[SF] A Midsummer Night's Dream (HOONKYU)
posted on 12 Dec 2011 20:58 by smile-sneezes directory FictionTitle: A Midsummer Night's Dream
Author: smilesneezes
Pairing: Junghoon x Kyuhyun
Rating: ครุคริ
Talk: ฟิคชั่ววูบอันเกิดจากการองค์นิปปอนจองฮุนกันเต็มทามไลน์... ชื่อเรื่องเชคสเปียร์ (เพราะคิดชื่อไม่ออก) แต่โลเกชั่นเป็นญี่ปุ่น ไหวไหม = =
* เรื่องนี้ค่อนข้างยาวนะคะ แต่เราไม่อยากแบ่งเป็นหลายพาร์ท โปรดตั้งสติก่อนอ่าน(?)
Author: smilesneezes
Pairing: Junghoon x Kyuhyun
Rating: ครุคริ
Talk: ฟิคชั่ววูบอันเกิดจากการองค์นิปปอนจองฮุนกันเต็มทามไลน์... ชื่อเรื่องเชคสเปียร์ (เพราะคิดชื่อไม่ออก) แต่โลเกชั่นเป็นญี่ปุ่น ไหวไหม = =
* เรื่องนี้ค่อนข้างยาวนะคะ แต่เราไม่อยากแบ่งเป็นหลายพาร์ท โปรดตั้งสติก่อนอ่าน(?)
=====================
คิมจองฮุนไม่โปรดปรานฤดูร้อนสักเท่าไหร่นัก เขาไม่ชอบแดดร้อนๆ ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาจนแสบตาไปหมด เขาไม่ชอบเสียงจักจั่นที่ร้องระงมเต็มสวน เขาไม่ชอบเวลาที่ออกไปข้างนอกแล้วเหงื่อออกจนเหนียวกาย อากาศร้อนทำให้คนหงุดหงิดง่าย แม้จะย้ายมาพำนักอยู่กับพี่ชายที่ญี่ปุ่นแล้วเป็นเวลาเกือบสองปี และแม้ว่าอากาศที่นี่จะใกล้เคียงกับที่เกาหลีมากก็ตาม แต่จองฮุนก็ยังรู้สึกแปลกกับมันอยู่ดี
พ่อแม่ของพวกเขาสองคนหย่ากันตั้งแต่ยังเล็ก แม่สัญชาติญี่ปุ่นของเขาพายงซอนมาอาศัยอยู่ที่นี่ ส่วนจองฮุนอาศัยอยู่กับพ่อที่เกาหลี การหย่าร้างของทั้งสองคนไม่ได้ดำเนินไปด้วยดีนัก ทั้งสองฝ่ายจึงขาดการติดต่อกันมาโดยตลอด จนกระทั่งผู้เป็นแม่เสียชีวิตนั้นเองที่ยงซอนหาทางติดต่อเขาเพื่อแจ้งข่าวร้ายให้ทราบจนได้ ตอนนั้นจองฮุนอายุยี่สิบปี นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ติดต่อกันหลายช่องทาง ทั้งทางจดหมาย โทรศัพท์ และค่อยพัฒนามาเป็นอีเมลตามกาลเวลา
เมื่อจองฮุนอายุยี่สิบเก้าปี พ่อของเขาก็เสียชีวิตลงไปเช่นกัน ตอนนั้นเองที่ยงซอนคะยั้นคะยอให้จองฮุนย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นด้วยกัน ยงซอนย้ายไปเกาหลีไม่ได้เพราะต้องช่วยกิจการร้านอาหารของครอบครัวฝ่ายแม่ ส่วนจองฮุนเห็นว่าญาติทางฝ่ายพ่อที่เขามีก็ไม่ได้สนใจใยดีเขาเท่าไหร่ เหมือนพวกเขาจะไม่ชอบใจนักที่พ่อของเขาแต่งงานกับชาวต่างชาติ ซ้ำเติมเมื่อการแต่งงานของพ่อเขาไปไม่รอด และ...คนพวกนั้นก็ไม่ชอบเขาด้วย นั่นทำให้เขาไม่มีความผูกพันอะไรกับคนเหล่านั้นมาก อีกทั้งเขาก็ไม่มีคนรัก ไม่มีพันธะอะไรต้องห่วงหา อาชีพคอลัมนิสต์และนักแปลอิสระก็ไม่จำเป็นต้องปักหลักอยู่แต่ที่เกาหลี จองฮุนจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อมาอยู่กับ 'สมาชิกในครอบครัว' ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของเขา
หากมันก็ไม่เป็นเหมือนอย่างที่เขาคิดไว้เท่าไหร่นัก แม้จะอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แต่ยงซอนก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ถึงจะยังไม่มีลูก พี่ชายที่อายุมากกว่าสี่ปีก็ใช้เวลาอยู่กับภรรยาและญาติๆ ทางฝ่ายแม่ที่ทำร้านอาหารด้วยกันมากกว่ากับเขา ความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ถูกระยะทางและกาลเวลากัดกินไม่อาจเยียวยาได้ในชั่วระยะอันแสนสั้น...
การย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายทรมานใจเสียจนจองฮุนอยากจะหิ้วกระเป๋ากลับเกาหลีในทันใด อย่างน้อยเขาก็ยังมีคนที่เขาเรียกได้ว่าเป็น 'พี่ชาย' อยู่ที่นี่ แต่หลายครั้งเมื่ออยู่คนเดียว จองฮุนก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเขาเป็นคนนอก...
จะที่ญี่ปุ่นหรือที่เกาหลี คิมจองฮุนก็คือคนนอก
อากาศร้อนๆ ทำให้คิมจองฮุนอดขมวดคิ้วเล็กน้อยไม่ได้ เมื่อยงซอนบอกกับเขาว่าจะมีครอบครัวของคนรู้จักมาพักอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนจนถึงช่วงใกล้ๆ ปลายเดือนสิงหาคม เห็นสีหน้าของน้องชายแล้ว ยงซอนจึงนึกขึ้นได้ว่าคิมจองฮุนไม่รู้จักคนเหล่านั้น และเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้แค่ไม่ถึงสองปี
“คุณโจมินซูน่ะ เจอกันตอนเขามาทานอาหารที่ร้านติดต่อกันหลายๆ วัน นิสัยดี คุยกันถูกคอเลยติดต่อกันมาตลอด เขาชอบพาครอบครัวมาเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยๆ โดยเฉพาะตอนฤดูร้อน ตั้งแต่นั้นฉันเลยเสนอให้พวกเขามาพักด้วยกันจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าที่พักแพงๆ แต่เขาไม่ได้มาสามสี่ปีแล้วเพราะลูกชาย... นายคงยังไม่เคยเจอ"
เมื่อเห็นจองฮุนทำหน้าไม่ชอบใจนัก ยงซอนจึงเสริมว่าครอบครัวของโจมินซูก็ไม่ได้มาอยู่เปล่า พวกเขาช่วยจ่ายค่าน้ำค่าไฟ อีกทั้งก็ยังนิสัยดีมีมารยาทจนสบายใจที่จะเชิญมาพักอยู่ด้วยกัน ทว่าคำอธิบายของมินซูก็ไม่ได้ช่วยให้จองฮุนอารมณ์ดีขึ้นเท่าไหร่ เพราะจองฮุนสะดุดกับคำว่าลูกชาย เขาพลันนึกถึงเด็กชายวัยประมาณหกเจ็ดขวบที่กำลังซุกซนอยากรู้อยากเห็นเหมือนลิงทะโมน และนั่นก็ทำให้เขาอดเบ้หน้าเงียบๆ ในใจไม่ได้เมื่อนึกว่าบ้านที่เงียบสงบแบบนี้จะต้องมีเสียงเอะอะวุ่นวายจากครอบครัวของคนอื่น โดยเฉพาะเด็ก...
อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้คิมจองฮุนอารมณ์เสียได้ง่ายดาย
***
ยงซอนควรบอกเขาว่าลูกชายของโจมินซูมีสองคน ควรบอกเขาว่าคนหนึ่งอยู่ในวัยทำงานแล้ว และอีกคนหนึ่งเพิ่งเรียนจบมัธยมปลาย ไม่ใช่เด็กอายุหกขวบอย่างที่คิมจองฮุนคาดคะเนไว้ ยงซอนไม่ควรปล่อยให้เขามาค้นพบความจริงเอาเองในวันที่ครอบครัวของโจมินซูเดินทางมาถึงที่บ้าน
โจมินซูเป็นชายวัยประมาณห้าสิบเศษรูปร่างสมบูรณ์ ริ้วรอยบนใบหน้าไม่อาจปิดบังความหล่อเหลาที่มีในสมัยอ่อนเยาว์กว่านี้ได้ คนที่ยืนขนาบข้างของเขานั้นเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าหน้าตาคมคายท่ีถอดแบบผู้เป็นบิดามาไม่มีผิดเพี้ยน นี่คือซีวอน ลูกชายคนโตของมินซู ซีวอนรูปร่างสูงและดูกำยำ หากเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีนส์ที่สวมใส่อยู่นั้นก็ให้ความรู้สึกเป็นมิตรมากกว่าจะดูแข็งกร้าว ลักษณะภายนอกของสองคนนี้ช่างผิดกับเด็กหนุ่มตัวผอมบางที่ยืนอยู่อีกข้างหนึ่งของมินซูเสียเหลือเกิน
คยูฮยอน ลูกชายคนเล็กของมินซูนั้นตัวบางจนน่ากลัวว่าหากมีคนไปบีบจับแรงๆ แล้วลำตัวของเขาอาจจะหักลงมาได้ เขาสวมเสื้อยืดสีขาวคอกลมกว้างเผยให้เห็นผิวขาวผ่องเกินกว่าชายคนอื่นๆ ที่จองฮุนเคยเห็นมา นัยน์ตาหวานที่มองตรงมาทางเขานั้นให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยจนน่าใจหายโดยที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใด และแม้จะเอ่ยคำแนะนำตัวเสร็จแล้ว แต่ริมฝีปากสวยนั้นก็ไร้รอยยิ้มให้เห็น ต่างกับมินซูและซีวอนที่ยิ้มให้เขาและพี่ชายกับภรรยาอย่างอัธยาศัยดี
ยงซอนพาทั้งสามคนมานั่งลงที่โต๊ะญี่ปุ่น โจมินซูนั่งด้านหนึ่งของโต๊ะเพียงคนเดียว อีกด้านหนึ่งเป็นซีวอนกับคยูฮยอน และอีกด้านหนึ่งเป็นยงซอนกับจองฮุน นั่นทำให้จองฮุนนั่งอยู่ตรงข้ามกับคยูฮยอน ภรรยาของยงซอนนำชามุกิฉะหรือชาข้าวบาร์เล่ย์เย็นสี่แก้วมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อให้ดับกระหาย
“ไม่ได้มาที่นี่นานเลยนะครับคุณมินซู คยูฮยอนโตขึ้นกว่าตอนนั้นเยอะเลยนะครับเนี่ย" ยงซอนถามด้วยสำเนียงเกาหลีแปร่งหูที่แก้ไขได้ยากแล้ว
“แน่สิยงซอนอ่า หลายปีแล้วนี่นา ตอนนั้นคยูฮยอนยังอยู่ม.ต้นอยู่เลยนี่ ตอนนี้เขาจะเข้ามหา'ลัยแล้วนะ"
“เวลาผ่านไปไวนะครับ ว่าแต่นี่คยูฮยอนเรียนที่ไหนครับเนี่ย?”
โจมินซูเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเกาหลีขึ้นมา ซึ่งยงซอนไม่รู้จัก จองฮุนจึงต้องเป็นฝ่ายบอกเองว่ามหาวิทยาลัยที่มินซูพูดนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของประเทศ นั่นทำให้มินซูพูดต่ออีกว่า "ครับ ลำบากแย่เหมือนกันกว่าจะเข็นให้เขาสอบติดที่นี่ได้... ตอนรู้ผลนี่ดีใจกันทั้งบ้าน"
จองฮุนลอบสังเกตเห็นว่าแววตาของคยูฮยอนเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่คงเพราะรู้ว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่นจึงปรับให้มันกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
“แล้วซีวอนล่ะ เป็นยังไงบ้าง" ยงซอนหันจากมินซูไปมองซีวอน ชายหนุ่มเจ้าของชื่อยิ้มอย่างถ่อมตนเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
“ตอนนี้ช่วยงานที่บริษัทครับคุณยงซอน เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาด"
“ซีวอนเขาเก่งครับ ช่วยงานผมได้เยอะมากจริงๆ ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย"
มือหนาเอื้อมไปบีบไหล่ของซีวอนเบาๆ อย่างภาคภูมิใจ ตามด้วยเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ จนบรรยากาศที่โต๊ะครึกครื้นขึ้นมาเล็กน้อย ยกเว้นอยู่หนึ่งคนที่ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉยอยู่เช่นนั้น และจองฮุนที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ มาตลอดก็พอจะรู้แล้วว่าเป็นเพราะอะไร
“คุณโจมินซูน่ะ เจอกันตอนเขามาทานอาหารที่ร้านติดต่อกันหลายๆ วัน นิสัยดี คุยกันถูกคอเลยติดต่อกันมาตลอด เขาชอบพาครอบครัวมาเที่ยวญี่ปุ่นบ่อยๆ โดยเฉพาะตอนฤดูร้อน ตั้งแต่นั้นฉันเลยเสนอให้พวกเขามาพักด้วยกันจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าที่พักแพงๆ แต่เขาไม่ได้มาสามสี่ปีแล้วเพราะลูกชาย... นายคงยังไม่เคยเจอ"
เมื่อเห็นจองฮุนทำหน้าไม่ชอบใจนัก ยงซอนจึงเสริมว่าครอบครัวของโจมินซูก็ไม่ได้มาอยู่เปล่า พวกเขาช่วยจ่ายค่าน้ำค่าไฟ อีกทั้งก็ยังนิสัยดีมีมารยาทจนสบายใจที่จะเชิญมาพักอยู่ด้วยกัน ทว่าคำอธิบายของมินซูก็ไม่ได้ช่วยให้จองฮุนอารมณ์ดีขึ้นเท่าไหร่ เพราะจองฮุนสะดุดกับคำว่าลูกชาย เขาพลันนึกถึงเด็กชายวัยประมาณหกเจ็ดขวบที่กำลังซุกซนอยากรู้อยากเห็นเหมือนลิงทะโมน และนั่นก็ทำให้เขาอดเบ้หน้าเงียบๆ ในใจไม่ได้เมื่อนึกว่าบ้านที่เงียบสงบแบบนี้จะต้องมีเสียงเอะอะวุ่นวายจากครอบครัวของคนอื่น โดยเฉพาะเด็ก...
อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้คิมจองฮุนอารมณ์เสียได้ง่ายดาย
***
ยงซอนควรบอกเขาว่าลูกชายของโจมินซูมีสองคน ควรบอกเขาว่าคนหนึ่งอยู่ในวัยทำงานแล้ว และอีกคนหนึ่งเพิ่งเรียนจบมัธยมปลาย ไม่ใช่เด็กอายุหกขวบอย่างที่คิมจองฮุนคาดคะเนไว้ ยงซอนไม่ควรปล่อยให้เขามาค้นพบความจริงเอาเองในวันที่ครอบครัวของโจมินซูเดินทางมาถึงที่บ้าน
โจมินซูเป็นชายวัยประมาณห้าสิบเศษรูปร่างสมบูรณ์ ริ้วรอยบนใบหน้าไม่อาจปิดบังความหล่อเหลาที่มีในสมัยอ่อนเยาว์กว่านี้ได้ คนที่ยืนขนาบข้างของเขานั้นเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าหน้าตาคมคายท่ีถอดแบบผู้เป็นบิดามาไม่มีผิดเพี้ยน นี่คือซีวอน ลูกชายคนโตของมินซู ซีวอนรูปร่างสูงและดูกำยำ หากเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนกับกางเกงยีนส์ที่สวมใส่อยู่นั้นก็ให้ความรู้สึกเป็นมิตรมากกว่าจะดูแข็งกร้าว ลักษณะภายนอกของสองคนนี้ช่างผิดกับเด็กหนุ่มตัวผอมบางที่ยืนอยู่อีกข้างหนึ่งของมินซูเสียเหลือเกิน
คยูฮยอน ลูกชายคนเล็กของมินซูนั้นตัวบางจนน่ากลัวว่าหากมีคนไปบีบจับแรงๆ แล้วลำตัวของเขาอาจจะหักลงมาได้ เขาสวมเสื้อยืดสีขาวคอกลมกว้างเผยให้เห็นผิวขาวผ่องเกินกว่าชายคนอื่นๆ ที่จองฮุนเคยเห็นมา นัยน์ตาหวานที่มองตรงมาทางเขานั้นให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยจนน่าใจหายโดยที่เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใด และแม้จะเอ่ยคำแนะนำตัวเสร็จแล้ว แต่ริมฝีปากสวยนั้นก็ไร้รอยยิ้มให้เห็น ต่างกับมินซูและซีวอนที่ยิ้มให้เขาและพี่ชายกับภรรยาอย่างอัธยาศัยดี
ยงซอนพาทั้งสามคนมานั่งลงที่โต๊ะญี่ปุ่น โจมินซูนั่งด้านหนึ่งของโต๊ะเพียงคนเดียว อีกด้านหนึ่งเป็นซีวอนกับคยูฮยอน และอีกด้านหนึ่งเป็นยงซอนกับจองฮุน นั่นทำให้จองฮุนนั่งอยู่ตรงข้ามกับคยูฮยอน ภรรยาของยงซอนนำชามุกิฉะหรือชาข้าวบาร์เล่ย์เย็นสี่แก้วมาวางไว้บนโต๊ะเพื่อให้ดับกระหาย
“ไม่ได้มาที่นี่นานเลยนะครับคุณมินซู คยูฮยอนโตขึ้นกว่าตอนนั้นเยอะเลยนะครับเนี่ย" ยงซอนถามด้วยสำเนียงเกาหลีแปร่งหูที่แก้ไขได้ยากแล้ว
“แน่สิยงซอนอ่า หลายปีแล้วนี่นา ตอนนั้นคยูฮยอนยังอยู่ม.ต้นอยู่เลยนี่ ตอนนี้เขาจะเข้ามหา'ลัยแล้วนะ"
“เวลาผ่านไปไวนะครับ ว่าแต่นี่คยูฮยอนเรียนที่ไหนครับเนี่ย?”
โจมินซูเอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเกาหลีขึ้นมา ซึ่งยงซอนไม่รู้จัก จองฮุนจึงต้องเป็นฝ่ายบอกเองว่ามหาวิทยาลัยที่มินซูพูดนั้นเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของประเทศ นั่นทำให้มินซูพูดต่ออีกว่า "ครับ ลำบากแย่เหมือนกันกว่าจะเข็นให้เขาสอบติดที่นี่ได้... ตอนรู้ผลนี่ดีใจกันทั้งบ้าน"
จองฮุนลอบสังเกตเห็นว่าแววตาของคยูฮยอนเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่คงเพราะรู้ว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่นจึงปรับให้มันกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม
“แล้วซีวอนล่ะ เป็นยังไงบ้าง" ยงซอนหันจากมินซูไปมองซีวอน ชายหนุ่มเจ้าของชื่อยิ้มอย่างถ่อมตนเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
“ตอนนี้ช่วยงานที่บริษัทครับคุณยงซอน เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาด"
“ซีวอนเขาเก่งครับ ช่วยงานผมได้เยอะมากจริงๆ ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลย"
มือหนาเอื้อมไปบีบไหล่ของซีวอนเบาๆ อย่างภาคภูมิใจ ตามด้วยเปล่งเสียงหัวเราะเบาๆ จนบรรยากาศที่โต๊ะครึกครื้นขึ้นมาเล็กน้อย ยกเว้นอยู่หนึ่งคนที่ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉยอยู่เช่นนั้น และจองฮุนที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ มาตลอดก็พอจะรู้แล้วว่าเป็นเพราะอะไร
หลังจากนั่งคุยกันสักพัก ยงซอนก็พามินซูกับซีวอนไปชมสวนที่เพิ่งตัดแต่งใหม่ซึ่งเจ้าตัวภูมิใจหนักหนา ในขณะที่คยูฮยอนเอ่ยเสียงเรียบว่าอยากอยู่แต่ในบ้านมากกว่า เขาไม่ค่อยสบาย สิ้นเสียงประตูเลื่อนปิดแล้ว ในห้องจึงเหลือเขากับจองฮุนเพียงสองคน
“ไม่ดื่มชาหรือ?” จองฮุนถามเพราะเห็นตลอดว่าเด็กหนุ่มไม่แตะต้องถ้วยชากระเบื้องตรงหน้า และของเหลวภายในยังคงเหลืออยู่เท่าเดิม ศีรษะทุยสวยส่ายไปมาสองสามครั้งแทนคำตอบเท่านั้น ไม่เสริมว่าทำไมถึงไม่ดื่ม
“ทำไมล่ะ? มุกิฉะไม่เหมือนมัทฉะหรือชาเขียวหรอกนะ ไม่ขมขนาดนั้นหรอก เด็กวัยรุ่นอย่างเธอน่าจะชอบ ลองดูสักคำเถอะ”
นิ้วยาวดันถ้วยชาเข้าหาคยูฮยอนเบาๆ ดวงตาสีดำเหลือบขึ้นมองอย่างชั่งใจ ซึ่งจองฮุนก็ไม่รู้สึกกริ่งเกรงที่จะจ้องตอบกลับไป ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อคยูฮยอนตัดสินใจยกถ้วยนั้นขึ้นเพื่อจิบชา รสและกลิ่นหอมฟุ้งของชาคงจะถูกปากเด็กหนุ่ม เพราะเขาค่อยๆ ดื่มมันจนเกือบหมดถ้วย
“ไม่แน่ใจว่าเธอเคยดื่มหรือเปล่า แต่ที่เกาหลีก็มีชาแบบนี้เหมือนกัน รสจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย"
“ผม...ไม่ค่อยดื่มอะไรแบบนี้เท่าไหร่ ไม่ค่อยได้ลองน่ะครับ" คยูฮยอนพูดเสียงเบาและไม่ค่อยอ้าปากจนจองฮุนเกือบจะฟังไม่ได้ยิน แตกต่างกับคนเป็นพ่อและพี่ชายที่เมื่อครู่นี้พูดจาโต้ตอบฉะฉานสมกับเป็นหัวหน้าคน นั่นยิ่งทำให้จองฮุนอยากรู้ว่าทำไมคยูฮยอนจึงเป็นเช่นนี้
“คยูฮยอนเรียนคณะอะไรนะ เมื่อกี้ไม่มีใครบอกเลย ฉันก็รอฟังอยู่"
“ผมเรียนบัญชีครับ"
“ชอบเลข?”
คยูฮยอนส่ายหน้า “ผมชอบวาดรูปมากกว่า"
ได้ยินเสียงหัวเราะของโจมินซูดังมาจากข้างนอก คงกำลังสนทนากับยงซอนอยู่อย่างออกรสออกชาติ จองฮุนเห็นคยูฮยอนเผลอบีบถ้วยชาในมือเบาๆ จนน่ากลัวว่ามันจะแตก แต่เด็กหนุ่มกลับยังคงสีหน้าเป็นปกติ
จองฮุนพาคยูฮยอนขึ้นไปยังห้องพักของครอบครัวโจที่ชั้นสอง ซึ่งกระเป๋าสัมภาระของทุกคนนั้นขนขึ้นมาบนชั้นนี้เรียบร้อยแล้ว โจมินซูมีห้องเป็นของตัวเอง ส่วนซีวอนกับคยูฮยอนนอนรวมกันอีกห้องหนึ่ง ทั้งสองห้องเป็นห้องแบบญี่ปุ่นที่ปูด้วยเสื่อตาตามิที่ปกติยงซอนใช้เป็นห้องนอนสำหรับญาติๆ ที่มาค้างอยู่แล้ว บนชั้นสองมีห้องน้ำที่อยู่สุดทางเดิน แต่ถ้าจะอาบน้ำก็ต้องลงไปห้องอาบน้ำที่ชั้นล่าง ซึ่งทุกคนในบ้านจะใช้ด้วยกัน
“เธอเคยมาที่นี่แล้วใช่ไหม"
“เคยมาตอนม.ต้นครั้งเดียวครับ"
“พี่ชายฉันเล่าว่าพ่อเธอมาที่นี่บ่อยๆ"
“เขามากับพี่ซีวอนครับ ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เขาเลยไม่ค่อยอยากให้ไปไหนไกล"
จองฮุนคิดว่าคยูฮยอนจะถามเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง เพราะคยูฮยอนก็ไม่เคยเจอจองฮุนมาก่อนเหมือนกัน แต่ท่าทางคยูฮยอนจะไม่ได้อยากรู้จักเขามาก หรืออย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่พวกเขาทั้งสองยังไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่นัก
“ถ้าเธอไม่มีอะไรทำก็จัดของจัดเสื้อผ้าไปก่อนก็ได้ แล้วอีกซักครึ่งชั่วโมงลงไปกินข้าวกลางวันกัน"
พอเด็กหนุ่มพยักหน้ารับรู้ จองฮุนก็เลื่อนประตูปิด
***
ถ้าโจมินซูไม่บอก คิมจองฮุนคงไม่เชื่อว่าโจคยูฮยอนเป็นลูกชายอีกคนของเขา
ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา มินซูกับคยูฮยอนดูไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์อะไรกันมากนัก ไม่เหมือนตอนที่จองฮุนยังเป็นวัยรุ่นและอยู่กับพ่อ ผิดกับซีวอน จองฮุนดูออกว่าซีวอนรักและสนใจน้องพอสมควรเหมือนพี่ชายคนอื่นๆ แต่มินซูกับคยูฮยอนนั้น...ราวกับไม่ใช่พ่อลูกกัน
เช่นวันนี้ที่ทุกคนออกไปเที่ยวในย่านการค้าด้วยกัน ในขณะที่ยงซอนเดินคุยกับมินซูอย่างสนิทสนม มีซีวอนเดินประกบอยู่ใกล้ๆ คยูฮยอนมักจะเป็นคนที่เดินรั้งท้ายอยู่คนเดียว ซีวอนจะหันกลับมามองน้องบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้แน่ใจว่าน้องไม่ได้หายไปไหน ส่วนมินซูนั้นแทบไม่สนใจลูกชายคนเล็ก และหนุ่มลูกครึ่งก็รู้สึกแย่แทน จึงคอยเดินอยู่ข้างๆ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดถึงขั้นเดินด้วยกัน เขายังเว้นระยะห่างไว้บ้าง
คยูฮยอนค่อนข้างสันโดษและดูอ้างว้าง...มองดูแล้วก็ให้ความรู้สึกเหงาๆ เด็กหนุ่มมักแยกตัวออกมาจากกลุ่มพ่อและเดินดูของที่ตัวเองสนใจไปเรื่อยๆ ในขณะที่มินซูกับซีวอนค่อนข้างสนใจพวกอุปกรณ์เทคโนโลยี คยูฮยอนกลับสนใจพวกของกระจุกกระจิกที่มีดีไซน์แปลกตา
ตอนท่ีมินซูกับซีวอนและยงซอนมัวแต่สนใจกับอุปกรณ์ถ่ายภาพในร้านกล้องแห่งหนึ่ง ลูกชายคนเล็กของตระกูลโจก็เดินแยกออกมายังร้านหนังสือมือสองที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน จองฮุนบอกตัวเองว่าเขาแค่ไม่อยากให้คยูฮยอนพลัดหลงกับคนอื่นๆ จึงเดินตามออกไปและก็วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ร่างโปร่งนั้น เพื่อที่ถ้าคนอื่นๆ ดูกล้องกันเสร็จแล้ว เขาจะได้พาคยูฮยอนออกไปด้วยกันได้ และคยูฮยอนก็ทำให้เขาประหลาดใจไปนิดหนึ่งเมื่อมือบางคู่นั้นหยิบหนังสือมือสองเล่มเก่าที่รวมภาพเขียนญี่ปุ่นเก่าๆ ตั้งแต่สมัยโบราณขึ้นมาพลิกดูอย่างสนใจ
"เธอชอบหรือ?” จองฮุนเผลอถามออกไป เด็กหนุ่มเงยหน้าจากหน้ากระดาษที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองขึ้นมามองเขา ดูตกใจเล็กน้อยที่เห็นจองฮุนอยู่ในร้านเดียวกันกับตน และทำเพียงแค่พยักหน้า ขายาวๆ ก้าวเข้าไปใกล้คยูฮยอน ดวงตาเรียวเหลือบมองภาพวาดที่คยูฮยอนเปิดค้างไว้อยู่ คยูฮยอนพูดต่อว่า
"ผมสนใจประวัติศาสตร์ศิลปะบ้างน่ะครับ... – แค่สนใจ ไม่ได้ชอบเหมือนวาดรูป" เสร็จแล้วก็ก้มหน้าพลิกดูภาพเขียนต่อไป
"เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับสุนทรีย์ในงานศิลปะของญี่ปุ่นบ้างหรือเปล่า?”
คยูฮยอนส่ายหน้า จองฮุนจึงอธิบายต่อ "ถ้าเธอลองสังเกต พวกงานวรรณกรรมหรืองานศิลปะของญี่ปุ่นมักจะแฝงองค์ประกอบสำคัญสามอย่าง เธอจะรู้สึกได้ – อย่างแรกความเรียบง่าย ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว หรือ 'วะบิ-ซะบิ' อย่างที่สองคือความอ่อนไหวต่อธรรมชาติและสิ่งรอบตัว หรือ 'โมโนะ โนะ อาวาเระ' อย่างที่สามคือความงามอย่างลี้ลับและล้ำลึก หรือ 'ยูเก็น'”
คนอายุน้อยกว่ามองเขาด้วยสายตาทึ่ง "ผมจำได้ว่าคุณบอกว่าเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงสองปี...”
"อาชีพฉันมันก็ต้องอ่านเยอะๆ ต้องศึกษาเรื่องที่น่าสนใจไว้บ้าง" จองฮุนอธิบายพร้อมรอยยิ้มที่วาดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นเล็กน้อย และเมื่อเห็นว่าคยูฮยอนท่าทางสนใจหนังสือในมือจริงๆ เขาก็ยุ "ถ้าเธอชอบก็ซื้อสิ"
"ผมพกเงินมาไม่พอ อีกอย่างพ่อคงไม่ชอบเท่าไหร่ถ้าผมซื้อ...”
จองฮุนคว้าหนังสือในมือของคยูฮยอนมา "ถ้างั้นฉันซื้อให้" โดยไม่สนใจสีหน้าตกใจของคยูฮยอนและเสียงร้องเบาๆ ว่าไม่ต้องไม่เป็นไร เขาก้าวฉับไปหาพนักงานที่อยู่หน้าร้าน ยื่นธนบัตรให้โดยไม่ลังเล ยืนรอรับเงินทอนพร้อมหนังสือเล่มเก่าที่ห่อพลาสติกและใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลเป็นอย่างดี
พวกเขาออกมายืนหน้าร้าน จองฮุนยื่นถุงกระดาษให้คยูฮยอน "ถือเป็นของขวัญแล้วกัน ถ้าพ่อเธอถามก็บอกว่าฉันซื้อให้เพราะเห็นเธอชอบ เขาคงไม่กล้าว่าอะไรมาก"
"ขะ...ขอบคุณฮะ"
“ไม่ดื่มชาหรือ?” จองฮุนถามเพราะเห็นตลอดว่าเด็กหนุ่มไม่แตะต้องถ้วยชากระเบื้องตรงหน้า และของเหลวภายในยังคงเหลืออยู่เท่าเดิม ศีรษะทุยสวยส่ายไปมาสองสามครั้งแทนคำตอบเท่านั้น ไม่เสริมว่าทำไมถึงไม่ดื่ม
“ทำไมล่ะ? มุกิฉะไม่เหมือนมัทฉะหรือชาเขียวหรอกนะ ไม่ขมขนาดนั้นหรอก เด็กวัยรุ่นอย่างเธอน่าจะชอบ ลองดูสักคำเถอะ”
นิ้วยาวดันถ้วยชาเข้าหาคยูฮยอนเบาๆ ดวงตาสีดำเหลือบขึ้นมองอย่างชั่งใจ ซึ่งจองฮุนก็ไม่รู้สึกกริ่งเกรงที่จะจ้องตอบกลับไป ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อคยูฮยอนตัดสินใจยกถ้วยนั้นขึ้นเพื่อจิบชา รสและกลิ่นหอมฟุ้งของชาคงจะถูกปากเด็กหนุ่ม เพราะเขาค่อยๆ ดื่มมันจนเกือบหมดถ้วย
“ไม่แน่ใจว่าเธอเคยดื่มหรือเปล่า แต่ที่เกาหลีก็มีชาแบบนี้เหมือนกัน รสจะแตกต่างออกไปนิดหน่อย"
“ผม...ไม่ค่อยดื่มอะไรแบบนี้เท่าไหร่ ไม่ค่อยได้ลองน่ะครับ" คยูฮยอนพูดเสียงเบาและไม่ค่อยอ้าปากจนจองฮุนเกือบจะฟังไม่ได้ยิน แตกต่างกับคนเป็นพ่อและพี่ชายที่เมื่อครู่นี้พูดจาโต้ตอบฉะฉานสมกับเป็นหัวหน้าคน นั่นยิ่งทำให้จองฮุนอยากรู้ว่าทำไมคยูฮยอนจึงเป็นเช่นนี้
“คยูฮยอนเรียนคณะอะไรนะ เมื่อกี้ไม่มีใครบอกเลย ฉันก็รอฟังอยู่"
“ผมเรียนบัญชีครับ"
“ชอบเลข?”
คยูฮยอนส่ายหน้า “ผมชอบวาดรูปมากกว่า"
ได้ยินเสียงหัวเราะของโจมินซูดังมาจากข้างนอก คงกำลังสนทนากับยงซอนอยู่อย่างออกรสออกชาติ จองฮุนเห็นคยูฮยอนเผลอบีบถ้วยชาในมือเบาๆ จนน่ากลัวว่ามันจะแตก แต่เด็กหนุ่มกลับยังคงสีหน้าเป็นปกติ
จองฮุนพาคยูฮยอนขึ้นไปยังห้องพักของครอบครัวโจที่ชั้นสอง ซึ่งกระเป๋าสัมภาระของทุกคนนั้นขนขึ้นมาบนชั้นนี้เรียบร้อยแล้ว โจมินซูมีห้องเป็นของตัวเอง ส่วนซีวอนกับคยูฮยอนนอนรวมกันอีกห้องหนึ่ง ทั้งสองห้องเป็นห้องแบบญี่ปุ่นที่ปูด้วยเสื่อตาตามิที่ปกติยงซอนใช้เป็นห้องนอนสำหรับญาติๆ ที่มาค้างอยู่แล้ว บนชั้นสองมีห้องน้ำที่อยู่สุดทางเดิน แต่ถ้าจะอาบน้ำก็ต้องลงไปห้องอาบน้ำที่ชั้นล่าง ซึ่งทุกคนในบ้านจะใช้ด้วยกัน
“เธอเคยมาที่นี่แล้วใช่ไหม"
“เคยมาตอนม.ต้นครั้งเดียวครับ"
“พี่ชายฉันเล่าว่าพ่อเธอมาที่นี่บ่อยๆ"
“เขามากับพี่ซีวอนครับ ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เขาเลยไม่ค่อยอยากให้ไปไหนไกล"
จองฮุนคิดว่าคยูฮยอนจะถามเกี่ยวกับตัวเขาบ้าง เพราะคยูฮยอนก็ไม่เคยเจอจองฮุนมาก่อนเหมือนกัน แต่ท่าทางคยูฮยอนจะไม่ได้อยากรู้จักเขามาก หรืออย่างน้อยก็ในตอนนี้ที่พวกเขาทั้งสองยังไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่นัก
“ถ้าเธอไม่มีอะไรทำก็จัดของจัดเสื้อผ้าไปก่อนก็ได้ แล้วอีกซักครึ่งชั่วโมงลงไปกินข้าวกลางวันกัน"
พอเด็กหนุ่มพยักหน้ารับรู้ จองฮุนก็เลื่อนประตูปิด
***
ถ้าโจมินซูไม่บอก คิมจองฮุนคงไม่เชื่อว่าโจคยูฮยอนเป็นลูกชายอีกคนของเขา
ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา มินซูกับคยูฮยอนดูไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์อะไรกันมากนัก ไม่เหมือนตอนที่จองฮุนยังเป็นวัยรุ่นและอยู่กับพ่อ ผิดกับซีวอน จองฮุนดูออกว่าซีวอนรักและสนใจน้องพอสมควรเหมือนพี่ชายคนอื่นๆ แต่มินซูกับคยูฮยอนนั้น...ราวกับไม่ใช่พ่อลูกกัน
เช่นวันนี้ที่ทุกคนออกไปเที่ยวในย่านการค้าด้วยกัน ในขณะที่ยงซอนเดินคุยกับมินซูอย่างสนิทสนม มีซีวอนเดินประกบอยู่ใกล้ๆ คยูฮยอนมักจะเป็นคนที่เดินรั้งท้ายอยู่คนเดียว ซีวอนจะหันกลับมามองน้องบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้แน่ใจว่าน้องไม่ได้หายไปไหน ส่วนมินซูนั้นแทบไม่สนใจลูกชายคนเล็ก และหนุ่มลูกครึ่งก็รู้สึกแย่แทน จึงคอยเดินอยู่ข้างๆ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดถึงขั้นเดินด้วยกัน เขายังเว้นระยะห่างไว้บ้าง
คยูฮยอนค่อนข้างสันโดษและดูอ้างว้าง...มองดูแล้วก็ให้ความรู้สึกเหงาๆ เด็กหนุ่มมักแยกตัวออกมาจากกลุ่มพ่อและเดินดูของที่ตัวเองสนใจไปเรื่อยๆ ในขณะที่มินซูกับซีวอนค่อนข้างสนใจพวกอุปกรณ์เทคโนโลยี คยูฮยอนกลับสนใจพวกของกระจุกกระจิกที่มีดีไซน์แปลกตา
ตอนท่ีมินซูกับซีวอนและยงซอนมัวแต่สนใจกับอุปกรณ์ถ่ายภาพในร้านกล้องแห่งหนึ่ง ลูกชายคนเล็กของตระกูลโจก็เดินแยกออกมายังร้านหนังสือมือสองที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน จองฮุนบอกตัวเองว่าเขาแค่ไม่อยากให้คยูฮยอนพลัดหลงกับคนอื่นๆ จึงเดินตามออกไปและก็วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ร่างโปร่งนั้น เพื่อที่ถ้าคนอื่นๆ ดูกล้องกันเสร็จแล้ว เขาจะได้พาคยูฮยอนออกไปด้วยกันได้ และคยูฮยอนก็ทำให้เขาประหลาดใจไปนิดหนึ่งเมื่อมือบางคู่นั้นหยิบหนังสือมือสองเล่มเก่าที่รวมภาพเขียนญี่ปุ่นเก่าๆ ตั้งแต่สมัยโบราณขึ้นมาพลิกดูอย่างสนใจ
"เธอชอบหรือ?” จองฮุนเผลอถามออกไป เด็กหนุ่มเงยหน้าจากหน้ากระดาษที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองขึ้นมามองเขา ดูตกใจเล็กน้อยที่เห็นจองฮุนอยู่ในร้านเดียวกันกับตน และทำเพียงแค่พยักหน้า ขายาวๆ ก้าวเข้าไปใกล้คยูฮยอน ดวงตาเรียวเหลือบมองภาพวาดที่คยูฮยอนเปิดค้างไว้อยู่ คยูฮยอนพูดต่อว่า
"ผมสนใจประวัติศาสตร์ศิลปะบ้างน่ะครับ... – แค่สนใจ ไม่ได้ชอบเหมือนวาดรูป" เสร็จแล้วก็ก้มหน้าพลิกดูภาพเขียนต่อไป
"เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับสุนทรีย์ในงานศิลปะของญี่ปุ่นบ้างหรือเปล่า?”
