องพร้อมกันอยู่เลยเนี่ย คิดหนักด้วย" คำตอบจากอีกฝ่ายทำให้ซองมินหัวเราะคิกออกมาเบาๆ
ขับไปได้สักพักคยูฮยอนก็ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ซองมินแน่ใจแล้วนะ ผมถือว่าผมเตือนแล้วนะ"
“อื้ม!” ช่างภาพหนุ่มยืนยัน พร้อมหันไปมองคยูฮยอนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มยียวน "ถ้านายทำตัวไม่ดีแล้วฉันไม่พอใจ ไว้ฉันก็ค่อยเขี่ยนายทิ้งเอง ไม่เห็นจะยาก ถ้าถึงวันนั้น เขี่ยนายทิ้งคงง่ายกว่ามานั่งง้อกันเยอะเลย"
“โห! ร้ายชะมัด!”
“บอกแล้วไงว่าฉันก็ไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นร้อก~”
ซองมินไม่ใช่คนหยั่งรู้อนาคต แม้แต่ตอนนี้ที่เขานั่งมองคยูฮยอนจากทางด้านข้างพร้อมกับอมยิ้มไปอย่างสดชื่น เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตมันจะเป็นยังไง เลวร้ายที่สุดอาจจะคบกันได้สักหนึ่งเดือนแล้วก็เลิกกันก็ได้ แต่ซองมินบอกตัวเองว่าเขาควรจะเสี่ยงดู เพราะมันอาจจะไม่ลงเอยแบบที่น่าจะเป็น
หากโยนโอกาสทิ้งไป ทั้งเขาและคยูฮยอนก็คงไม่มีวันได้รู้
บางทีคนที่ดูไม่เหมาะสมกับเขาเลยแบบคยูฮยอน อาจจะเป็นคนที่เขารู้สึกดีสุดเมื่อได้อยู่ด้วยกันก็เป็นได้...
END.
Tags: fiction, kyuhyun, kyumin, sungmin, super junior1 Comments
#1 By yaimajunk (118.173.143.63) on 2012-03-30 16:00