คยูฮยอนส่ายหน้า จองฮุนจึงอธิบายต่อ "ถ้าเธอลองสังเกต พวกงานวรรณกรรมหรืองานศิลปะของญี่ปุ่นมักจะแฝงองค์ประกอบสำคัญสามอย่าง เธอจะรู้สึกได้ – อย่างแรกความเรียบง่าย ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว หรือ 'วะบิ-ซะบิ' อย่างที่สองคือความอ่อนไหวต่อธรรมชาติและสิ่งรอบตัว หรือ 'โมโนะ โนะ อาวาเระ' อย่างที่สามคือความงามอย่างลี้ลับและล้ำลึก หรือ 'ยูเก็น'”
คนอายุน้อยกว่ามองเขาด้วยสายตาทึ่ง "ผมจำได้ว่าคุณบอกว่าเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงสองปี...”
"อาชีพฉันมันก็ต้องอ่านเยอะๆ ต้องศึกษาเรื่องที่น่าสนใจไว้บ้าง" จองฮุนอธิบายพร้อมรอยยิ้มที่วาดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลานั้นเล็กน้อย และเมื่อเห็นว่าคยูฮยอนท่าทางสนใจหนังสือในมือจริงๆ เขาก็ยุ "ถ้าเธอชอบก็ซื้อสิ"
"ผมพกเงินมาไม่พอ อีกอย่างพ่อคงไม่ชอบเท่าไหร่ถ้าผมซื้อ...”
จองฮุนคว้าหนังสือในมือของคยูฮยอนมา "ถ้างั้นฉันซื้อให้" โดยไม่สนใจสีหน้าตกใจของคยูฮยอนและเสียงร้องเบาๆ ว่าไม่ต้องไม่เป็นไร เขาก้าวฉับไปหาพนักงานที่อยู่หน้าร้าน ยื่นธนบัตรให้โดยไม่ลังเล ยืนรอรับเงินทอนพร้อมหนังสือเล่มเก่าที่ห่อพลาสติกและใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลเป็นอย่างดี
พวกเขาออกมายืนหน้าร้าน จองฮุนยื่นถุงกระดาษให้คยูฮยอน "ถือเป็นของขวัญแล้วกัน ถ้าพ่อเธอถามก็บอกว่าฉันซื้อให้เพราะเห็นเธอชอบ เขาคงไม่กล้าว่าอะไรมาก"
"ขะ...ขอบคุณฮะ"
จองฮุนลองเลียบเคียงถามยงซอนเกี่ยวกับสิ่งที่เขาสงสัยในเย็นวันนั้น และคำตอบที่ได้รับก็ตรงกับสิ่งที่จองฮุนคาดเดาไว้ครึ่งหนึ่ง คยูฮยอนเป็นน้องชายคนละแม่กับซีวอน แม่ของคยูฮยอนเสียชีวิตไปตอนที่ให้กำเนิดเขา... เพียงแต่นั่นยังทำให้จองฮุนไม่เข้าใจว่าทำไมมินซูถึงมีท่าทีหมางเมินกับคยูฮยอนขนาดนั้น
บางทีเวลาที่เห็นคยูฮยอนนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวเงียบๆ ในขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นคุยเฮฮากับยงซอนและภรรยา ได้ยินคยูฮยอนโต้ตอบเพียงสั้นๆ เวลามีใครสักคนพยายามชวนคุยเพราะเห็นเด็กหนุ่มเงียบเกินไป จองฮุนก็เผลอซ้อนภาพของตัวเองช่วงที่เพิ่งมาอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ ที่ยังพูดภาษาญี่ปุ่นไม่คล่อง คุยกับใครนอกจากยงซอนไม่รู้เรื่องจึงได้แต่นั่งเงียบๆ และฟังคนอื่นคุยกันด้วยภาษาที่ฟังไม่ค่อยออก การเข้าไม่ถึงคนอื่นๆ รอบตัวทำให้จองฮุนรู้สึกแปลกแยก... ยังจำความรู้สึกเหงาในช่วงเวลานั้นได้ ความรู้สึกที่แม้แต่ในตอนนี้ก็ยังทำให้เขาอ่อนไหวบ้างเป็นบางเวลา และถ้าคยูฮยอนต้องรู้สึกแบบนี้มาตลอด...
ชายหนุ่มออกมาจากห้องครัวพอดีเมื่อเขาเจอคยูฮยอนตรงทางเดิน ท่าทางอีกฝ่ายเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ จองฮุนจึงถามไปตามที่คิด
“ผม...หากระดาษกับดินสอ"
คนอายุมากกว่ารู้ทันทีว่าคยูฮยอนจะต้องการของสองสิ่งนั้นไปทำอะไร เขาเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขาซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่าง ดึงลิ้นชักของตู้ไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกำแพงด้านหนึ่งของห้องออกมา หยิบสิ่งที่คยูฮยอนต้องการไปให้เจ้าตัวที่ยืนรออยู่หน้าห้อง “ขอบคุณครับ"
“จะวาดรูปสินะ"
เด็กหนุ่มพยักหน้าและถามต่อ "นั่น...ห้องของคุณเหรอครับ ผมรู้สึกว่าตอนผมมาครั้งก่อนมันจะเป็นห้องว่างๆ...”
“ใช่ ฉันขอห้องนี้เอง ฉันนอนดึกไง อยู่ข้างล่างน่ะถ้าหิวๆ ขึ้นมาตอนกลางคืนก็ยังเดินไปหาอะไรกินได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียงดังรบกวนเขา" จองฮุนพูด ไม่ลืมย้ำกับเด็กชายว่า "วาดเสร็จแล้วเอามาให้ดูด้วยแล้วกัน"
“ได้ครับ" คยูฮยอนตอบพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย เป็นยิ้มแรกที่คยูฮยอนมอบให้จองฮุน
***
อาจเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกับตน... หรืออาจเพราะจองฮุนแสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคยูฮยอนเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เศษที่ผ่านมา เมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม คยูฮยอนจึงไม่พยายามปิดบังสักนิดว่ารู้สึกยินดีที่จะอยู่กับจองฮุนมากกว่าคนอื่นในครอบครัว โดยเฉพาะโจมินซู เด็กหนุ่มตามจองฮุนแจ พูดเยอะขึ้นกว่าวันแรกที่พบกัน ถ้าจองฮุนว่างก็จะชวนคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ถ้าจองฮุนทำงานอยู่ เขาก็จะแค่เพียงนั่งวาดรูปหรือฟังเพลงเงียบๆ อยู่ในห้องด้วยกันเท่านั้น
และในสัปดาห์นี้ที่ยงซอนกับภรรยาตั้งใจจะพาครอบครัวของโจมินซูไปเที่ยวที่เกียวโตเป็นเวลาสี่วันสามคืนและเข้าร่วมเทศกาลโอบ้งขนาดใหญ่ของที่นั่น คยูฮยอนก็เป็นคนเดียวที่ยืนกรานว่าจะไม่ไป 'พ่อก็รู้ผมไม่ชอบไปที่ที่คนเยอะๆ ถ้าพ่อกับพี่ซีวอนอยากไปก็ไปเถอะฮะ ผมอยู่คนเดียวได้'
'แล้วแกจะอยู่ยังไงที่นี่ บ้านก็ไม่ใช่บ้านตัวเอง เกิดอะไรขึ้นมาน่ะพูดญี่ปุ่นได้สักคำไหม'
และเพื่อไม่ให้ทั้งสองคนต้องขัดแย้งกันไปมากกว่านี้ จองฮุนจึงเสนอว่าช่วงที่ทุกคนไม่อยู่บ้าน เขาอยู่เป็นเพื่อนคยูฮยอนก็ได้ และหลังจากย้ำแล้วย้ำอีกกับมินซูว่าเขายินดีท่ีจะอยู่จริงๆ ไม่ได้เสียดายสักนิดที่ไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อน มินซูก็ยอมให้เป็นไปตามความต้องการของคยูฮยอน แต่ก็ยังคงตำหนิลูกชายคนเล็กว่า 'เรื่องมาก สร้างภาระให้คนอื่นไม่เข้าเรื่อง'
“ไม่เสียดายหรือ มาญี่ปุ่นทั้งทีแต่อยู่แต่ในบ้านแบบนี้"
จองฮุนถามขึ้นหลังจากที่คนอื่นออกเดินทางไปได้สักพัก เด็กหนุ่มส่ายหัวไปมา "ผมอยู่ที่นี่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องไปที่ที่คนเยอะๆ ขนาดนั้น"
“แต่น่าเสียดายออกนะ งานท่ีเกียวโตเขาจัดใหญ่โตมากๆ เลย ร้านค้าเยอะแยะ ของกินอร่อยๆ เต็มไปหมด โคมไฟสวยมาก ดอกไม้ไฟก็สวย เธอน่าจะได้ไปเห็น"
“ผมเคยเห็นในรูปกับในทีวีหรอกน่า"
“ไปเห็นด้วยตาตัวเองน่ะมันไม่เหมือนกันหรอกนะ"
คยูฮยอนนิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ "คุณพูดเหมือนจะยุให้ผมไปเกียวโตให้ได้... ไม่เป็นไรหรอกครับ ถึงจะสวยขนาดไหน แต่ถ้าต้องไปอยู่ท่ามกลางผู้คนน่าอึดอัดแบบนั้น ผมขออยู่เงียบๆ ที่บ้านดีกว่า"
“ถ้าคนเยอะไม่เท่าล่ะ? เธออยากจะไปไหม?”
จองฮุนอธิบายให้คยูฮยอนฟังว่าวันมะรืนที่จะมีการจัดงานวัด ซึ่งรูปแบบก็ไม่ต่างอะไรกับงานเทศกาลโอบ้งเพียงแต่เล็กกว่า และคนก็คงไม่เยอะเท่าเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่คงสนใจไปตามเมืองสำคัญๆ มากกว่าจะมาร่วมงานเทศกาลที่จัดโดยวัดท้องถิ่น และสิ่งที่จองฮุนเล่าก็ทำให้คยูฮยอนสนใจมากทีเดียว “ว่าไงล่ะ ถ้าเธออยากไปฉันจะพาไป ไปเดินสักสองสามชั่วโมงแล้วก็กลับ"
คยูฮยอนพยักหน้าหงึกๆ พร้อมรอยยิ้มบางๆ สัมผัสถึงความรู้สึกบางอย่างที่ท่วมท้นอยู่เต็มอก... เขากำลังคิดว่า ไม่ใช่เพราะเขาได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่มีพ่อมาวุ่นวาย หรือกำลังจะได้ไปเที่ยวงานเทศกาลที่มีคนไม่เยอะมากหรอกที่ทำให้เขามีความสุข... แต่เป็นเพราะการที่เขากำลังอยู่กับคนคนนี้ต่างหาก ที่ทำให้เขายิ้มออกมาได้หลายครั้งทั้งที่ไม่ได้อยากจะมาที่นี่เลยแต่แรก
ใกล้เวลาทุ่มนึงแล้ว หากเด็กหนุ่มยังคงไม่ลงมาจากชั้นสอง และนั่นทำให้ชายหนุ่มที่เปลี่ยนไปสวมชุดยูกาตะเรียบร้อยแล้วรู้สึกเอะใจจนต้องเดินขึ้นไปตามที่ห้อง เปิดประตูเลื่อนออกจึงพบว่าคยูฮยอนที่ตอนนี้สวมเพียงเสื้อยืดคอกลมสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีเดียวกันกำลังมีปัญหากับการสวมชุดประจำฤดูร้อนของญี่ปุ่น ท่าทางเก้กังเพราะไม่รู้จะเอาผ้าฝั่งไหนทับฝั่งไหนก่อนทำให้จองฮุนต้องเดินเข้าไปช่วย
“ไม่เคยใส่หรือ?” จองฮุนถามขณะที่ช่วยคยูฮยอนสวมชุด ยูกาตะของคยูฮยอนเป็นตัวเก่าของยงซอน เป็นลายสีฟ้าอ่อนและมีแถบสีขาวจางๆ พาดสลับ ส่วนโอบิหรือผ้าคาดเอวนั้นเป็นสีน้ำเงินเข้ม "จับไว้" เขาสั่ง หยิบโอบิขึ้นมาพันรอบสะโพกของคยูฮยอนจนแน่นดีแล้วจึงผูกปม และเลื่อนปมไปไว้ข้างหลังให้
“เสร็จแล้ว...” หากคยูฮยอนกลับยืนเหม่อลอยและไม่ได้ตอบอะไร จองฮุนจึงพูดซ้ำ "คยูฮยอน เสร็จแล้ว...”
คยูฮยอนสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ "อ่ะ...อ่อ ขอบคุณครับ"
เดินจากบ้านของยงซอนไปประมาณสิบนาทีก็ถึงบริเวณวัดซึ่งตอนนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงต่างๆ เต็มสองข้างทาง เพราะว่าทางเดินค่อนข้างกว้างและคนก็ไม่ได้เยอะมาก ทำให้ไม่ต้องเดินฝ่าฝูงชนอย่างเบียดเสียดเหมือนอย่างที่จองฮุนพูดไว้จริงๆ บรรยากาศตอนนี้กำลังคึกคักเพราะเป็นช่วงหัวค่ำ แสงไฟสีเหลืองอ่อนจากโคมไฟญี่ปุ่นที่ห้อยเรียงรายอยู่ด้านบนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเด็กหนุ่มที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก
“อยากกินอะไรก็บอกได้นะ เดี๋ยวฉันซื้อให้"
ไม่ว่าอะไรก็ดูน่ากินไปเสียหมด เพียงครึ่งชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นในมือของพวกเขาสองคนก็มีทั้งทาโกะยากิ ถ้วยน้ำแข็งใสราดน้ำแดงหวานฉ่ำ ช็อกโกบานาน่า และขนมสายไหมสีชมพูอ่อนที่พันรอบไม้ ทั้งที่พวกเขาก็กินอาหารมื้อเย็นไปแล้วเรียบร้อยก่อนจะมาที่นี่ โดยจองฮุนเป็นคนถามราคาและสนทนากับพ่อค้าแม่ค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่ว
“สนใจไหม" ชายหนุ่มในชุดยูคาตะสีดำสนิทแกล้งถามเมื่อเห็นร่างบางยืนมองบ่อน้ำขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งภายในมีปลาขนาดจิ๋วคละสีสันแหวกว่ายอยู่เต็มไปหมด
“ก็อยากเล่นอยู่นะฮะ แต่...” คยูฮยอนอึกอัก "ผมแค่อยากลองช้อนเล่นดูเฉยๆ ไม่ได้อยากเอาไปเลี้ยง ถึงยังไงผมก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดอยู่แล้ว อีกอย่าง...ตอนนี้มีแต่เด็กเล็กๆ เขาเล่นกัน อายเขาจะตาย"
ชายหนุ่มลูกครึ่งหัวเราะออกมา "โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็อายเด็ก ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เธอก็ไม่ได้โตสักเท่าไหร่หรอก"
แก้มของคยูฮยอนแดงขึ้นนิดหนึ่ง "ผมจะเข้ามหา'ลัยแล้วนะ เด็กตรงไหน"
“อ่อนกว่าฉันตั้งสิบกว่าปีก็ถือว่าเด็กอยู่ดี เอ้า อยากเล่นก็ไปเล่นสิ"
แต่สุดท้ายคยูฮยอนก็เดินหนีมาจากบ่อช้อนปลาเพราะไม่กล้าลงไปนั่งช้อนปลาแข่งกับเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบประมาณสิบคนที่ยืนล้อมบ่ออยู่ ปล่อยให้จองฮุนที่ลอบยิ้มอยู่คนเดียวเดินตามหลังไปติดๆ คยูฮยอนเดินผ่านร้านขายของเล่นหลอกเด็กกับหน้ากากไปอย่างไม่สนใจ ก่อนจะสะดุดเข้ากับร้านที่ขายพวกดอกไม้ไฟกับไฟเย็น
“คุณจองฮุน" เด็กหนุ่มกระตุกชายแขนยูกาตะสีดำของจองฮุนเพื่อให้ชายหนุ่มหยุด "ซื้อไฟเย็นไปเล่นกัน"
จองฮุนไม่ขัดใจ พวกเขาเดินไปจนทั่วแล้วจึงตัดสินใจเดินกลับ คยูฮยอนแวะซื้อไก่ย่างอีกสองไม้ให้ตัวเองกับจองฮุนก่อนออกจากงาน และไปหาที่โล่งเพื่อจุดไฟเย็นเล่นกัน ชายหนุ่มพาคยูฮยอนเดินออกจากบริเวณวัด พาเดินลัดเลาะลงไปยังบริเวณริมแม่น้ำที่สงบเงียบ จากจุดนี้มองขึ้นไปแล้วก็ยังพอเห็นแสงไฟสีนวลตาจากงานวัดที่อยู่ห่างออกไปไกล
“ตรงนี้ล่ะ"
บริเวณที่พวกเขายืนอยู่เป็นพื้นหญ้าโล่งๆ มีวัยรุ่นสองสามกลุ่มมาจุดไฟเย็นเล่นเหมือนกับพวกเขาเช่นกัน ชายหนุ่มแกะไฟเย็นออกมาจากถุง ยื่นให้คยูฮยอนถือแท่งหนึ่งก่อนจะใช้ไฟแช็คที่พกติดตัวจุดไฟให้สว่างขึ้น เมื่อประกายไฟสว่างจ้าลุกขึ้น บนใบหน้าของคนตัวเล็กกว่าก็มีรอยยิ้มสดใสเช่นกัน และนั่นก็ทำให้ใจของจองฮุนกระตุกวาบไปทั้งดวง
***
จองฮุนพาคยูฮยอนกลับมาถึงบ้านตอนใกล้สามทุ่ม พวกเขานั่งเล่นอยู่ที่ชานเรือนด้านนอกเพราะยังไม่มีใครง่วงพอที่จะไปอาบน้ำและเข้านอน อากาศตอนกลางคืนในฤดูร้อนนั้นกำลังสบายสำหรับจองฮุน ไม่ร้อนเหมือนตอนกลางวัน แต่ก็ไม่หนาวเหน็บเหมือนในฤดูหนาว
หรือที่เขารู้สึกดีกับอากาศในคืนนี้มากกว่าคืนไหนๆ อาจเป็นเพราะตอนนี้เขาไม่ได้กำลังนั่งอยู่คนเดียว แต่มีคนอีกคนนั่งอยู่เคียงข้างเขาด้วย
“จะว่าไป ฉันยังไม่เคยเห็นรูปที่เธอวาดเลย เอามาดูบ้างสิ"
คยูฮยอนหายเข้าไปในบ้านและกลับลงมาพร้อมกับกระดาษปึกหนึ่ง เขานั่งลงข้างๆ จองฮุนก่อนจะยื่นบางส่วนของกระดาษปึกนั้นให้ และที่เหลือวางไว้ข้างตัว จองฮุนลองหยิบขึ้นมาดูทีละแผ่น ทั้งหมดเป็นงานที่วาดด้วยดินสอ ดูจากลายเส้น การลงแสงและเงา และการตัดเส้น... แม้จะไม่ได้มีความรู้ทางศิลปะมากนักแต่จองฮุนก็พอรู้ว่าคยูฮยอนค่อนข้างมีฝีมือมากทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นรูปสวนข้างนอกบ้าน อีกส่วนหนึ่งเป็นรูปภายในบ้าน เช่นรูปห้องที่เปิดโล่ง รูปแจกัน และรูปถ้วยชาเป็นต้น ยิ่งดูยิ่งทำให้จองฮุนรู้สึกเสียดายที่เด็กหนุ่มไม่ได้เรียนต่อยอดทางด้านนี้
ทว่าดวงตาเรียวของเขากลับสะดุดอยู่กับกองกระดาษอีกหลายแผ่นที่คยูฮยอนวางไว้ข้างตัว เหมือนเขาจะเห็นเส้นดินสอบางๆ จากกระดาษแผ่นเกือบใต้สุดที่ยื่นออกมา "แล้วกองนั้นอะไรน่ะ"
“อ้อ...กระดาษเปล่าฮะ มันติดมาด้วยเฉยๆ"
“โกหก" คำกล่าวหานั้นไม่ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่กลับเป็นน้ำเสียงขบขันมากกว่าเพราะคยูฮยอนปิดสีหน้าเล่ิกลั่กของตัวเองไว้ไม่มิดเลยสักนิด เจ้าตัวพยายามบังไม่ให้จองฮุนยุ่งกับกระดาษกองนั้น แต่จองฮุนก็ใช้ความไวคว้ากระดาษแผ่นบนๆ ประมาณสี่ห้าแผ่นติดมือมาได้
รอยยิ้มบนใบหน้าจองฮุนเลือนหายไปเล็กน้อยเมื่อเขาเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา กระดาษแผ่นแรกในมือเป็นภาพวาดแบบเสมือนจริงของชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายจองฮุนมากในสีหน้าต่างๆ ทั้งเคร่งขรึม ยิ้มเห็นฟัน ยิ้มไม่เห็นฟัน เหม่อลอย แผ่นต่อมาเป็นลายเส้นแบบการ์ตูน เป็นรูปมุมมองด้านข้างของชายคนหนึ่งที่กำลังฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะต่อหน้าโน้ตบุ๊คที่เปิดค้างไว้ แผ่นที่สามเป็นรูปมุมมองด้านหลังของชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดียวกัน แผ่นที่สี่คล้ายๆ กับแผ่นแรก และแผ่นสุดท้ายเป็นรูปวาดเสมือนจริงแบบเต็มตัวของชายคนนั้น สวมชุดยูกาตะที่คนวาดใช้ดินสอระบายเป็นสีเทาแทนเนื้อผ้า ยิ้มอย่างอ่อนโยนทั้งที่ปากและตา
ไม่ต้องอาศัยใครมาอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้ง จองฮุนก็รับรู้แล้วว่าคนที่วาดภาพทั้งหมดนี้รู้สึกอย่างไรกับคนในภาพ รับรู้ว่าหัวใจของเขากำลังเต้นระรัวกับความจริงที่เพิ่งค้นพบ ทว่าปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มเจ้าของภาพกลับสวนทางกับจองฮุน มือบางคว้ากระดาษทั้งห้าแผ่นนั้นออกจากมือของเขาแรงๆ และปล่อยมันให้หลุดไปจนถึงพื้นดินข้างล่างโดยไม่สนใจจะเก็บมัน
“คยูฮยอน...”
คยูฮยอนตอบสนองเสียงเรียกชื่อตัวเองด้วยการลุกหนีราวกับว่าสิ่งที่จองฮุนพูดออกมาคือการขับไล่ไสส่ง และจองฮุนก็รีบตามเขาไป มือแกร่งฉุดข้อมือบางนั้นไว้แน่นเพื่อไม่ให้คยูฮยอนหนีไปไหนได้ และแม้ว่าคนอายุน้อยกว่าจะพยายามสะบัดข้อมือให้หลุด แต่เขาก็สู้แรงของจองฮุนไม่ได้
“เป็นอะไรไป หันมาคุยกันก่อน! คยูฮยอน!” จองฮุนพูดเสียงดังจนเกือบเป็นตะโกน
คยูฮยอนก้มหน้านิ่ง ตามด้วยตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนที่จะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาเผชิญกับจองฮุน และชายหนุ่มก็ตะลึงไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าดวงตากลมโตนั้นแดงรื้นไปด้วยน้ำตา เมื่อหยาดน้ำใสไหลลงมาอาบแก้มนวลนั้น คยูฮยอนก็ยกแขนข้างที่ไม่ได้ถูกจองฮุนจับไว้ขึ้นเช็ดมันเหมือนเด็กๆ เสียงสั่นๆ เอ่ยขึ้นอย่างวิงวอน
“อย่าเกลียดผมเลยนะ...” ยังคงพูดซ้ำไปซ้ำมาเยี่ยงคนสิ้นหวัง "อย่าเกลียดผมนะ...”
จองฮุนเอื้อมมือไปบีบไหล่คยูฮยอนไว้ เขาพูดอย่างหนักแน่นว่า “ไม่... ไม่ ฉันไม่เกลียดเธอหรอก"
“ผมไม่เหมือนคนอื่น...”
“คยูฮยอน ใครจะไปเกลียดเธอเพราะเรื่องแค่...นั้น...กัน...”
ภาพความเย็นชาห่างเหินที่โจมินซูผู้เป็นบิดามีต่อโจคยูฮยอนแล่นผ่านเข้ามาในหัวทันทีโดยที่เขายังพูดไม่ทันจบประโยค
พอเห็นน้ำตาของคยูฮยอนหลั่งรินออกมาอย่างเจ็บปวดอีกครั้ง จองฮุนก็แน่ใจว่าเขาไม่ได้เข้าใจผิด... แค่รู้ความจริงข้อนี้ ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังชาหนึบไปทั้งดวง แล้วคยูฮยอนที่เผชิญมันมาตลอดชีวิตเล่า?
อ้อมแขนแกร่งรั้งคยูฮยอนเข้ามากอดปลอบโยน มือข้างหนึ่งกดศีรษะของเขาลงแนบอกและกดจูบเบาๆ บนกลุ่มผมสีดำนุ่ม อีกข้างหนึ่งลูบขึ้นลงไปตามแผ่นหลังบางอย่างช้าๆ ริมฝีปากหยักเอ่ยเสียงนุ่มออกมา “ฉันไม่เกลียดเธอหรอกนะ... หยุดร้องไห้ได้แล้ว"
หากความอบอุ่นที่ได้รับจากชายที่หลงรักกลับยิ่งทำให้คยูฮยอนร้องไห้หนักกว่าเดิม... ใช้เวลาอีกพักใหญ่ทีเดียวกว่าเด็กหนุ่มในอ้อมกอดของเขาจะสงบลง จองฮุนจูงคยูฮยอนกลับไปที่เดิมที่พวกเขานั่งกันอยู่ก่อนหน้านี้ เก็บแผ่นกระดาษที่ปลิวตกลงไปบนพื้น ปัดเศษดินที่เกาะอยู่ให้หลุดร่วงออกไป ถนอมงานเหล่านั้นราวกับว่าเป็นฝีมือการรังสรรค์ของตัวเอง ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าการกระทำทุกอย่างนั้นจับใจคยูฮยอนมากเพียงใด...
จองฮุนรวมแผ่นกระดาษของคยูฮยอนทั้งหมดเข้าด้วยกันและยื่นให้คยูฮยอน
“ฉันชอบมากเลยนะ สวยมากๆ – ขอบคุณมากที่วาด..."
คยูฮยอนก้มหน้าลงไล่หาภาพวาดภาพหนึ่งในมือ เมื่อเจอแล้วก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา "ผมชอบรูปนี้ที่สุด"
รูปวาดบนแผ่นนั้นเป็นภาพของจองฮุนที่สบตาตรงมาทางคนมอง ในรูปนั้นเขาคลี่ยิ้มเล็กน้อยอย่างเป็นมิตร ด้านหน้าของจองฮุนมีถ้วยชาใบเล็กตั้งอยู่ และจองฮุนก็รู้ทันทีว่าเหตุการณ์ในภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อใด พอมีเวลามองรูปนานๆ จองฮุนจึงเพิ่งสังเกตเห็นลายเซ็นเล็กๆ ของคยูฮยอนตรงมุมขวาล่างของกระดาษด้วย
“ฉันก็ชอบ"
“ถ้าคุณชอบ ผมให้"
จองฮุนยิ้มและวางกระดาษแผ่นนั้นไว้ข้างตัว คยูฮยอนเอ่ยถามต่อ "คุณตกใจหรือเปล่า?”
“ตกใจสิ ฉันไม่รู้มาก่อนนี่ว่าเธอ...เป็นใครก็ต้องตกใจทั้งนั้นล่ะ”
“แต่คุณไม่เกลียดผมใช่ไหม"
ชายหนุ่มในชุดยูคาตะสีเข้มส่ายหน้า ใช้หลังฝ่ามือเกลี่ยแก้มของเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู "ฉันไม่เกลียดเธอหรอก"
“แต่พ่อเกลียดผม" และพอคยูฮยอนพูดประโยคนั้นออกมา เรื่องราวต่างๆ ก็หลั่งไหลออกมาเพราะเขาหยุดไม่ได้ คยูฮยอนเก็บความรู้สึกทุกอย่างมานานมาก พอมีรอยร้าวปริขึ้นเพียงนิดเดียว แรงกดดันภายในก็ผลักให้เขาต้องพูด "พ่อไม่ชอบผมที่ผมทำให้แม่ตาย พ่อไม่ชอบที่ผมเรียนไม่เก่งและเอาแต่นั่งวาดรูป พ่อไม่ชอบอะไรสักอย่างที่ผมชอบ พ่อบีบบังคับให้ผมทำทุกอย่างที่พ่อชอบ... ผมด้อยกว่าพี่ซีวอนทุกอย่าง และพ่อก็เกลียดผม... พ่อเกลียดที่ผม...”
คนอายุมากกว่าดันศีรษะอีกฝ่ายให้ลงพิงไหล่ของเขาช้าๆ พร้อมกับที่ลูบผมนุ่มเบาๆ ใจของเขาปวดร้าวไม่น้อยเมื่อรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่แสนน่าเอ็นดูนั้นมีความลับที่แสนเจ็บปวดซ่อนอยู่มากมาย "...แล้วพ่อเธอรู้ได้ยังไง"
“ตอนม.สามผมมีแฟน... ผมอยากให้พ่อรู้จักเขาเลยลองเกริ่นๆ ดู พอพ่อรู้ว่าเขา...” คยูฮยอนกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงความทรงจำอันแสนเจ็บปวด "...พ่อก็เกลียดผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วเราก็เลิกกัน"
คยูฮยอนลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วจึงพูดต่อ "ขอบคุณนะครับที่คุณไม่เกลียดผม แล้วก็... ผมหวังว่าคุณจะไม่คิดมาก... พอกลับเกาหลีผมก็คงจะลืม...”
“คยูฮยอน" จองฮุนขัดขึ้น
“ครับ?”
“ฉัน...ไม่ได้เกลียดเธอ...ที่จริง ฉันรู้สึกตรงข้ามกับคำว่าเกลียดเลยด้วยซ้ำ"
คยูฮยอนนิ่งไปเพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่ริมฝีปากสวยจะหลุดยิ้มออกมาอย่างขวยเขินเมื่อเข้าใจสิ่งที่จองฮุนต้องการจะสื่อ... และจองฮุนก็เชื่อว่าตอนที่เด็กหนุ่มก้มหน้าลงไปเพราะไม่กล้าสบตากับเขานั้น แก้มทั้งสองข้างก็คงจะแดงก่ำอยู่ มือแกร่งเลื่อนเข้าไปสอดประสานกับมือเรียวของคยูฮยอนและบีบมันเบาๆ
“ฉันรู้ว่ามันอาจจะดูเร็วเกินไป... แต่ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับใครมานานแล้วจริงๆ"
“ผมนึกว่าคุณ...”
“ฉันก็เหมือนกับเธอ..." จมูกโด่งกดเข้ากับแก้มนุ่มอย่างรักใคร่ พึมพำออกมาอย่างเผลอไผลว่า "ฉันชอบเธอ"
จองฮุนรู้สึกว่าหัวใจเขาเต้นแรงที่สุดในรอบหลายปีเมื่อคยูฮยอนเลียนแบบการกระทำของเขาตอบกลับมา มือของทั้งคู่กระชับเข้าหากันมากกว่าเดิม ราวกับจะย้ำความรู้สึกของตัวเองให้อีกฝ่ายได้รับรู้ชัดเจนยิ่งขึ้น
***
คยูฮยอนขอร้องให้เขาเก็บทุกอย่างเป็นความลับเพราะเขายังไม่พร้อมที่จะอธิบายทุกอย่างให้โจมินซูฟัง... เมื่อจองฮุนมาคิดดูอีกทีแล้ว การสานสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มที่ต้องปิดบังตัวเองจากคนเป็นพ่อนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากเอาการ แต่เพราะพวกเขายังไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ในปัจจุบัน จองฮุนจึงยอมทำตามคำขอร้องของคยูฮยอน
ในเช้าวันรุ่งขึ้นที่พวกของยงซอนกลับมาถึงบ้าน จองฮุนและคยูฮยอนก็ยังคงทำตัวเป็นปกติ ความรักของพวกเขาจะแสดงออกมาก็เมื่อได้อยู่กันเพียงสองคนเท่านั้น จากที่คยูฮยอนมักจะนั่งอยู่ห่างๆ เวลาชายหนุ่มทำงาน ก็กลายเป็นไปนั่งอยู่ที่โต๊ะกับจองฮุนแทน คลอเคลียกันบ้างเมื่อจองฮุนต้องการจะพักสมอง
แต่เพราะเป็นช่วงเวลาสองอาทิตย์สุดท้ายที่จะได้อยู่ที่ญี่ปุ่น เด็กหนุ่มจึงถูกพ่อและพี่ชายลากออกไปเที่ยวข้างนอกแทบทุกวัน บางวันถึงกับเดินทางข้ามจังหวัดแบบไปเช้าเย็นกลับ และจองฮุนก็แนะนำคนรักว่าอย่าไปขัดใจพวกเขาอีกจะดีกว่า ช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันจึงน้อยลงไปอีก ส่วนใหญ่มักจะเป็นเวลาคำ่หลังอาหารมื้อเย็นจนถึงดึกเท่านั้นที่คยูฮยอนจะได้อยู่กับจองฮุน เขาจะไปขลุกอยู่ที่ห้องของจองฮุนโดยอ้างว่า 'มันเงียบสงบดี' และปล่อยให้คนอื่นๆ นั่งดูโทรทัศน์หรือไม่ก็คุยกันดื่มสาเกกันไปที่ห้องรับแขก
และเพราะเป็นช่วงเวลาสองอาทิตย์สุดท้ายนี่เองที่ทำให้คนทั้งคู่ตระหนักว่าเวลาของพวกเขากำลังจะหมดลง... และต่างคนต่างก็เก็บความกลัวของตัวเองไว้ลึกๆ ในใจโดยไม่กล้าเอ่ยปากพูด แม้ว่าในสมัยนี้จะไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เทคโนโลยีทำให้การสื่อสารข้ามประเทศเป็นไปได้อย่างง่ายดาย แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าระยะทางที่ห่างเหินยอมทำให้ความผูกพันจืดจางลงไปได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจองฮุนที่ประสบมันมาแล้ว... พี่ชายที่เคยสนิทกันตอนเด็กๆ กลายเป็นคนเกือบแปลกหน้าเมื่อต้องจากกันไกล เขากลัว...จองฮุนกลัวว่าวันใดที่คยูฮยอนกลับประเทศไปแล้ว ความรู้สึกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลือนไป เพราะต่างคนต่างก็ย่อมมีโอกาสที่จะพบคนใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทั้งที่ก็อยากทะนุถนอมความรู้สึกเหล่านั้นไว้ให้ได้นานที่สุด
ระยะเวลาสุดท้ายนี้เองที่กลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาอยากจะรักษา และใช้มันให้คุ้มค่าเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง แม้ว่าคนที่อยู่รอบตัวจะทำให้มันเป็นไปได้ยากมากนักก็ตาม
จองฮุนหยุดเวลาไม่ให้เดินไปข้างหน้าไม่ได้ ในที่สุดวันสุดท้ายที่ครอบครัวโจจะอยู่ที่บ้านของยงซอนก็มาถึง ยงซอนจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ให้พวกเขา และภรรยาของยงซอนก็เซอร์ไพรส์ทุกคนด้วยการมอบชุดยูคาตะที่สั่งตัดพิเศษจากร้านของเพื่อนหล่อนให้เป็นของขวัญ ยูคาตะทั้งสามชุดสำหรับสมาชิกครอบครัวโจนั้นล้วนสีขาวล้วนประดับประดาด้วยลวดลายแปลกตาดูสวยงาม ซึ่งคยูฮยอนดูจะติดใจเป็นพิเศษ หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ทั้งสามคนจึงสวมชุดเหล่านั้นมากินอาหารเย็นมื้อสุดท้ายด้วยกันกับทุกคน ซึ่งทางฝั่งของยงซอนเองก็สวมชุดยูคาตะเช่นกัน แม้แต่จองฮุนที่ปกติชอบสวมเสื้อผ้าลำลองมากกว่าตามความเคยชินก็ยังสวมเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศรอบโต๊ะ
ก็เหมือนกับทุกครั้ง... จองฮุนทำได้แค่เพียงลอบส่งสายตาให้กับคยูฮยอน แกะเนื้อปลาที่เจ้าตัวชอบกินให้เป็นพิเศษโดยที่คนที่นั่งร่วมโต๊ะแทบไม่สังเกต ยิ่งเป็นมื้อสุดท้ายก็ยิ่งกินเวลายาวนาน พวกเขาจะไม่มีเวลาพิเศษสำหรับสองคนเหมือนวันอื่นๆ ก่อนหน้านี้
หลังอาหารเย็นจนถึงช่วงใกล้ดึก...จนถึงตอนที่คยูฮยอนกำลังจะเดินตามซีวอนขึ้นไปนอนข้างบน ไม่มีคำบอกลาหรือคำอาวรณ์ใดๆ หลุดออกมาจากปากของคนทั้งคู่เลยแม้เพียงนิด อาจเป็นเพราะอยากเก็บไปพูดทีเดียวในวันรุ่งขึ้น หรืออาจเป็นเพราะคำอำลาอาจเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงพวกเขาได้มากที่สุดในเวลานี้ จองฮุนทำแค่เพียงจุมพิตที่ปากคยูฮยอนเบาๆ ก่อนที่ร่างโปร่งจะเดินขึ้นบันไดไปเท่านั้น และมือของคยูฮยอนก็จับมือจองฮุนเอาไว้อย่างอ้อยอิ่งราวกับไม่อยากจะขึ้นไปเลยสักนิด จนจองฮุนต้องเป็นฝ่ายดึงมือออกมาเอง
ทั้งคู่พูดออกมาแทบจะพร้อมกันว่า “ราตรีสวัสดิ์"
จองฮุนเพิ่งจะเอาฟูกมาปูที่พื้นห้องและกำลังจะปิดโคมไฟขนาดเล็กที่ตั้งอยู่มุมห้องพอดีเมื่อประตูห้องของเขาถูกเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เขาเหลือบตาไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่เหนือกำแพง... เป็นเวลาเกือบตีสองแล้ว และโจคยูฮยอนควรจะอยู่ข้างบนที่ห้องพัก ไม่ใช่ที่นี่ แต่แววตาบางอย่างที่ฉายชัดในดวงตากลมโตคู่นั้นทำให้จองฮุนไม่กล้าไล่ออกไป คยูฮยอนเดินเข้ามาในห้องของจองฮุน
“เธอมาทำอะไร" จองฮุนหันหลังมาถามคยูฮยอนในขณะที่เลื่อนประตูปิด
“ผมอยากอยู่กับคุณ"
น้ำเสียงและสายตาของคยูฮยอนบอกให้จองฮุนรู้ว่าคยูฮยอนไม่ได้แค่ต้องการจะนอนกอดเขาไปจนถึงเช้า และสิ่งที่คยูฮยอนกำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ก็เกินความคาดหมายของเขาไปนิดหนึ่ง "เธอ...”
“ผมไม่รู้ผมจะได้กลับมาเจอคุณอีกเมื่อไหร่ และถ้าผมได้กลับมาอีกที ความรู้สึกของเราจะยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ไหม" คยูฮยอนพูดในสิ่งที่จองฮุนเองก็รู้สึกเหมือนกัน "ตอนนี้ผมมีความสุขมากจริงๆ... มากจนผมคงจะเสียดายถ้าสักวันหนึ่งมันจะหายไป แต่อย่างน้อยถ้าเราสร้างความทรงจำที่ดีที่สุดของเราไว้ได้... ถึงความรู้สึกแบบนั้นมันจะเลือนหายไปสักวัน...ก็คงไม่น่าเสียดายเท่าไหร่"
“เธอแน่ใจหรือ"
คยูฮยอนพยักหน้า... จองฮุนจึงไม่บ่ายเบี่ยงอีกต่อไป
เขาค่อยๆ จูงคยูฮยอนให้มานั่งบนฟูกด้วยกัน เขาเริ่มไล่จูบจากหน้าผาก เปลือกตาทั้งสอง พวงแก้มนุ่มละมุน ข้ามไปปลายคางแล้วค่อยวนกลับมาที่กลีบปากสวยนั้นอย่างปรารถนา
“ปิดไฟได้ไหม ผมกลัวมีคนมาเห็น" คยูฮยอนพูดเบาๆ พยักเพยิดไปทางโคมไฟที่เปล่งแสงสีเหลืองอ่อนๆ อยู่ แม้หลอดไฟจะไม่ได้ใหญ่จนให้ความสว่างไสวไปทั่วทั้งห้อง ยังคงเหลือมุมที่มืดสลัวไว้บ้าง แต่ก็ยังสว่างพอที่จะทำให้เห็นร่างของเขาสองคน
“อย่าปิดเลย... ถ้าเราไม่เสียงดังเกินไป ไม่มีใครรู้หรอก" จองฮุนกระซิบริมใบหูของเด็กหนุ่ม และขบเม้มมันเบาๆ
"และฉันก็อยากเห็นเธอมากกว่า...”
จองฮุนจับให้คยูฮยอนนั่งคุกเข่า มือแกร่งค่อยๆ เอื้อมไปคลายปมโอบิที่มัดไว้อย่างไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่นักจากทางด้านหลัง และเมื่อสิ่งเดียวที่พันธนาการผืนผ้าที่คลุมร่างเปลือยเปล่าของคยูฮยอนไว้ถูกปลดออก ชายยูกาตะทั้งสองข้างก็กลายเป็นอิสระ เผยผิวขาวราวน้ำนมให้จองฮุนได้เห็น ขาเรียวยาวโผล่พ้นออกมาคล้ายจงใจจะเย้ายวนกัน กระตุกเบาๆ เพียงเท่านั้นเกือบทุกส่วนสัดของคยูฮยอนก็ปรากฏแก่สายตา แสงไฟสลัวยิ่งขับให้ร่างนั้นดูสวยจับใจ
คยูฮยอนอ่อนไหวต่อทุกสัมผัสที่จองฮุนแตะต้อง เสมือนผิวกายของเขาเป็นขี้ผึ้ง และจองฮุนคือไฟที่พร้อมจะเผาไหม้กายเขาให้ละลายจนเสียรูปทรง แม้จะยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกันไม่ให้เสียงครางวาบหวามหลุดออกมา แต่เสียงหายใจหอบกระเส่าที่บังคับไม่ได้นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้จองฮุนรู้ว่าคยูฮยอนกำลังรู้สึกดี เป็นการตอบสนองที่แสนเรียบง่ายหากกลับยิ่งกระตุ้นให้จองฮุนรู้สึกร้อนแรงขึ้น ยิ่งเมื่อตอนเขากลืนกินคยูฮยอนเข้าไปทุกหยาดหยด ร่างระหงข้างใต้ก็บิดเร่าไปมาราวกับเปลวเทียนที่วูบไหวในสายลม
“ฮึก...อ่า...จะ...จองฮุน...”
และเมื่อเขาเข้าไปข้างในคยูฮยอน ความคับแน่นและปลายเท้าที่จิกเกร็งด้วยทั้งตื่นเต้นด้วยทั้งเจ็บปวดก็ทำให้จองฮุนรู้ว่านี่เป็นครั้งแรกของเด็กหนุ่ม พอใจนักเมื่อรู้ว่านอกจากเขาแล้วยังไม่เคยมีใครเชยชมเรือนร่างที่สวยงามนี้... ยังไม่เคยมีใครได้มีโอกาสได้แตะต้องจุดที่ไวต่อการสัมผัสที่สุดของคยูฮยอนเหมือนที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ จองฮุนขยับเข้าออกและเลื่อนมือกระชับความอ่อนไหวของคยูฮยอนขึ้นลงไปด้วย และอารมณ์ของจองฮุนก็ปะทุออกมาในตัวคยูฮยอน พร้อมๆ กับที่คนข้างใต้ก็ปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองออกมาเช่นกัน
สองกายที่เปลือยเปล่านอนกอดก่ายกันอยู่บนฟูกผืนเดียว หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนทั้งคู่ หากความสุขสมที่ปริ่มหน้าอกนั้นมีมากยิ่งกว่า ทว่าจองฮุนกลับได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ดังมาจากคนข้างๆ
“...ผมรักจองฮุนนะ"
จองฮุนตอบแทนคำหวานของคยูฮยอนด้วยการดึงปลายนิ้วของเขามาจุมพิตเบาๆ
“ฉันรู้...” เขาเปลี่ยนไปจูบที่หลังฝ่ามือด้วย "ฉันรู้...”
เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โจมินซูไม่รบกวนให้ยงซอนไปส่งพวกเขาที่สนามบิน แต่โทรศัพท์เรียกแท็กซี่ให้มารับไปแทน ไฟลท์ของมินซูกำหนดไว้ตอนก่อนเที่ยง พวกเขาจึงต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อลุกมาส่งพวกเขา
โชคดีที่พี่ชายที่นอนห้องเดียวกันอย่างซีวอนเหมือนจะเป็นคนหลับลึก ซีวอนไม่ได้สงสัยหรือถามเกี่ยวกับคยูฮยอนสักนิด ทั้งที่คยูฮยอนลุกออกมาจากฟูกตั้งแต่ตีสองและนอนหลับอยู่ที่ห้องจองฮุนจนถึงราวๆ ตีห้า เขาโดนเจ้าของห้องปลุกให้กลับขึ้นไปนอนข้างบนก่อนที่คนบนชั้นสองจะตื่น
“ไว้เจอกันใหม่คราวหน้า เที่ยวยุโรปจนปรุแล้วก็อย่าลืมกลับมาเยี่ยมพวกผมบ้างนะครับ"
“โชคดีนะ"
จองฮุนพึมพำให้คยูฮยอนได้ยิน และคยูฮยอนก็ทำแค่เพียงยิ้มตอบกลับมา...พวกเขาบอกลากันเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน และก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ถึงจะแลกอีเมลกันแล้ว แต่จองฮุนรู้ และคยูฮยอนก็รู้ว่าระยะเวลาและระยะห่างของพวกเขาสองคนจะต้องทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปสักวัน
ชายหนุ่มได้แต่ยืนมองเด็กหนุ่มที่เหลียวหลังกลับมาสบตากับเขาผ่านกระจกรถแท็กซี่ คยูฮยอนอยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ... จนในที่สุดก็ลับไปจากสายตา
คยูฮยอนจากเขาไปแล้ว
***
ในสองปีที่ผ่านมาที่ใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น คิมจองฮุนโปรดปรานฤดูหนาวในเดือนธันวาคมมากกว่าฤดูร้อน แต่ปีนี้คงเป็นปีแรกที่เขาชอบฤดูร้อนในเดือนสิงหาคมมากกว่า แม้อากาศจะร้อน แต่ยังมีคนคนหนึ่งท่ีทำให้เขาอุ่นใจ ฤดูหนาวปีนี้อากาศหนาวกว่าปีอื่นๆ ซ้ำคนคนนั้นของจองฮุนยังอยู่ไกลเกินจะเอื้อมถึง ความเหน็บหนาวก็ยิ่งกัดกร่อนเขามากขึ้น
สิ่งที่จองฮุนกลัวไว้ก่อนหน้านี้กำลังจะเป็นจริง หลังจากกลับไปไม่นานนัก คยูฮยอนก็เปิดเทอม เขาต้องวุ่นวายอยู่กับการเรียนและกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยปีแรก ยิ่งเป็นสาขาที่ถูกบังคับให้เรียนก็ยิ่งต้องใช้เวลาปรับตัวในการเรียนวิชาพื้นฐาน จองฮุนได้รับอีเมลยาวๆ ฉบับแรกจากคยูฮยอนที่ส่งมาสองวันหลังจากที่เขากลับไป และแม้จองฮุนจะอีเมลตอบกลับไปอย่างยืดยาวเช่นกัน อีเมลฉบับต่อมาของคยูฮยอนก็เขียนแค่สั้นๆ ว่า
'ผมอาจจะไม่ว่างตอบเท่าไหร่นักเพราะช่วงนี้ยุ่งกับที่มหา'ลัยจริงๆ ขอโทษด้วยนะครับ
คิดถึงคุณเสมอ'
นั่นเป็นข้อความสุดท้ายที่จองฮุนได้รับจากคยูฮยอน จองฮุนเขียนอีเมลตอบกลับไปอีกฉบับแต่คยูฮยอนไม่เคยตอบกลับมา และจองฮุนก็มักจะเผลอล็อกอินเข้าไปอ่านอีเมลฉบับสุดท้ายนี้บ่อยๆ เพียงเพื่อจะอ่านคำลงท้ายว่าคิดถึง เผลอหยิบภาพที่คยูฮยอนวาดขึ้นมาดูหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปกี่วันกี่สัปดาห์จองฮุนก็ยังคงยึดติดอยู่แต่กับคำคิดถึงและความรู้สึกของคยูฮยอนที่แอบแฝงอยู่ในภาพวาดนั้น แต่ชายหนุ่มเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าคยูฮยอนจะยังรู้สึกหนักแน่นเหมือนกับเขาหรือเปล่า...
“รู้ไหมว่าแม่พูดว่ายังไงตอนที่ฉันถามว่า ทำไมแม่ถึงแต่งงานกับพ่อ"
จู่ๆ ยงซอนก็ถามขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังจิบสาเกอุ่นๆ กันหลังมื้อเย็น จองฮุนส่ายหน้า เขามีความทรงจำเกี่ยวกับแม่น้อยมาก
“ฉันถามแม่ว่า แม่ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพ่อเป็นคนเกาหลี ถ้าแม่แต่งงานกับพ่อ แม่ก็ต้องจากบ้านเกิดตัวเองแล้วไปอยู่กับเขานะ ทำไมแม่ถึงยังจะแต่งงานกับเขาอยู่อีก แล้วแม่ก็ตอบว่า 'อยู่กับพ่อให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน... อุ่นใจและมีความสุข จะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น'”
“ฉันเดาว่านายคงถามแม่ก่อนหย่ากับพ่อสินะ"
ยงซอนหัวเราะที่จองฮุนรู้ทัน "ใช่ ใช่ ฉันถามแม่ตอนอยู่ประถม ตอนนั้นนายยังตัวกะเปี๊ยกไม่รู้เรื่องราวอะไรอยู่เลย"
“แล้วอยู่ดีๆ นายพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม"
“นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงอยากให้นายย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นด้วยกันหลังจากพ่อตาย"
“ก็เพราะนายย้ายไปเกาหลีไม่ได้ไง เมียนายอยู่นี่ กิจการนายก็อยู่นี่" จองฮุนตอบทันที
“ถูกต้อง นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะฉันอยากให้นายได้มีที่ที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านบ้าง อยู่คนเดียวเหงาๆ น่ะมันไม่มีความสุขหรอกนะ ฉันรู้ว่าญาติฝ่ายพ่อน่ะไม่ได้เรื่อง แค่ตอนงานศพแม่ไม่มีดอกไม้สักช่อจากคนพวกนั้นฉันก็ดูออกแล้วว่าคนพวกนั้นยังอคติกับแม่ ถ้าพ่อตายคนพวกนั้นคงไม่สนใจใยดีนายแน่ ฉันเลยอยากให้นายมาอยู่ที่นี่ อย่างน้อยฉันก็เป็นพี่ชายพ่อเดียวแม่เดียวกันกับนาย"
เป็นครั้งแรกที่ยงซอนอธิบายเรื่องนี้ให้จองฮุนฟัง ซึ่งก็น่าประหลาดใจจนทำให้คนฟังตะลึงไปเล็กน้อย
“ที่พูดมายืดยาวทั้งหมดนี้ ฉันแค่อยากจะบอกว่า ถ้านายไม่รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านที่อบอุ่นมากพอสำหรับนายอีกต่อไปแล้ว ถ้านายคิดว่านายมีบ้านหลังอื่นที่รอนายอยู่ บ้านท่ีนายทำหน้าคิดถึงมันตลอดเวลาและนายจะมีความสุขมากกว่าถ้าได้อยู่ที่นั่น... นายจะไปจากที่นี่ก็ได้นะ"
“นาย...”
“ได้อยู่ประเทศเดียวกันก็ยังใกล้กว่าอยู่คนละประเทศ"
"...ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ฉันสงสัยตั้งแต่เห็นเด็กคนนั้นขลุกอยู่แต่ในห้องของนาย ตอนนั้นก็แค่คิดว่าคยูฮยอนคงแค่ติดนายเพราะนายใจดีกับเขา แต่พอเห็นนายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เขากลับไป...” ยงซอนยิ้มกรุ้มกริ่ม "...ฉันว่านายก็คงติดเด็กคนนั้นพอๆ กัน"
***
คยูฮยอนคิดว่าเขาควรจะลาออก...
ไม่มีวันไหนเลยที่เขามีความสุขกับการเรียนคณะนี้ แม้จะฮึดสู้มาจนเกือบจะจบเทอมแรกแล้ว เหลือเพียงแค่สอบปลายภาคหลังหยุดปีใหม่ แต่เขารู้ผลการเรียนของตัวเองล่วงหน้าดี ทั้งคะแนนสอบย่อยและคะแนนสอบกลางภาคที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ผ่านอย่างเฉียดฉิว เขารู้ว่าพ่อจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเห็นเกรดเฉลี่ยตัวแรกของเขา
คยูฮยอนได้อ่านอีเมลล่าสุดที่จองฮุนส่งมาแล้ว แต่เขาไม่มีเวลาตอบกลับ การเรียนและกิจกรรมดึงเวลาชีวิตของเขาไปมาก ในเวลาว่างเขาต้องคอยทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองเป็นประจำเพราะพื้นฐานอ่อนกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ... วันไหนที่พอมีเวลาไปเปิดอ่านอีกครั้ง สิ่งที่คยูฮยอนอยากพิมพ์ตอบไปให้จองฮุนรับรู้คือเขาเหนื่อย เขาท้อ เขาไม่มีความสุข เขาอยากร้องไห้ เพราะชีวิตเขามีแต่เรื่องแบบนั้น... ซึ่งคยูฮยอนก็ไม่อยากให้จองฮุนต้องรับรู้และพลอยเหนื่อยใจไปกับเขา และเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น คยูฮยอนก็คิดว่าจองฮุนคงเลิกรอคำตอบจากเขาไปแล้ว
ร่างโปร่งในเสื้อไหมพรมสีเทาเข้มเดินลงบันไดที่หน้าตึกคณะอย่างเหนื่อยอ่อน หากมีใครสังเกตดีๆ ก็คงจะเห็นว่าใบหน้าของเขาซีดเซียวกว่าปกติ แต่คยูฮยอนไม่คิดว่าจะมีใครสนใจเขาขนาดนั้น เขามีเพื่อนที่รู้จัก แต่เขาไม่มีเพื่อนที่สนิท ทว่าเมื่อเขาเดินมาถึงบริเวณโต๊ะม้าหินหน้าตึก... เสียงหนึ่งก็เรียกเขาจากด้านหลัง
“คยูฮยอน!”
คยูฮยอนคุ้นเสียงนั้น แต่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเสียงของคนคนนั้นจะอยู่ที่นี่ ต้องหันกลับไปมองตามต้นเสียงนั้นจึงแน่ใจว่านั่นคือความจริง... เขาไม่ได้คิดไปเอง
“จองฮุน...” เสียงหวานหลุดเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ ตกใจยิ่งนักที่เห็นคนที่ไม่คาดฝันมายืนอยู่ตรงหน้าเขานี้
ร่างสูงของจองฮุนค่อยๆ สาวเท้าเข้ามาใกล้ และรั้งเขาเข้าไปไว้ในอ้อมแขนนั้นอย่างไม่สนใจคนรอบข้าง คยูฮยอนก็กอดจองฮุนตอบไปเหมือนกัน “ผมไม่คิดว่าคุณจะมา... คุณไม่เคยบอกเลยสักคำ...”
ความอบอุ่นจากจองฮุนที่แผ่ซ่านไปทั่วกายบรรเทาความเหนื่อยล้าท่ีอัดแน่นอยู่เต็มอกมานานได้อย่างน่าอัศจรรย์ จองฮุนไม่เคยพูดเลยสักครั้งว่าเขาจะกลับมาหาคยูฮยอนที่นี่ และการที่จองฮุนกำลังกอดเขาอยู่ตรงนี้ก็ช่างเหมือนฝัน ช่างอบอุ่นเสียยิ่งกว่ายามคิมหันต์ที่พวกเขาพบกันครั้งแรก ยิ่งคนตัวสูงกระชับเขาไว้แน่น โจคยูฮยอนก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวถ้าพ่อจะเกลียดเขายิ่งไปกว่านี้เมื่อเขาคงเป็นอย่างที่พ่ออยากให้เป็นไม่ได้ ไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่งความรู้สึกดีๆ ที่ยังอบอวลอยู่ในใจจะจางหายไปตามกาลเวลา เพราะที่นี่ ณ วินาทีนี้ คิมจองฮุนอยู่กับเขาแล้ว.
END.
บางทีเวลาที่เห็นคยูฮยอนนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวเงียบๆ ในขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นคุยเฮฮากับยงซอนและภรรยา ได้ยินคยูฮยอนโต้ตอบเพียงสั้นๆ เวลามีใครสักคนพยายามชวนคุยเพราะเห็นเด็กหนุ่มเงียบเกินไป จองฮุนก็เผลอซ้อนภาพของตัวเองช่วงที่เพิ่งมาอยู่ญี่ปุ่นใหม่ๆ ที่ยังพูดภาษาญี่ปุ่นไม่คล่อง คุยกับใครนอกจากยงซอนไม่รู้เรื่องจึงได้แต่นั่งเงียบๆ และฟังคนอื่นคุยกันด้วยภาษาที่ฟังไม่ค่อยออก การเข้าไม่ถึงคนอื่นๆ รอบตัวทำให้จองฮุนรู้สึกแปลกแยก... ยังจำความรู้สึกเหงาในช่วงเวลานั้นได้ ความรู้สึกที่แม้แต่ในตอนนี้ก็ยังทำให้เขาอ่อนไหวบ้างเป็นบางเวลา และถ้าคยูฮยอนต้องรู้สึกแบบนี้มาตลอด...
ชายหนุ่มออกมาจากห้องครัวพอดีเมื่อเขาเจอคยูฮยอนตรงทางเดิน ท่าทางอีกฝ่ายเหมือนกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ จองฮุนจึงถามไปตามที่คิด
“ผม...หากระดาษกับดินสอ"
คนอายุมากกว่ารู้ทันทีว่าคยูฮยอนจะต้องการของสองสิ่งนั้นไปทำอะไร เขาเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขาซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่าง ดึงลิ้นชักของตู้ไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกำแพงด้านหนึ่งของห้องออกมา หยิบสิ่งที่คยูฮยอนต้องการไปให้เจ้าตัวที่ยืนรออยู่หน้าห้อง “ขอบคุณครับ"
“จะวาดรูปสินะ"
เด็กหนุ่มพยักหน้าและถามต่อ "นั่น...ห้องของคุณเหรอครับ ผมรู้สึกว่าตอนผมมาครั้งก่อนมันจะเป็นห้องว่างๆ...”
“ใช่ ฉันขอห้องนี้เอง ฉันนอนดึกไง อยู่ข้างล่างน่ะถ้าหิวๆ ขึ้นมาตอนกลางคืนก็ยังเดินไปหาอะไรกินได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียงดังรบกวนเขา" จองฮุนพูด ไม่ลืมย้ำกับเด็กชายว่า "วาดเสร็จแล้วเอามาให้ดูด้วยแล้วกัน"
“ได้ครับ" คยูฮยอนตอบพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย เป็นยิ้มแรกที่คยูฮยอนมอบให้จองฮุน
***
อาจเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีอะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกับตน... หรืออาจเพราะจองฮุนแสดงให้เห็นว่าเขาใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับคยูฮยอนเสมอในช่วงระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์เศษที่ผ่านมา เมื่อเข้าสู่เดือนสิงหาคม คยูฮยอนจึงไม่พยายามปิดบังสักนิดว่ารู้สึกยินดีที่จะอยู่กับจองฮุนมากกว่าคนอื่นในครอบครัว โดยเฉพาะโจมินซู เด็กหนุ่มตามจองฮุนแจ พูดเยอะขึ้นกว่าวันแรกที่พบกัน ถ้าจองฮุนว่างก็จะชวนคุยเรื่องนู้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ถ้าจองฮุนทำงานอยู่ เขาก็จะแค่เพียงนั่งวาดรูปหรือฟังเพลงเงียบๆ อยู่ในห้องด้วยกันเท่านั้น
และในสัปดาห์นี้ที่ยงซอนกับภรรยาตั้งใจจะพาครอบครัวของโจมินซูไปเที่ยวที่เกียวโตเป็นเวลาสี่วันสามคืนและเข้าร่วมเทศกาลโอบ้งขนาดใหญ่ของที่นั่น คยูฮยอนก็เป็นคนเดียวที่ยืนกรานว่าจะไม่ไป 'พ่อก็รู้ผมไม่ชอบไปที่ที่คนเยอะๆ ถ้าพ่อกับพี่ซีวอนอยากไปก็ไปเถอะฮะ ผมอยู่คนเดียวได้'
'แล้วแกจะอยู่ยังไงที่นี่ บ้านก็ไม่ใช่บ้านตัวเอง เกิดอะไรขึ้นมาน่ะพูดญี่ปุ่นได้สักคำไหม'
และเพื่อไม่ให้ทั้งสองคนต้องขัดแย้งกันไปมากกว่านี้ จองฮุนจึงเสนอว่าช่วงที่ทุกคนไม่อยู่บ้าน เขาอยู่เป็นเพื่อนคยูฮยอนก็ได้ และหลังจากย้ำแล้วย้ำอีกกับมินซูว่าเขายินดีท่ีจะอยู่จริงๆ ไม่ได้เสียดายสักนิดที่ไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อน มินซูก็ยอมให้เป็นไปตามความต้องการของคยูฮยอน แต่ก็ยังคงตำหนิลูกชายคนเล็กว่า 'เรื่องมาก สร้างภาระให้คนอื่นไม่เข้าเรื่อง'
“ไม่เสียดายหรือ มาญี่ปุ่นทั้งทีแต่อยู่แต่ในบ้านแบบนี้"
จองฮุนถามขึ้นหลังจากที่คนอื่นออกเดินทางไปได้สักพัก เด็กหนุ่มส่ายหัวไปมา "ผมอยู่ที่นี่ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องไปที่ที่คนเยอะๆ ขนาดนั้น"
“แต่น่าเสียดายออกนะ งานท่ีเกียวโตเขาจัดใหญ่โตมากๆ เลย ร้านค้าเยอะแยะ ของกินอร่อยๆ เต็มไปหมด โคมไฟสวยมาก ดอกไม้ไฟก็สวย เธอน่าจะได้ไปเห็น"
“ผมเคยเห็นในรูปกับในทีวีหรอกน่า"
“ไปเห็นด้วยตาตัวเองน่ะมันไม่เหมือนกันหรอกนะ"
คยูฮยอนนิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ "คุณพูดเหมือนจะยุให้ผมไปเกียวโตให้ได้... ไม่เป็นไรหรอกครับ ถึงจะสวยขนาดไหน แต่ถ้าต้องไปอยู่ท่ามกลางผู้คนน่าอึดอัดแบบนั้น ผมขออยู่เงียบๆ ที่บ้านดีกว่า"
“ถ้าคนเยอะไม่เท่าล่ะ? เธออยากจะไปไหม?”
จองฮุนอธิบายให้คยูฮยอนฟังว่าวันมะรืนที่จะมีการจัดงานวัด ซึ่งรูปแบบก็ไม่ต่างอะไรกับงานเทศกาลโอบ้งเพียงแต่เล็กกว่า และคนก็คงไม่เยอะเท่าเพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่คงสนใจไปตามเมืองสำคัญๆ มากกว่าจะมาร่วมงานเทศกาลที่จัดโดยวัดท้องถิ่น และสิ่งที่จองฮุนเล่าก็ทำให้คยูฮยอนสนใจมากทีเดียว “ว่าไงล่ะ ถ้าเธออยากไปฉันจะพาไป ไปเดินสักสองสามชั่วโมงแล้วก็กลับ"
คยูฮยอนพยักหน้าหงึกๆ พร้อมรอยยิ้มบางๆ สัมผัสถึงความรู้สึกบางอย่างที่ท่วมท้นอยู่เต็มอก... เขากำลังคิดว่า ไม่ใช่เพราะเขาได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่มีพ่อมาวุ่นวาย หรือกำลังจะได้ไปเที่ยวงานเทศกาลที่มีคนไม่เยอะมากหรอกที่ทำให้เขามีความสุข... แต่เป็นเพราะการที่เขากำลังอยู่กับคนคนนี้ต่างหาก ที่ทำให้เขายิ้มออกมาได้หลายครั้งทั้งที่ไม่ได้อยากจะมาที่นี่เลยแต่แรก
ใกล้เวลาทุ่มนึงแล้ว หากเด็กหนุ่มยังคงไม่ลงมาจากชั้นสอง และนั่นทำให้ชายหนุ่มที่เปลี่ยนไปสวมชุดยูกาตะเรียบร้อยแล้วรู้สึกเอะใจจนต้องเดินขึ้นไปตามที่ห้อง เปิดประตูเลื่อนออกจึงพบว่าคยูฮยอนที่ตอนนี้สวมเพียงเสื้อยืดคอกลมสีขาวกับกางเกงขาสั้นสีเดียวกันกำลังมีปัญหากับการสวมชุดประจำฤดูร้อนของญี่ปุ่น ท่าทางเก้กังเพราะไม่รู้จะเอาผ้าฝั่งไหนทับฝั่งไหนก่อนทำให้จองฮุนต้องเดินเข้าไปช่วย
“ไม่เคยใส่หรือ?” จองฮุนถามขณะที่ช่วยคยูฮยอนสวมชุด ยูกาตะของคยูฮยอนเป็นตัวเก่าของยงซอน เป็นลายสีฟ้าอ่อนและมีแถบสีขาวจางๆ พาดสลับ ส่วนโอบิหรือผ้าคาดเอวนั้นเป็นสีน้ำเงินเข้ม "จับไว้" เขาสั่ง หยิบโอบิขึ้นมาพันรอบสะโพกของคยูฮยอนจนแน่นดีแล้วจึงผูกปม และเลื่อนปมไปไว้ข้างหลังให้
“เสร็จแล้ว...” หากคยูฮยอนกลับยืนเหม่อลอยและไม่ได้ตอบอะไร จองฮุนจึงพูดซ้ำ "คยูฮยอน เสร็จแล้ว...”
คยูฮยอนสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งตื่นจากภวังค์ "อ่ะ...อ่อ ขอบคุณครับ"
เดินจากบ้านของยงซอนไปประมาณสิบนาทีก็ถึงบริเวณวัดซึ่งตอนนี้รายล้อมไปด้วยร้านรวงต่างๆ เต็มสองข้างทาง เพราะว่าทางเดินค่อนข้างกว้างและคนก็ไม่ได้เยอะมาก ทำให้ไม่ต้องเดินฝ่าฝูงชนอย่างเบียดเสียดเหมือนอย่างที่จองฮุนพูดไว้จริงๆ บรรยากาศตอนนี้กำลังคึกคักเพราะเป็นช่วงหัวค่ำ แสงไฟสีเหลืองอ่อนจากโคมไฟญี่ปุ่นที่ห้อยเรียงรายอยู่ด้านบนสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเด็กหนุ่มที่เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก
“อยากกินอะไรก็บอกได้นะ เดี๋ยวฉันซื้อให้"
ไม่ว่าอะไรก็ดูน่ากินไปเสียหมด เพียงครึ่งชั่วโมงนิดๆ เท่านั้นในมือของพวกเขาสองคนก็มีทั้งทาโกะยากิ ถ้วยน้ำแข็งใสราดน้ำแดงหวานฉ่ำ ช็อกโกบานาน่า และขนมสายไหมสีชมพูอ่อนที่พันรอบไม้ ทั้งที่พวกเขาก็กินอาหารมื้อเย็นไปแล้วเรียบร้อยก่อนจะมาที่นี่ โดยจองฮุนเป็นคนถามราคาและสนทนากับพ่อค้าแม่ค้าด้วยภาษาญี่ปุ่นอย่างคล่องแคล่ว
“สนใจไหม" ชายหนุ่มในชุดยูคาตะสีดำสนิทแกล้งถามเมื่อเห็นร่างบางยืนมองบ่อน้ำขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งภายในมีปลาขนาดจิ๋วคละสีสันแหวกว่ายอยู่เต็มไปหมด
“ก็อยากเล่นอยู่นะฮะ แต่...” คยูฮยอนอึกอัก "ผมแค่อยากลองช้อนเล่นดูเฉยๆ ไม่ได้อยากเอาไปเลี้ยง ถึงยังไงผมก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ตลอดอยู่แล้ว อีกอย่าง...ตอนนี้มีแต่เด็กเล็กๆ เขาเล่นกัน อายเขาจะตาย"
ชายหนุ่มลูกครึ่งหัวเราะออกมา "โธ่เอ๊ย ที่แท้ก็อายเด็ก ไม่เห็นเป็นอะไรเลย เธอก็ไม่ได้โตสักเท่าไหร่หรอก"
แก้มของคยูฮยอนแดงขึ้นนิดหนึ่ง "ผมจะเข้ามหา'ลัยแล้วนะ เด็กตรงไหน"
“อ่อนกว่าฉันตั้งสิบกว่าปีก็ถือว่าเด็กอยู่ดี เอ้า อยากเล่นก็ไปเล่นสิ"
แต่สุดท้ายคยูฮยอนก็เดินหนีมาจากบ่อช้อนปลาเพราะไม่กล้าลงไปนั่งช้อนปลาแข่งกับเด็กอายุไม่ถึงสิบขวบประมาณสิบคนที่ยืนล้อมบ่ออยู่ ปล่อยให้จองฮุนที่ลอบยิ้มอยู่คนเดียวเดินตามหลังไปติดๆ คยูฮยอนเดินผ่านร้านขายของเล่นหลอกเด็กกับหน้ากากไปอย่างไม่สนใจ ก่อนจะสะดุดเข้ากับร้านที่ขายพวกดอกไม้ไฟกับไฟเย็น
“คุณจองฮุน" เด็กหนุ่มกระตุกชายแขนยูกาตะสีดำของจองฮุนเพื่อให้ชายหนุ่มหยุด "ซื้อไฟเย็นไปเล่นกัน"
จองฮุนไม่ขัดใจ พวกเขาเดินไปจนทั่วแล้วจึงตัดสินใจเดินกลับ คยูฮยอนแวะซื้อไก่ย่างอีกสองไม้ให้ตัวเองกับจองฮุนก่อนออกจากงาน และไปหาที่โล่งเพื่อจุดไฟเย็นเล่นกัน ชายหนุ่มพาคยูฮยอนเดินออกจากบริเวณวัด พาเดินลัดเลาะลงไปยังบริเวณริมแม่น้ำที่สงบเงียบ จากจุดนี้มองขึ้นไปแล้วก็ยังพอเห็นแสงไฟสีนวลตาจากงานวัดที่อยู่ห่างออกไปไกล
“ตรงนี้ล่ะ"
บริเวณที่พวกเขายืนอยู่เป็นพื้นหญ้าโล่งๆ มีวัยรุ่นสองสามกลุ่มมาจุดไฟเย็นเล่นเหมือนกับพวกเขาเช่นกัน ชายหนุ่มแกะไฟเย็นออกมาจากถุง ยื่นให้คยูฮยอนถือแท่งหนึ่งก่อนจะใช้ไฟแช็คที่พกติดตัวจุดไฟให้สว่างขึ้น เมื่อประกายไฟสว่างจ้าลุกขึ้น บนใบหน้าของคนตัวเล็กกว่าก็มีรอยยิ้มสดใสเช่นกัน และนั่นก็ทำให้ใจของจองฮุนกระตุกวาบไปทั้งดวง
***
จองฮุนพาคยูฮยอนกลับมาถึงบ้านตอนใกล้สามทุ่ม พวกเขานั่งเล่นอยู่ที่ชานเรือนด้านนอกเพราะยังไม่มีใครง่วงพอที่จะไปอาบน้ำและเข้านอน อากาศตอนกลางคืนในฤดูร้อนนั้นกำลังสบายสำหรับจองฮุน ไม่ร้อนเหมือนตอนกลางวัน แต่ก็ไม่หนาวเหน็บเหมือนในฤดูหนาว
หรือที่เขารู้สึกดีกับอากาศในคืนนี้มากกว่าคืนไหนๆ อาจเป็นเพราะตอนนี้เขาไม่ได้กำลังนั่งอยู่คนเดียว แต่มีคนอีกคนนั่งอยู่เคียงข้างเขาด้วย
“จะว่าไป ฉันยังไม่เคยเห็นรูปที่เธอวาดเลย เอามาดูบ้างสิ"
คยูฮยอนหายเข้าไปในบ้านและกลับลงมาพร้อมกับกระดาษปึกหนึ่ง เขานั่งลงข้างๆ จองฮุนก่อนจะยื่นบางส่วนของกระดาษปึกนั้นให้ และที่เหลือวางไว้ข้างตัว จองฮุนลองหยิบขึ้นมาดูทีละแผ่น ทั้งหมดเป็นงานที่วาดด้วยดินสอ ดูจากลายเส้น การลงแสงและเงา และการตัดเส้น... แม้จะไม่ได้มีความรู้ทางศิลปะมากนักแต่จองฮุนก็พอรู้ว่าคยูฮยอนค่อนข้างมีฝีมือมากทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นรูปสวนข้างนอกบ้าน อีกส่วนหนึ่งเป็นรูปภายในบ้าน เช่นรูปห้องที่เปิดโล่ง รูปแจกัน และรูปถ้วยชาเป็นต้น ยิ่งดูยิ่งทำให้จองฮุนรู้สึกเสียดายที่เด็กหนุ่มไม่ได้เรียนต่อยอดทางด้านนี้
ทว่าดวงตาเรียวของเขากลับสะดุดอยู่กับกองกระดาษอีกหลายแผ่นที่คยูฮยอนวางไว้ข้างตัว เหมือนเขาจะเห็นเส้นดินสอบางๆ จากกระดาษแผ่นเกือบใต้สุดที่ยื่นออกมา "แล้วกองนั้นอะไรน่ะ"
“อ้อ...กระดาษเปล่าฮะ มันติดมาด้วยเฉยๆ"
“โกหก" คำกล่าวหานั้นไม่ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่กลับเป็นน้ำเสียงขบขันมากกว่าเพราะคยูฮยอนปิดสีหน้าเล่ิกลั่กของตัวเองไว้ไม่มิดเลยสักนิด เจ้าตัวพยายามบังไม่ให้จองฮุนยุ่งกับกระดาษกองนั้น แต่จองฮุนก็ใช้ความไวคว้ากระดาษแผ่นบนๆ ประมาณสี่ห้าแผ่นติดมือมาได้
รอยยิ้มบนใบหน้าจองฮุนเลือนหายไปเล็กน้อยเมื่อเขาเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา กระดาษแผ่นแรกในมือเป็นภาพวาดแบบเสมือนจริงของชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายจองฮุนมากในสีหน้าต่างๆ ทั้งเคร่งขรึม ยิ้มเห็นฟัน ยิ้มไม่เห็นฟัน เหม่อลอย แผ่นต่อมาเป็นลายเส้นแบบการ์ตูน เป็นรูปมุมมองด้านข้างของชายคนหนึ่งที่กำลังฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะต่อหน้าโน้ตบุ๊คที่เปิดค้างไว้ แผ่นที่สามเป็นรูปมุมมองด้านหลังของชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดียวกัน แผ่นที่สี่คล้ายๆ กับแผ่นแรก และแผ่นสุดท้ายเป็นรูปวาดเสมือนจริงแบบเต็มตัวของชายคนนั้น สวมชุดยูกาตะที่คนวาดใช้ดินสอระบายเป็นสีเทาแทนเนื้อผ้า ยิ้มอย่างอ่อนโยนทั้งที่ปากและตา
ไม่ต้องอาศัยใครมาอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้ง จองฮุนก็รับรู้แล้วว่าคนที่วาดภาพทั้งหมดนี้รู้สึกอย่างไรกับคนในภาพ รับรู้ว่าหัวใจของเขากำลังเต้นระรัวกับความจริงที่เพิ่งค้นพบ ทว่าปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มเจ้าของภาพกลับสวนทางกับจองฮุน มือบางคว้ากระดาษทั้งห้าแผ่นนั้นออกจากมือของเขาแรงๆ และปล่อยมันให้หลุดไปจนถึงพื้นดินข้างล่างโดยไม่สนใจจะเก็บมัน
“คยูฮยอน...”
คยูฮยอนตอบสนองเสียงเรียกชื่อตัวเองด้วยการลุกหนีราวกับว่าสิ่งที่จองฮุนพูดออกมาคือการขับไล่ไสส่ง และจองฮุนก็รีบตามเขาไป มือแกร่งฉุดข้อมือบางนั้นไว้แน่นเพื่อไม่ให้คยูฮยอนหนีไปไหนได้ และแม้ว่าคนอายุน้อยกว่าจะพยายามสะบัดข้อมือให้หลุด แต่เขาก็สู้แรงของจองฮุนไม่ได้
“เป็นอะไรไป หันมาคุยกันก่อน! คยูฮยอน!” จองฮุนพูดเสียงดังจนเกือบเป็นตะโกน
คยูฮยอนก้มหน้านิ่ง ตามด้วยตัวสั่นเล็กน้อย ก่อนที่จะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาเผชิญกับจองฮุน และชายหนุ่มก็ตะลึงไปนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าดวงตากลมโตนั้นแดงรื้นไปด้วยน้ำตา เมื่อหยาดน้ำใสไหลลงมาอาบแก้มนวลนั้น คยูฮยอนก็ยกแขนข้างที่ไม่ได้ถูกจองฮุนจับไว้ขึ้นเช็ดมันเหมือนเด็กๆ เสียงสั่นๆ เอ่ยขึ้นอย่างวิงวอน
“อย่าเกลียดผมเลยนะ...” ยังคงพูดซ้ำไปซ้ำมาเยี่ยงคนสิ้นหวัง "อย่าเกลียดผมนะ...”
จองฮุนเอื้อมมือไปบีบไหล่คยูฮยอนไว้ เขาพูดอย่างหนักแน่นว่า “ไม่... ไม่ ฉันไม่เกลียดเธอหรอก"
“ผมไม่เหมือนคนอื่น...”
“คยูฮยอน ใครจะไปเกลียดเธอเพราะเรื่องแค่...นั้น...กัน...”
ภาพความเย็นชาห่างเหินที่โจมินซูผู้เป็นบิดามีต่อโจคยูฮยอนแล่นผ่านเข้ามาในหัวทันทีโดยที่เขายังพูดไม่ทันจบประโยค
พอเห็นน้ำตาของคยูฮยอนหลั่งรินออกมาอย่างเจ็บปวดอีกครั้ง จองฮุนก็แน่ใจว่าเขาไม่ได้เข้าใจผิด... แค่รู้ความจริงข้อนี้ ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังชาหนึบไปทั้งดวง แล้วคยูฮยอนที่เผชิญมันมาตลอดชีวิตเล่า?
อ้อมแขนแกร่งรั้งคยูฮยอนเข้ามากอดปลอบโยน มือข้างหนึ่งกดศีรษะของเขาลงแนบอกและกดจูบเบาๆ บนกลุ่มผมสีดำนุ่ม อีกข้างหนึ่งลูบขึ้นลงไปตามแผ่นหลังบางอย่างช้าๆ ริมฝีปากหยักเอ่ยเสียงนุ่มออกมา “ฉันไม่เกลียดเธอหรอกนะ... หยุดร้องไห้ได้แล้ว"
หากความอบอุ่นที่ได้รับจากชายที่หลงรักกลับยิ่งทำให้คยูฮยอนร้องไห้หนักกว่าเดิม... ใช้เวลาอีกพักใหญ่ทีเดียวกว่าเด็กหนุ่มในอ้อมกอดของเขาจะสงบลง จองฮุนจูงคยูฮยอนกลับไปที่เดิมที่พวกเขานั่งกันอยู่ก่อนหน้านี้ เก็บแผ่นกระดาษที่ปลิวตกลงไปบนพื้น ปัดเศษดินที่เกาะอยู่ให้หลุดร่วงออกไป ถนอมงานเหล่านั้นราวกับว่าเป็นฝีมือการรังสรรค์ของตัวเอง ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าการกระทำทุกอย่างนั้นจับใจคยูฮยอนมากเพียงใด...
จองฮุนรวมแผ่นกระดาษของคยูฮยอนทั้งหมดเข้าด้วยกันและยื่นให้คยูฮยอน
“ฉันชอบมากเลยนะ สวยมากๆ – ขอบคุณมากที่วาด..."
คยูฮยอนก้มหน้าลงไล่หาภาพวาดภาพหนึ่งในมือ เมื่อเจอแล้วก็หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา "ผมชอบรูปนี้ที่สุด"
รูปวาดบนแผ่นนั้นเป็นภาพของจองฮุนที่สบตาตรงมาทางคนมอง ในรูปนั้นเขาคลี่ยิ้มเล็กน้อยอย่างเป็นมิตร ด้านหน้าของจองฮุนมีถ้วยชาใบเล็กตั้งอยู่ และจองฮุนก็รู้ทันทีว่าเหตุการณ์ในภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อใด พอมีเวลามองรูปนานๆ จองฮุนจึงเพิ่งสังเกตเห็นลายเซ็นเล็กๆ ของคยูฮยอนตรงมุมขวาล่างของกระดาษด้วย
“ฉันก็ชอบ"
“ถ้าคุณชอบ ผมให้"
จองฮุนยิ้มและวางกระดาษแผ่นนั้นไว้ข้างตัว คยูฮยอนเอ่ยถามต่อ "คุณตกใจหรือเปล่า?”
“ตกใจสิ ฉันไม่รู้มาก่อนนี่ว่าเธอ...เป็นใครก็ต้องตกใจทั้งนั้นล่ะ”
“แต่คุณไม่เกลียดผมใช่ไหม"
ชายหนุ่มในชุดยูคาตะสีเข้มส่ายหน้า ใช้หลังฝ่ามือเกลี่ยแก้มของเด็กหนุ่มอย่างเอ็นดู "ฉันไม่เกลียดเธอหรอก"
“แต่พ่อเกลียดผม" และพอคยูฮยอนพูดประโยคนั้นออกมา เรื่องราวต่างๆ ก็หลั่งไหลออกมาเพราะเขาหยุดไม่ได้ คยูฮยอนเก็บความรู้สึกทุกอย่างมานานมาก พอมีรอยร้าวปริขึ้นเพียงนิดเดียว แรงกดดันภายในก็ผลักให้เขาต้องพูด "พ่อไม่ชอบผมที่ผมทำให้แม่ตาย พ่อไม่ชอบที่ผมเรียนไม่เก่งและเอาแต่นั่งวาดรูป พ่อไม่ชอบอะไรสักอย่างที่ผมชอบ พ่อบีบบังคับให้ผมทำทุกอย่างที่พ่อชอบ... ผมด้อยกว่าพี่ซีวอนทุกอย่าง และพ่อก็เกลียดผม... พ่อเกลียดที่ผม...”
คนอายุมากกว่าดันศีรษะอีกฝ่ายให้ลงพิงไหล่ของเขาช้าๆ พร้อมกับที่ลูบผมนุ่มเบาๆ ใจของเขาปวดร้าวไม่น้อยเมื่อรู้ว่าภายใต้ใบหน้าที่แสนน่าเอ็นดูนั้นมีความลับที่แสนเจ็บปวดซ่อนอยู่มากมาย "...แล้วพ่อเธอรู้ได้ยังไง"
“ตอนม.สามผมมีแฟน... ผมอยากให้พ่อรู้จักเขาเลยลองเกริ่นๆ ดู พอพ่อรู้ว่าเขา...” คยูฮยอนกลืนน้ำลายเมื่อนึกถึงความทรงจำอันแสนเจ็บปวด "...พ่อก็เกลียดผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วเราก็เลิกกัน"
คยูฮยอนลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วจึงพูดต่อ "ขอบคุณนะครับที่คุณไม่เกลียดผม แล้วก็... ผมหวังว่าคุณจะไม่คิดมาก... พอกลับเกาหลีผมก็คงจะลืม...”
“คยูฮยอน" จองฮุนขัดขึ้น
“ครับ?”
“ฉัน...ไม่ได้เกลียดเธอ...ที่จริง ฉันรู้สึกตรงข้ามกับคำว่าเกลียดเลยด้วยซ้ำ"
คยูฮยอนนิ่งไปเพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนที่ริมฝีปากสวยจะหลุดยิ้มออกมาอย่างขวยเขินเมื่อเข้าใจสิ่งที่จองฮุนต้องการจะสื่อ... และจองฮุนก็เชื่อว่าตอนที่เด็กหนุ่มก้มหน้าลงไปเพราะไม่กล้าสบตากับเขานั้น แก้มทั้งสองข้างก็คงจะแดงก่ำอยู่ มือแกร่งเลื่อนเข้าไปสอดประสานกับมือเรียวของคยูฮยอนและบีบมันเบาๆ
“ฉันรู้ว่ามันอาจจะดูเร็วเกินไป... แต่ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับใครมานานแล้วจริงๆ"
“ผมนึกว่าคุณ...”
“ฉันก็เหมือนกับเธอ..." จมูกโด่งกดเข้ากับแก้มนุ่มอย่างรักใคร่ พึมพำออกมาอย่างเผลอไผลว่า "ฉันชอบเธอ"
จองฮุนรู้สึกว่าหัวใจเขาเต้นแรงที่สุดในรอบหลายปีเมื่อคยูฮยอนเลียนแบบการกระทำของเขาตอบกลับมา มือของทั้งคู่กระชับเข้าหากันมากกว่าเดิม ราวกับจะย้ำความรู้สึกของตัวเองให้อีกฝ่ายได้รับรู้ชัดเจนยิ่งขึ้น
***
คยูฮยอนขอร้องให้เขาเก็บทุกอย่างเป็นความลับเพราะเขายังไม่พร้อมที่จะอธิบายทุกอย่างให้โจมินซูฟัง... เมื่อจองฮุนมาคิดดูอีกทีแล้ว การสานสัมพันธ์กับเด็กหนุ่มที่ต้องปิดบังตัวเองจากคนเป็นพ่อนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากเอาการ แต่เพราะพวกเขายังไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ในปัจจุบัน จองฮุนจึงยอมทำตามคำขอร้องของคยูฮยอน
ในเช้าวันรุ่งขึ้นที่พวกของยงซอนกลับมาถึงบ้าน จองฮุนและคยูฮยอนก็ยังคงทำตัวเป็นปกติ ความรักของพวกเขาจะแสดงออกมาก็เมื่อได้อยู่กันเพียงสองคนเท่านั้น จากที่คยูฮยอนมักจะนั่งอยู่ห่างๆ เวลาชายหนุ่มทำงาน ก็กลายเป็นไปนั่งอยู่ที่โต๊ะกับจองฮุนแทน คลอเคลียกันบ้างเมื่อจองฮุนต้องการจะพักสมอง
แต่เพราะเป็นช่วงเวลาสองอาทิตย์สุดท้ายที่จะได้อยู่ที่ญี่ปุ่น เด็กหนุ่มจึงถูกพ่อและพี่ชายลากออกไปเที่ยวข้างนอกแทบทุกวัน บางวันถึงกับเดินทางข้ามจังหวัดแบบไปเช้าเย็นกลับ และจองฮุนก็แนะนำคนรักว่าอย่าไปขัดใจพวกเขาอีกจะดีกว่า ช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันจึงน้อยลงไปอีก ส่วนใหญ่มักจะเป็นเวลาคำ่หลังอาหารมื้อเย็นจนถึงดึกเท่านั้นที่คยูฮยอนจะได้อยู่กับจองฮุน เขาจะไปขลุกอยู่ที่ห้องของจองฮุนโดยอ้างว่า 'มันเงียบสงบดี' และปล่อยให้คนอื่นๆ นั่งดูโทรทัศน์หรือไม่ก็คุยกันดื่มสาเกกันไปที่ห้องรับแขก
และเพราะเป็นช่วงเวลาสองอาทิตย์สุดท้ายนี่เองที่ทำให้คนทั้งคู่ตระหนักว่าเวลาของพวกเขากำลังจะหมดลง... และต่างคนต่างก็เก็บความกลัวของตัวเองไว้ลึกๆ ในใจโดยไม่กล้าเอ่ยปากพูด แม้ว่าในสมัยนี้จะไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เทคโนโลยีทำให้การสื่อสารข้ามประเทศเป็นไปได้อย่างง่ายดาย แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าระยะทางที่ห่างเหินยอมทำให้ความผูกพันจืดจางลงไปได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจองฮุนที่ประสบมันมาแล้ว... พี่ชายที่เคยสนิทกันตอนเด็กๆ กลายเป็นคนเกือบแปลกหน้าเมื่อต้องจากกันไกล เขากลัว...จองฮุนกลัวว่าวันใดที่คยูฮยอนกลับประเทศไปแล้ว ความรู้สึกของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลือนไป เพราะต่างคนต่างก็ย่อมมีโอกาสที่จะพบคนใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต ทั้งที่ก็อยากทะนุถนอมความรู้สึกเหล่านั้นไว้ให้ได้นานที่สุด
ระยะเวลาสุดท้ายนี้เองที่กลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่เขาอยากจะรักษา และใช้มันให้คุ้มค่าเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง แม้ว่าคนที่อยู่รอบตัวจะทำให้มันเป็นไปได้ยากมากนักก็ตาม
จองฮุนหยุดเวลาไม่ให้เดินไปข้างหน้าไม่ได้ ในที่สุดวันสุดท้ายที่ครอบครัวโจจะอยู่ที่บ้านของยงซอนก็มาถึง ยงซอนจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ให้พวกเขา และภรรยาของยงซอนก็เซอร์ไพรส์ทุกคนด้วยการมอบชุดยูคาตะที่สั่งตัดพิเศษจากร้านของเพื่อนหล่อนให้เป็นของขวัญ ยูคาตะทั้งสามชุดสำหรับสมาชิกครอบครัวโจนั้นล้วนสีขาวล้วนประดับประดาด้วยลวดลายแปลกตาดูสวยงาม ซึ่งคยูฮยอนดูจะติดใจเป็นพิเศษ หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว ทั้งสามคนจึงสวมชุดเหล่านั้นมากินอาหารเย็นมื้อสุดท้ายด้วยกันกับทุกคน ซึ่งทางฝั่งของยงซอนเองก็สวมชุดยูคาตะเช่นกัน แม้แต่จองฮุนที่ปกติชอบสวมเสื้อผ้าลำลองมากกว่าตามความเคยชินก็ยังสวมเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศรอบโต๊ะ
ก็เหมือนกับทุกครั้ง... จองฮุนทำได้แค่เพียงลอบส่งสายตาให้กับคยูฮยอน แกะเนื้อปลาที่เจ้าตัวชอบกินให้เป็นพิเศษโดยที่คนที่นั่งร่วมโต๊ะแทบไม่สังเกต ยิ่งเป็นมื้อสุดท้ายก็ยิ่งกินเวลายาวนาน พวกเขาจะไม่มีเวลาพิเศษสำหรับสองคนเหมือนวันอื่นๆ ก่อนหน้านี้
หลังอาหารเย็นจนถึงช่วงใกล้ดึก...จนถึงตอนที่คยูฮยอนกำลังจะเดินตามซีวอนขึ้นไปนอนข้างบน ไม่มีคำบอกลาหรือคำอาวรณ์ใดๆ หลุดออกมาจากปากของคนทั้งคู่เลยแม้เพียงนิด อาจเป็นเพราะอยากเก็บไปพูดทีเดียวในวันรุ่งขึ้น หรืออาจเป็นเพราะคำอำลาอาจเป็นสิ่งที่ทิ่มแทงพวกเขาได้มากที่สุดในเวลานี้ จองฮุนทำแค่เพียงจุมพิตที่ปากคยูฮยอนเบาๆ ก่อนที่ร่างโปร่งจะเดินขึ้นบันไดไปเท่านั้น และมือของคยูฮยอนก็จับมือจองฮุนเอาไว้อย่างอ้อยอิ่งราวกับไม่อยากจะขึ้นไปเลยสักนิด จนจองฮุนต้องเป็นฝ่ายดึงมือออกมาเอง
ทั้งคู่พูดออกมาแทบจะพร้อมกันว่า “ราตรีสวัสดิ์"
จองฮุนเพิ่งจะเอาฟูกมาปูที่พื้นห้องและกำลังจะปิดโคมไฟขนาดเล็กที่ตั้งอยู่มุมห้องพอดีเมื่อประตูห้องของเขาถูกเลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ เขาเหลือบตาไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่เหนือกำแพง... เป็นเวลาเกือบตีสองแล้ว และโจคยูฮยอนควรจะอยู่ข้างบนที่ห้องพัก ไม่ใช่ที่นี่ แต่แววตาบางอย่างที่ฉายชัดในดวงตากลมโตคู่นั้นทำให้จองฮุนไม่กล้าไล่ออกไป คยูฮยอนเดินเข้ามาในห้องของจองฮุน
“เธอมาทำอะไร" จองฮุนหันหลังมาถามคยูฮยอนในขณะที่เลื่อนประตูปิด
“ผมอยากอยู่กับคุณ"
น้ำเสียงและสายตาของคยูฮยอนบอกให้จองฮุนรู้ว่าคยูฮยอนไม่ได้แค่ต้องการจะนอนกอดเขาไปจนถึงเช้า และสิ่งที่คยูฮยอนกำลังพูดถึงอยู่ตอนนี้ก็เกินความคาดหมายของเขาไปนิดหนึ่ง "เธอ...”
“ผมไม่รู้ผมจะได้กลับมาเจอคุณอีกเมื่อไหร่ และถ้าผมได้กลับมาอีกที ความรู้สึกของเราจะยังเป็นเหมือนเดิมอยู่ไหม" คยูฮยอนพูดในสิ่งที่จองฮุนเองก็รู้สึกเหมือนกัน "ตอนนี้ผมมีความสุขมากจริงๆ... มากจนผมคงจะเสียดายถ้าสักวันหนึ่งมันจะหายไป แต่อย่างน้อยถ้าเราสร้างความทรงจำที่ดีที่สุดของเราไว้ได้... ถึงความรู้สึกแบบนั้นมันจะเลือนหายไปสักวัน...ก็คงไม่น่าเสียดายเท่าไหร่"
“เธอแน่ใจหรือ"
คยูฮยอนพยักหน้า... จองฮุนจึงไม่บ่ายเบี่ยงอีกต่อไป
เขาค่อยๆ จูงคยูฮยอนให้มานั่งบนฟูกด้วยกัน เขาเริ่มไล่จูบจากหน้าผาก เปลือกตาทั้งสอง พวงแก้มนุ่มละมุน ข้ามไปปลายคางแล้วค่อยวนกลับมาที่กลีบปากสวยนั้นอย่างปรารถนา
“ปิดไฟได้ไหม ผมกลัวมีคนมาเห็น" คยูฮยอนพูดเบาๆ พยักเพยิดไปทางโคมไฟที่เปล่งแสงสีเหลืองอ่อนๆ อยู่ แม้หลอดไฟจะไม่ได้ใหญ่จนให้ความสว่างไสวไปทั่วทั้งห้อง ยังคงเหลือมุมที่มืดสลัวไว้บ้าง แต่ก็ยังสว่างพอที่จะทำให้เห็นร่างของเขาสองคน
“อย่าปิดเลย... ถ้าเราไม่เสียงดังเกินไป ไม่มีใครรู้หรอก" จองฮุนกระซิบริมใบหูของเด็กหนุ่ม และขบเม้มมันเบาๆ
"และฉันก็อยากเห็นเธอมากกว่า...”
จองฮุนจับให้คยูฮยอนนั่งคุกเข่า มือแกร่งค่อยๆ เอื้อมไปคลายปมโอบิที่มัดไว้อย่างไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่นักจากทางด้านหลัง และเมื่อสิ่งเดียวที่พันธนาการผืนผ้าที่คลุมร่างเปลือยเปล่าของคยูฮยอนไว้ถูกปลดออก ชายยูกาตะทั้งสองข้างก็กลายเป็นอิสระ เผยผิวขาวราวน้ำนมให้จองฮุนได้เห็น ขาเรียวยาวโผล่พ้นออกมาคล้ายจงใจจะเย้ายวนกัน กระตุกเบาๆ เพียงเท่านั้นเกือบทุกส่วนสัดของคยูฮยอนก็ปรากฏแก่สายตา แสงไฟสลัวยิ่งขับให้ร่างนั้นดูสวยจับใจ
คยูฮยอนอ่อนไหวต่อทุกสัมผัสที่จองฮุนแตะต้อง เสมือนผิวกายของเขาเป็นขี้ผึ้ง และจองฮุนคือไฟที่พร้อมจะเผาไหม้กายเขาให้ละลายจนเสียรูปทรง แม้จะยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกันไม่ให้เสียงครางวาบหวามหลุดออกมา แต่เสียงหายใจหอบกระเส่าที่บังคับไม่ได้นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้จองฮุนรู้ว่าคยูฮยอนกำลังรู้สึกดี เป็นการตอบสนองที่แสนเรียบง่ายหากกลับยิ่งกระตุ้นให้จองฮุนรู้สึกร้อนแรงขึ้น ยิ่งเมื่อตอนเขากลืนกินคยูฮยอนเข้าไปทุกหยาดหยด ร่างระหงข้างใต้ก็บิดเร่าไปมาราวกับเปลวเทียนที่วูบไหวในสายลม
“ฮึก...อ่า...จะ...จองฮุน...”
และเมื่อเขาเข้าไปข้างในคยูฮยอน ความคับแน่นและปลายเท้าที่จิกเกร็งด้วยทั้งตื่นเต้นด้วยทั้งเจ็บปวดก็ทำให้จองฮุนรู้ว่านี่เป็นครั้งแรกของเด็กหนุ่ม พอใจนักเมื่อรู้ว่านอกจากเขาแล้วยังไม่เคยมีใครเชยชมเรือนร่างที่สวยงามนี้... ยังไม่เคยมีใครได้มีโอกาสได้แตะต้องจุดที่ไวต่อการสัมผัสที่สุดของคยูฮยอนเหมือนที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ จองฮุนขยับเข้าออกและเลื่อนมือกระชับความอ่อนไหวของคยูฮยอนขึ้นลงไปด้วย และอารมณ์ของจองฮุนก็ปะทุออกมาในตัวคยูฮยอน พร้อมๆ กับที่คนข้างใต้ก็ปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองออกมาเช่นกัน
สองกายที่เปลือยเปล่านอนกอดก่ายกันอยู่บนฟูกผืนเดียว หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนทั้งคู่ หากความสุขสมที่ปริ่มหน้าอกนั้นมีมากยิ่งกว่า ทว่าจองฮุนกลับได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ดังมาจากคนข้างๆ
“...ผมรักจองฮุนนะ"
จองฮุนตอบแทนคำหวานของคยูฮยอนด้วยการดึงปลายนิ้วของเขามาจุมพิตเบาๆ
“ฉันรู้...” เขาเปลี่ยนไปจูบที่หลังฝ่ามือด้วย "ฉันรู้...”
เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โจมินซูไม่รบกวนให้ยงซอนไปส่งพวกเขาที่สนามบิน แต่โทรศัพท์เรียกแท็กซี่ให้มารับไปแทน ไฟลท์ของมินซูกำหนดไว้ตอนก่อนเที่ยง พวกเขาจึงต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อลุกมาส่งพวกเขา
โชคดีที่พี่ชายที่นอนห้องเดียวกันอย่างซีวอนเหมือนจะเป็นคนหลับลึก ซีวอนไม่ได้สงสัยหรือถามเกี่ยวกับคยูฮยอนสักนิด ทั้งที่คยูฮยอนลุกออกมาจากฟูกตั้งแต่ตีสองและนอนหลับอยู่ที่ห้องจองฮุนจนถึงราวๆ ตีห้า เขาโดนเจ้าของห้องปลุกให้กลับขึ้นไปนอนข้างบนก่อนที่คนบนชั้นสองจะตื่น
“ไว้เจอกันใหม่คราวหน้า เที่ยวยุโรปจนปรุแล้วก็อย่าลืมกลับมาเยี่ยมพวกผมบ้างนะครับ"
“โชคดีนะ"
จองฮุนพึมพำให้คยูฮยอนได้ยิน และคยูฮยอนก็ทำแค่เพียงยิ้มตอบกลับมา...พวกเขาบอกลากันเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืน และก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ถึงจะแลกอีเมลกันแล้ว แต่จองฮุนรู้ และคยูฮยอนก็รู้ว่าระยะเวลาและระยะห่างของพวกเขาสองคนจะต้องทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปสักวัน
ชายหนุ่มได้แต่ยืนมองเด็กหนุ่มที่เหลียวหลังกลับมาสบตากับเขาผ่านกระจกรถแท็กซี่ คยูฮยอนอยู่ไกลออกไปเรื่อยๆ... จนในที่สุดก็ลับไปจากสายตา
คยูฮยอนจากเขาไปแล้ว
***
ในสองปีที่ผ่านมาที่ใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น คิมจองฮุนโปรดปรานฤดูหนาวในเดือนธันวาคมมากกว่าฤดูร้อน แต่ปีนี้คงเป็นปีแรกที่เขาชอบฤดูร้อนในเดือนสิงหาคมมากกว่า แม้อากาศจะร้อน แต่ยังมีคนคนหนึ่งท่ีทำให้เขาอุ่นใจ ฤดูหนาวปีนี้อากาศหนาวกว่าปีอื่นๆ ซ้ำคนคนนั้นของจองฮุนยังอยู่ไกลเกินจะเอื้อมถึง ความเหน็บหนาวก็ยิ่งกัดกร่อนเขามากขึ้น
สิ่งที่จองฮุนกลัวไว้ก่อนหน้านี้กำลังจะเป็นจริง หลังจากกลับไปไม่นานนัก คยูฮยอนก็เปิดเทอม เขาต้องวุ่นวายอยู่กับการเรียนและกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยปีแรก ยิ่งเป็นสาขาที่ถูกบังคับให้เรียนก็ยิ่งต้องใช้เวลาปรับตัวในการเรียนวิชาพื้นฐาน จองฮุนได้รับอีเมลยาวๆ ฉบับแรกจากคยูฮยอนที่ส่งมาสองวันหลังจากที่เขากลับไป และแม้จองฮุนจะอีเมลตอบกลับไปอย่างยืดยาวเช่นกัน อีเมลฉบับต่อมาของคยูฮยอนก็เขียนแค่สั้นๆ ว่า
'ผมอาจจะไม่ว่างตอบเท่าไหร่นักเพราะช่วงนี้ยุ่งกับที่มหา'ลัยจริงๆ ขอโทษด้วยนะครับ
คิดถึงคุณเสมอ'
นั่นเป็นข้อความสุดท้ายที่จองฮุนได้รับจากคยูฮยอน จองฮุนเขียนอีเมลตอบกลับไปอีกฉบับแต่คยูฮยอนไม่เคยตอบกลับมา และจองฮุนก็มักจะเผลอล็อกอินเข้าไปอ่านอีเมลฉบับสุดท้ายนี้บ่อยๆ เพียงเพื่อจะอ่านคำลงท้ายว่าคิดถึง เผลอหยิบภาพที่คยูฮยอนวาดขึ้นมาดูหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปกี่วันกี่สัปดาห์จองฮุนก็ยังคงยึดติดอยู่แต่กับคำคิดถึงและความรู้สึกของคยูฮยอนที่แอบแฝงอยู่ในภาพวาดนั้น แต่ชายหนุ่มเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าคยูฮยอนจะยังรู้สึกหนักแน่นเหมือนกับเขาหรือเปล่า...
“รู้ไหมว่าแม่พูดว่ายังไงตอนที่ฉันถามว่า ทำไมแม่ถึงแต่งงานกับพ่อ"
จู่ๆ ยงซอนก็ถามขึ้นในขณะที่พวกเขากำลังจิบสาเกอุ่นๆ กันหลังมื้อเย็น จองฮุนส่ายหน้า เขามีความทรงจำเกี่ยวกับแม่น้อยมาก
“ฉันถามแม่ว่า แม่ก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพ่อเป็นคนเกาหลี ถ้าแม่แต่งงานกับพ่อ แม่ก็ต้องจากบ้านเกิดตัวเองแล้วไปอยู่กับเขานะ ทำไมแม่ถึงยังจะแต่งงานกับเขาอยู่อีก แล้วแม่ก็ตอบว่า 'อยู่กับพ่อให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน... อุ่นใจและมีความสุข จะอยู่ที่ไหนก็เหมือนกันทั้งนั้น'”
“ฉันเดาว่านายคงถามแม่ก่อนหย่ากับพ่อสินะ"
ยงซอนหัวเราะที่จองฮุนรู้ทัน "ใช่ ใช่ ฉันถามแม่ตอนอยู่ประถม ตอนนั้นนายยังตัวกะเปี๊ยกไม่รู้เรื่องราวอะไรอยู่เลย"
“แล้วอยู่ดีๆ นายพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม"
“นายรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงอยากให้นายย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นด้วยกันหลังจากพ่อตาย"
“ก็เพราะนายย้ายไปเกาหลีไม่ได้ไง เมียนายอยู่นี่ กิจการนายก็อยู่นี่" จองฮุนตอบทันที
“ถูกต้อง นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วเป็นเพราะฉันอยากให้นายได้มีที่ที่ให้ความรู้สึกว่าเป็นบ้านบ้าง อยู่คนเดียวเหงาๆ น่ะมันไม่มีความสุขหรอกนะ ฉันรู้ว่าญาติฝ่ายพ่อน่ะไม่ได้เรื่อง แค่ตอนงานศพแม่ไม่มีดอกไม้สักช่อจากคนพวกนั้นฉันก็ดูออกแล้วว่าคนพวกนั้นยังอคติกับแม่ ถ้าพ่อตายคนพวกนั้นคงไม่สนใจใยดีนายแน่ ฉันเลยอยากให้นายมาอยู่ที่นี่ อย่างน้อยฉันก็เป็นพี่ชายพ่อเดียวแม่เดียวกันกับนาย"
เป็นครั้งแรกที่ยงซอนอธิบายเรื่องนี้ให้จองฮุนฟัง ซึ่งก็น่าประหลาดใจจนทำให้คนฟังตะลึงไปเล็กน้อย
“ที่พูดมายืดยาวทั้งหมดนี้ ฉันแค่อยากจะบอกว่า ถ้านายไม่รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านที่อบอุ่นมากพอสำหรับนายอีกต่อไปแล้ว ถ้านายคิดว่านายมีบ้านหลังอื่นที่รอนายอยู่ บ้านท่ีนายทำหน้าคิดถึงมันตลอดเวลาและนายจะมีความสุขมากกว่าถ้าได้อยู่ที่นั่น... นายจะไปจากที่นี่ก็ได้นะ"
“นาย...”
“ได้อยู่ประเทศเดียวกันก็ยังใกล้กว่าอยู่คนละประเทศ"
"...ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ฉันสงสัยตั้งแต่เห็นเด็กคนนั้นขลุกอยู่แต่ในห้องของนาย ตอนนั้นก็แค่คิดว่าคยูฮยอนคงแค่ติดนายเพราะนายใจดีกับเขา แต่พอเห็นนายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เขากลับไป...” ยงซอนยิ้มกรุ้มกริ่ม "...ฉันว่านายก็คงติดเด็กคนนั้นพอๆ กัน"
***
คยูฮยอนคิดว่าเขาควรจะลาออก...
ไม่มีวันไหนเลยที่เขามีความสุขกับการเรียนคณะนี้ แม้จะฮึดสู้มาจนเกือบจะจบเทอมแรกแล้ว เหลือเพียงแค่สอบปลายภาคหลังหยุดปีใหม่ แต่เขารู้ผลการเรียนของตัวเองล่วงหน้าดี ทั้งคะแนนสอบย่อยและคะแนนสอบกลางภาคที่ผ่านมาเขาทำได้แค่ผ่านอย่างเฉียดฉิว เขารู้ว่าพ่อจะทำหน้าอย่างไรเมื่อเห็นเกรดเฉลี่ยตัวแรกของเขา
คยูฮยอนได้อ่านอีเมลล่าสุดที่จองฮุนส่งมาแล้ว แต่เขาไม่มีเวลาตอบกลับ การเรียนและกิจกรรมดึงเวลาชีวิตของเขาไปมาก ในเวลาว่างเขาต้องคอยทบทวนบทเรียนด้วยตัวเองเป็นประจำเพราะพื้นฐานอ่อนกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ... วันไหนที่พอมีเวลาไปเปิดอ่านอีกครั้ง สิ่งที่คยูฮยอนอยากพิมพ์ตอบไปให้จองฮุนรับรู้คือเขาเหนื่อย เขาท้อ เขาไม่มีความสุข เขาอยากร้องไห้ เพราะชีวิตเขามีแต่เรื่องแบบนั้น... ซึ่งคยูฮยอนก็ไม่อยากให้จองฮุนต้องรับรู้และพลอยเหนื่อยใจไปกับเขา และเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น คยูฮยอนก็คิดว่าจองฮุนคงเลิกรอคำตอบจากเขาไปแล้ว
ร่างโปร่งในเสื้อไหมพรมสีเทาเข้มเดินลงบันไดที่หน้าตึกคณะอย่างเหนื่อยอ่อน หากมีใครสังเกตดีๆ ก็คงจะเห็นว่าใบหน้าของเขาซีดเซียวกว่าปกติ แต่คยูฮยอนไม่คิดว่าจะมีใครสนใจเขาขนาดนั้น เขามีเพื่อนที่รู้จัก แต่เขาไม่มีเพื่อนที่สนิท ทว่าเมื่อเขาเดินมาถึงบริเวณโต๊ะม้าหินหน้าตึก... เสียงหนึ่งก็เรียกเขาจากด้านหลัง
“คยูฮยอน!”
คยูฮยอนคุ้นเสียงนั้น แต่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเสียงของคนคนนั้นจะอยู่ที่นี่ ต้องหันกลับไปมองตามต้นเสียงนั้นจึงแน่ใจว่านั่นคือความจริง... เขาไม่ได้คิดไปเอง
“จองฮุน...” เสียงหวานหลุดเรียกชื่ออีกฝ่ายเบาๆ ตกใจยิ่งนักที่เห็นคนที่ไม่คาดฝันมายืนอยู่ตรงหน้าเขานี้
ร่างสูงของจองฮุนค่อยๆ สาวเท้าเข้ามาใกล้ และรั้งเขาเข้าไปไว้ในอ้อมแขนนั้นอย่างไม่สนใจคนรอบข้าง คยูฮยอนก็กอดจองฮุนตอบไปเหมือนกัน “ผมไม่คิดว่าคุณจะมา... คุณไม่เคยบอกเลยสักคำ...”
ความอบอุ่นจากจองฮุนที่แผ่ซ่านไปทั่วกายบรรเทาความเหนื่อยล้าท่ีอัดแน่นอยู่เต็มอกมานานได้อย่างน่าอัศจรรย์ จองฮุนไม่เคยพูดเลยสักครั้งว่าเขาจะกลับมาหาคยูฮยอนที่นี่ และการที่จองฮุนกำลังกอดเขาอยู่ตรงนี้ก็ช่างเหมือนฝัน ช่างอบอุ่นเสียยิ่งกว่ายามคิมหันต์ที่พวกเขาพบกันครั้งแรก ยิ่งคนตัวสูงกระชับเขาไว้แน่น โจคยูฮยอนก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวถ้าพ่อจะเกลียดเขายิ่งไปกว่านี้เมื่อเขาคงเป็นอย่างที่พ่ออยากให้เป็นไม่ได้ ไม่ต้องกลัวว่าวันหนึ่งความรู้สึกดีๆ ที่ยังอบอวลอยู่ในใจจะจางหายไปตามกาลเวลา เพราะที่นี่ ณ วินาทีนี้ คิมจองฮุนอยู่กับเขาแล้ว.
END.
Tags: fiction, hoonkyu, super junior1 Comments
น้องคยูกี้ น่ารัก น่าสงสาร
แต่สุดท้าย ก็ ^_^
ภาษากับ plot น่ารักมากคะ
อ่านแล้ว คล้อยตามเลยทีเดียว
#1 By Viky (1.46.67.39) on 2011-12-14 17:24